Practical Report รู้จักกับ กสทช. องค์กรกำกับดูแลความถี่ยุคหน้า – สัมภาษณ์สุภิญญา กลางณรงค์

เซคชัน S Magazine ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ มีบทสัมภาษณ์คุณสุภิญญา กลางณรงค์ (@supinya) รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ของสภาผู้แทนราษฎร สัมภาษณ์โดยสุรนันทน์ เวชชาชีวะ

บทสัมภาษณ์ฉบับนี้แนะนำแนวคิดและรายละเอียดของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรคมนาคมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2553

สุรนันทน์ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวาระ 1 ไปแล้ว พ.ร.บ.นี้คืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร และปัจจุบันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนเยอะ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง

สุภิญญา กฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ และโทรคมนาคมด้วย เหตุที่จะต้องมีการมาคุยเกี่ยวกับกฎหมายนี้กันใหม่ก็เพราะว่า หลังการรัฐประหาร (กันยายน 2549) มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ (จากฉบับปี 2540 เป็นฉบับปี 2550) จากมาตรา 40 เป็น 47 ที่บอกว่าให้มีองค์กรที่จะมากำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งในกฎหมายลูกฉบับเดิมเป็นองค์กรที่แยกออกจากกัน

สุรนันทน์ กฎหมายตอนปี 2543 แยกออกจากกันอยู่

สุภิญญา ใช่ค่ะ โทรคมนาคมก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ซึ่งมีแล้ว และอีกชุดหนึ่งก็คือ สำหรับวิทยุโทรทัศน์ที่ยังไม่เกิดเสียที คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) แต่หลังปี 2549 มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้วบอกว่า ต้องเอามารวมกัน ต่อไปนี้ประเทศไทยต้องมีองค์กรองค์กรเดียว เลยเป็นที่มาของกฎหมายฉบับนี้ เนื้อหาก็คือการเขียนเพื่อที่จะรวม โดยออกแบบให้มีองค์กรที่จะดูแลสื่อแลโทรคมนาคมเป็นหนึ่งองค์กร ระบุอำนาจหน้าที่ รวมถึงที่มาของใครที่จะมาเป็นนั่งเป็นองค์ประกอบคณะกรรมการ “กสทช.” และก็มีบทเฉพาะกาลอื่น ๆ

สุรนันทน์ แต่เอากฎหมายเดิม 2 ฉบับมาต่อกันเลยเฉยๆไม่ได้

สุภิญญา ไม่ได้ต่อเลยด้วยซ้ำ แทบจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย

สุรนันทน์ องค์กรนี้จริง ๆ แล้วทำอะไร

สุภิญญา ถ้าสำหรับ กทช. ในตอนนี้หลายคนก็อาจไม่เห็นบทบาทมาก แต่โดยหลัก ๆ ก็คือการให้ใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต่าง ๆ รวมทั้งวิทยุสมัครเล่น และอินเตอร์เน็ต เพียงแต่ว่ามือถือรายใหญ่ ๆ ยังติดสัมปทาน เพราะฉะนั้นคู่สัมปทานก็ยังเป็นของเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ

สุรนันทน์ พูดง่าย ๆ ใครที่ใช้คลื่นโทรคมนาคมต้องผ่าน กทช.

สุภิญญา ใช่ค่ะ และ กทช. ก็กำกับดูแล เช่นประชาชนบอกว่ามีปัญหาเรื่องราคา เรื่อง speed ก็ร้องเรียนไปที่ กทช.

สุรนันทน์ ถ้าใครที่ทำวิทยุ โทรทัศน์

สุภิญญา ตอนนี้ไม่มี เป็นสุญญากาศ รัฐบาลไม่มีอำนาจตามกฎหมายปกติในการที่จะดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้วยซ้ำ

สุรนันทน์ กรมประชาสัมพันธ์หมดอำนาจแล้ว

สุภิญญา เพิ่งหมดอำนาจอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ มี พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ออกโดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สุรนันทน์ ความจริงก็ถูกเก็บไว้นานแล้ว จึงมีปัญหาวิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี

สุภิญญา ค่ะ สรุปง่าย ๆ คือประเทศไทยตอนนี้ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่มากำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ และให้ใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ จึงก่อให้เกิดสภาพที่ไม่มีกติกากลางในตอนนี้

สุรนันทน์ ถ้าเปรียบเทียบก็คือเหมือนกับ ถ้าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่มีทะเบียนรถ ซื้อรถมาแล้วก็ขับได้เลย

สุภิญญา ใช่ค่ะ ในท้องถนนก็มีรถตุ๊กตุ๊ก รถสิบล้อ รถอะไรที่ไม่มีใบอนุญาต ก็เหมือนกับมีวิทยุชุมชน มีโทรทัศน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ตามกฎหมายเดิมต้องขอใบอนุญาตการใช้คลื่นจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเปลี่ยนมาเป็น กทช. แล้วก็ขอใบอนุญาตในการออกอากาศจากกรมประชาสัมพันธ์ แต่ตอนนี้ทีวีเคเบิ้ล ทีวีดาวเทียม หรือวิทยุชุมชน กว่า 6,000 สถานี ออกอากาศเลยโดยไม่มีใบอนุญาต พอไม่มีใบอนุญาตก็ไม่มีสถานะทางกฎหมาย รัฐก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ในทางกำกับดูแล

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้รอมานานมาก พอออกมาทุกคนก็จะต้องมาขออนุญาต

สุภิญญา จะมี 2 ส่วน ถ้ามี กสทช. คนที่ได้รับผลกระทบหลักก็คือหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของสื่ออยู่ในปัจจุบัน เพราะจะต้องแจ้งการครอบครองคลื่นทั้งหมดไปยัง กสทช. แล้วถ้าต่อไปนี้ เช่น กองทัพ กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ต้องทำรายการหรือว่าต้องขอใบอนุญาตอีกครั้งหนึ่งจาก กสทช. แต่ไม่ได้หมายความว่ายึดมาหมดเลยนะคะ รูปแบบที่จะเปลี่ยนไปก็คือว่า หลังจากมี กสทช. ทุกหน่วยที่ใช้คลื่นอยู่จะต้องไปรายงานตัว และขอใบอนุญาตใช้อย่างเป็นทางการ แม้แต่ทีวีไทย (TPBS) ที่มีกฎหมายเฉพาะก็จะต้องอยู่ภายใต้การขอคลื่นความถี่จาก กสทช.ด้วย

สุรนันทน์ สมมติผมเป็น อสมท. ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ Sensitive น้อยที่สุดมีคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ผมก็ต้องไปขออนุญาต กสทช.

สุภิญญา อสมท. Sensitive น้อยที่สุดจริง ๆ เพราะว่าเขาจะได้อภิสิทธิ์กว่าคนอื่น เนื่องจากว่าได้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วเรียบร้อย จึงเป็นแค่ “พิธีกรรม” ก็คือแจ้งไปให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลทางเนื้อหาของ กสทช.

สุรนันทน์ แต่คลื่นเหล่านั้นก็ยังเป็นของ อสมท.

สุภิญญา อสมท. ก็ใช้สิทธิที่เขาจะต้องดูต่อไป เพราะถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาผู้ถือหุ้นอาจจะฟ้องได้

สุรนันทน์ ก็ไม่เปลี่ยนอะไรสิครับ

สุภิญญา จะเปลี่ยนสิทธิ์ของกองทัพ และสิทธิ์ของกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพที่มีวิทยุอยู่ 200 กว่าคลื่น ตามกฎหมายใหม่จะต้องไปรายงาน และถ้ากองทัพมีความประสงค์จะประกอบกิจการต่อไป จะต้องผลิกรายการเอง ในโครงสร้างใหม่จะเป็นเจ้าของ แต่ให้ไปเช่าช่วงอีกทีหนึ่งไม่ได้ คือถ้าจะทำเองก็ต้องเลือกว่าจะเป็นบริการสาธารณะหรือเอกชน อย่าง อสมท.ก็ชัดเจนว่าเป็นเอกชนอยู่แล้ว

สุรนันทน์ หมายความว่ากองทัพ หรือกรมประชาสัมพันธ์สามารถจัดตั้งบริษัท

สุภิญญา ถ้าเขาจะทำแบบเอกชนขอใบอนุญาต (license) แบบเอกชน เขาก็ต้องไปทำในรูปของบริษัท ในอนาคตลู่วิ่งจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ลู่ คือลู่ “บริการสาธารณะ” คือไม่แสวงหากำไร ใครมาขออันนี้ก็ได้ ซึ่งเอกชนก็จะทำสาธารณะได้ แต่มีเงื่อนไขก็คือสาธารณะก็บอกอยู่แล้วว่าแสวงหากำไรไม่ได้ และรัฐเองถ้าอยู่ช่องนี้รัฐก็ทำเพื่อไม่เน้นกำไร ซึ่งรัฐก็จะไม่ค่อยมีแรงจูงใจให้ทำ ส่วนลู่ที่สองก็คือเป็น “เอกชน” ไปเลย มาในนามบริษัท ใครจะทำก็ได้

สุรนันทน์ ถ้าเป็นบริษัทผมอยากได้คลื่นเมื่อก่อนผมก็ต้องไปขอสัมปทานหรือจัดซื้อจัดจ้างของ อสมท. กรมประชาสัมพันธ์ หรือทหาร ครั้งนี้ผมยังต้องทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า หรือว่าผมไปขอ กสทช. ได้เลย

สุภิญญา ตามระบบใหม่กฎหมายที่กำลังจะออก ใช้เรื่องว่าต้องประมูล ซึ่งอันนี้ Sensitive มาก เพราะว่ามีภาคเอกชนค้านด้วย แต่กรรมาธิการเห็นว่าจะต้องให้เป็นการ “ประมูล” สถานเดียว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีลักษณะกฎเกณฑ์อะไรเลย ใช้ connection ต่อไปนี้ใครที่จะได้คลื่นไปก็ต้องประมูลอย่างเป็นทางการเปิดเผย แต่มีรายเล็ก ๆ ก็มาโวยวายว่าเขาจะสู้รายใหญ่ได้อย่างไร ในกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนกันไว้ว่าให้มีการแบ่งการประมูล ก็คือใหญ่ระดับภูมิภาค ระดับชาติ

สุรนันทน์ ประมูลกับกรมประชาสัมพันธ์หรือ กสทช.

สุภิญญา กับ กสทช. ค่ะ หน่วยงานรัฐทั้งหมดไม่ได้ตัดโอกาส คือยังทำอยู่ก็ได้ แต่ต้องทำภายใต้กติกาใหม่ และต้องทำเอง ต้องทำให้ชัดว่าจะเป็นสาธารณะหรือภาคเอกชน

สุรนันทน์ ถ้าผมเป็นกรมประชาสัมพันธ์มีคลื่นวิทยุอยู่ร้อยกว่าคลื่น สมมติผมบอกว่าผมทำเองจริง ๆ ได้แค่ 30 คลื่น ที่เหลือก็คืน แล้วก็ไปสู่กระบวนการนั้น

สุภิญญา ใช่ค่ะ ถ้าทำเองไม่ได้ก็ต้องคืน เพราะถ้าเก็บไว้เฉย ๆ แล้วให้เช่าช่วงเองก็ไม่ได้ด้วย จะเป็นการตัดระบบคนกลาง ตัดระบบรัฐวิสาหกิจ เหมือนโทรคมนาคมเหมือนกัน สมมติว่าสัมปทานระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส หมด ต่อไป ทีโอที ก็ไม่มีสิทธิ์แล้ว เป็นการต่อตรงระหว่าง กสทช. กับเอกชน แล้วถ้าถามว่าจะต่างกันอย่างไร เพราะ ทีโอที ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ กสทช. ก็เป็นหน่วยงานรัฐ มันก็จะต่างตรงที่รัฐวิสาหกิจเขาก็จะมีโครงสร้างของเขา เงินรายได้ข้าวของเขา แต่ถ้าเป็น กสทช. เขาก็จะเก็บค่าธรรมเนียมไว้ประมาณ 2% ตามกฎหมาย เป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนของเขา แต่ที่เป็นค่าประมูลคลื่น ซึ่งเมื่อก่อนคือค่าสัมปทานก็จะเข้าคลังหมดเลย แต่ระบบเดิมไม่เข้าคลังทั้งหมด คือเป็นของหน่วยงานนั้น เช่น ถ้ากองทัพเป็นเจ้าของคลื่นเงินส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่เขา ที่เหลือค่อยเข้า ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจก็มีหลายต่อ มีคนกลาง ระบบใหม่คือจะตัดคนกลาง

สุรนันทน์ พูดง่าย ๆ คือ กสทช. เหมือนกับเป็นนายทะเบียน พอประมูลได้ เก็บไว้ 2% ที่เหลือเข้าคลังหมด

สุภิญญา 2% ก็เยอะนะคะ เป็นพันล้าน เพราะว่ากิจการมีเยอะ เขาสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องขอเงินคลัง ที่สำคัญเขาทำหน้าที่เก็บเงินเข้าคลังได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สุรนันทน์ คลังจำเป็นไหมว่า เงินก้อนนี้เข้าไปเป็นงบประมาณกลางหรือว่าตัดแบ่งสำหรับทีวีสาธารณะพวกนี้ด้วย

สุภิญญา ถ้าส่วนของการประมูลเข้าคลังก็แล้วแต่ว่าคลังจะทำอะไร เพราะว่าในกฎหมายฉบับนี้ได้เขียนเรื่องกองทุนเอาไว้ โดยจะมีเงินอยู่ 3 ก้อน เริ่มแรกถ้าประมูลก้อนนี้จะเข้าคลัง ก้อนที่ 2 ค่าธรรมเนียม 2% ของเอกชนก็จะเป็นเงินเดือนหรือเงินกิจกรรมต่าง ๆ สวัสดิการของ กสทช.และพนักงาน ก้อนที่ 3 คือภาคของธุรกิจจะหนักหน่อย คือหลังจากถูกหัก ส่วนหนึ่งเพื่อเข้ากองทุนพัฒนากิจการวิทยุโทรทัศน์ด้วย แล้วก็เงินของกองทุนนี้ถึงจะเอามาเป็นทุนให้กับสื่อวิทยุชุมชนหรือสื่อสร้างสรรค์ ซึ่ง กสทช.จะต้องเป็นผู้บริหารร่วมกับคณะกรรมการคนนอกที่กฎหมายได้ออกแบบไว้ ก็จะมีเงิน 3 ก้อนที่ถูกกระจายออกไป

สุรนันทน์ เรื่องวิทยุชุมชนกับเคเบิ้ลทีวี ที่ยังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ จะเข้าระบบอย่างไรครับ

สุภิญญา ตอนนี้ความพยามยามของ กทช. ตอนนี้ ซึ่งกฎหมายบอกให้เป็นผู้ดูแลชั่วคราว และเขาต้องมีการฟังอนุกรรมการด้วย ก็พยายามทำอยู่ตอนนี้ก็คือให้วิทยุชุมชนทั้งหมดมาจดทะเบียน ก็มีมากันเกือบ 7,000 สถานี และให้ลงทะเบียนเคเบิ้ลทีวี ตอนนี้ลงทะเบียนประมาณ 400-500 สถานี เยอะมากๆ โดยฐานข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะให้ กสช. ทำงานได้ในอนาคต โดยต้องทำแผนแม่บทกันก่อน กสทช. พอเริ่มทำงานสำรวจว่าใครมีคลื่นอยู่ตรงไหน ก่อนจะเริ่มให้ใบอนุญาตจะต้องทำประชาพิจารณ์ทำแผนแม่บททั้งหมดก่อนว่าจะมาจัดสรรกันอย่างไร เขาถึงต้องให้รวมกับ กทช. คือ ต้องมี “นักวิศวะ” มาช่วยออกแบบ

สุรนันทน์ คลื่นวิทยุชุมชนจะเป็นของชุมชนจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้มีปัญหาแค่จำนวน แต่มีปัญหาว่าไม่ใช่เคลื่อนชุมชนจริง ๆ

สุภิญญา ในระบบใหม่จะทำให้ชัดขึ้น วิทยุชุมชนที่มีโฆษณาก็ต้องไปขอใบอนุญาตเพื่อให้มีโฆษณาได้ ต้องประมูล ต้องจ่ายค่าประมูลและค่ากำไรที่เป็นภาษีกองทุนด้วย ซึ่งรายใหม่ก็อาจจะไม่ค่อยอยากได้เพราะทุกคนจะต้องปรับตัวกันหมด ไม่ใช่เฉพาะรายเก่านะคะ ตอนนี้ก็สบาย ๆ ไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่ต่อไปก็ต้องเสีย ถ้าเข้าระบบใหม่แล้วจะไม่เสียอะไรเลย ก็ต้องเป็นวิทยุชุมชนที่ไม่มีโฆษณาจริง ๆ ซึ่งมีน้อยมาก เท่าที่สำรวจจะมีประมาณร้อยกว่าสถานีที่ไม่มีโฆษณา อันอื่นในความเป็นจริงก็เป็นของชุมชนในแง่ที่ว่าชุมชนก็ชอบเขานะคะ เพียงแต่เขามีโฆษณาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปก็ต้องเข้าทางใดทางหนึ่ง

สุรนันทน์ ได้คุยกันบ้างไหมครับ เพราะมีทั้งคนเสียประโยชน์และได้ประโยชน์

สุภิญญา ถึงยังไม่เกิดเสียทีไงคะ ความจริงทุกคนก็โอเค เพียงแต่ว่าประชาชนเวลามีอะไรเกิดขึ้นทีก็จะโทษว่าทำไมสื่อรัฐเป็นอย่างนั้น ทำไมฟังไม่ได้เลย ทำไมวิทยุชุมชนเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องมาโทษกัน เพราะไม่มีใครได้ 100% จากวิกฤตสังคมทำให้คนเริ่มเห็นแล้วว่า คงต้องถอยกันคนละก้าวครึ่งก้าว ภาคเอกชนเองรายใหญ่ๆถึงเขาจะไม่ยอมรับเขาทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้ก็มีเคเบิ้ลทีวีมาแย่งโฆษณาของเขามากมายอยู่แล้ว ยังไงก็หนีไม่พ้น สู้ให้กลับมาอยู่แล้วเอากติการ่วมกันยังจะดีกว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็จะลำบากแบบนี้แหละค่ะ

แล้วเคเบิ้ลทีวีกับวิทยุชุมชนที่เขาตั้งใจทำงานสุจริต เขาก็อยากจะมีหลักประกัน เขาก็ไม่อยากอยู่แบบเถื่อน จะลงทุนธุรกิจก็ทำไม่ได้ ประเทศก็จะไปไม่ได้ อาจจะดีเฉพาะหน้าตรงที่ว่าประนีประนอมกันแล้วก็ไม่มีใครเสียอะไร หรือว่าไม่ต้องเจ็บปวดกับที่ต้องปรับตัว แต่ระยะยาวจะพัฒนาไม่ได้ จะไม่ยั่งยืน และต่างชาติก็จะงงว่าเราจะอยู่กันในระบบแบบไหน ข้อดีอันหนึ่งก็คือจะป้องกันการลงทุนจากต่างชาติได้ เพราะตอนนี้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุนในกิจการเคเบิ้ลทีวีในประเทศไทยเพราะว่าไม่มีกติกา ไม่มีกฎหมาย แต่ว่าจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลในระยะยาวมันก็จะเละในที่สุด จะไม่มีการพัฒนากิจการในบ้านเราได้

สุรนันทน์ คุณภาพของรายการ ของสถานี จะดูอย่างไร

สุภิญญา มีกฎหมายเดิมอยู่แล้วว่าเคเบิ้ลทีวีมีโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาที ซึ่งถ้ามี กสทช. ก็ต้องไปกำกับดูแล ส่วนวิทยุกระแสหลัก โฆษณาแฝงอะไรต่อมิอะไร ตอนนี้เป็นสุญญากาศ ไม่มีใครไปกำกับได้ ในอนาคตเราจะหวัง กสทช. อย่างเดียวไม่ได้ ผู้บริโภคต้องตื่นตัวด้วย องค์กรผู้บริโภคได้ “ล็อบบี้” ในกฎหมายฉบับนี้ว่า ให้มีกลไกในการที่จะมีผู้บริโภคด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์เข้ามาทำงานร่วมหรือผลักดันกับ กสทช. อันนี้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะทำได้ เช่น มีสภาผู้บริโภค

สุรนันทน์ สมมติมีรายการที่ออกเชิงอนาจาร เชิงหลอกลวง กสทช. มีอำนาจในการจัดการใช่ไหมครับ

สุภิญญา มีค่ะ มีหน้าที่ตักเตือนและดำเนินคดีตามกฎหมาย และมากที่สุดคือถอนใบอนุญาต กสทช. ไม่มีหน้าที่ปิดสื่อ แต่มีหน้าที่ถอนใบอนุญาตได้ ซึ่งมีขั้นตอน ถ้าไม่เป็นธรรมเอกชนก็สามารถฟ้องได้ อยู่ที่ว่า กสทช.จะใช้หลักไหน ถ้าใช้หลักแบบอเมริกา เขามีองค์กรกำกับดูแลเหมือน กสทช. เหมือนกัน แต่เขามีเสรีภาพในการพูด โฆษณาบางทีเขาก็มองว่าเป็นเสรีภาพในการพูด จะไม่มีการปิดสื่อคลุมเนื้อหา แต่บางคนบอกว่าฟรีไปก็ไม่เหมาะสำหรับเมืองไทย แต่เมืองไทยตอนนี้มันฟรีมาก

สุรนันทน์ แต่ฟรีแบบนี้คือฟรีสำหรับเคเบิ้ล แต่ไม่ฟรีในวิทยุโทรทัศน์กระแสหลัก แล้ววิทยุโทรทัศน์กระแสหลักจะมีผลอย่างเดิมหรือไม่ จะกลายเป็นว่าพอหลุดออกจากทหาร ออกจากกรมประชาสัมพันธ์ กลายเป็นว่า กสทช. มานั่งคุมแบบเดียวกันหรือเปล่า

สุภิญญา เขาทำไม่ได้ กสทช. ไม่ได้เป็นเจ้าของสื่อโดยตรง เขาเป็นคนกำกับดูแล เขาทำได้มากที่สุดถ้าคลื่นนั้นมีปัญหาก็คือเตือน เตือนแล้วก็อาจจะดำเนินคดี แต่ดำเนินคดีทางอาญา กสทช. ก็ทำไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งตำรวจเพราะเขาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ ก็จะมีกระบวนการของมัน ท้ายที่สุดถ้าผิดเงื่อนไขก็คือการถอนใบอนุญาต แต่การถอนใบอนุญาตเอาจริงก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

สุรนันทน์ มีเงื่อนไขหรือเปล่า เช่น เป็นภัยต่อความมั่นคง กว้าง ๆ อย่างนั้นมีหรือเปล่า

สุภิญญา มีอยู่แล้วค่ะ ถ้าเกิดภาวะอย่างนั้นก็จะเกิดอำนาจอย่างอื่น อย่างตอนนี้อำนาจในการปิดสื่อก็ไม่ได้เป็นกฎหมายปกติ

สุรนันทน์ สมมติมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีกฎอัยการศึก ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องไป

สุภิญญา ก็จะอยู่เหนือทุกอย่างอยู่แล้วค่ะ

สุรนันทน์ แต่อย่างน้อยตรงนี้มาจัดระบบในยามปกติ

สุภิญญา ในยามปกติจะเป็นที่พึ่งได้ ในแง่ของสิทธิเสรีภาพดิฉันเชื่อว่าถ้ามี กสทช. น่าจะเปิดกว้างขึ้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่ กสทช. อาจจะทำไม่ได้ในทันที คือถ้าไม่มีความกล้าหาญพอในการที่จะกำกับอะไรต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแนวทาง มันก็อาจจะเละได้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าฟังทุนมากไป ฟังรัฐมากไปก็จะไม่เป็นตัวของตัวเอง อย่าง กทช. ตอนนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ก็ไม่เอาจริงกับการออกกติกาบางอย่างที่จะเอื้อกับผู้บริโภค เช่น หมายเลขเดียว ก็ไม่กล้าออก เพราะอาจจะเกรงใจเอกชน

สุรนันทน์ เรื่องหนึ่งที่ต้องคุยกันคือที่มาของ กสทช.

สุภิญญา ก็คือกฎหมายฉบับนี้นั่นแหละ ออกแบบกันมาแบบซับซ้อน พิสดารมาก คือว่า องค์ประกอบของ กสทช. จะมี 11 คน ซึ่งเขียนคุณสมบัติไว้แล้วว่า 11 คนต้องมีคุณสมบัติของเป็นผู้ที่อยู่ในวงการวิทยุ โทรทัศน์ เป็นนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน คือไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนักวิชาการนะคะ คือจะต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือประสบการด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึงอันนี้ดิฉันเป็นคนเสนอเอง จนมีคนแซวว่าจะเขียนให้ตัวเองเป็นหรือเปล่า ก็เป็นคุณสมบัติด้านผู้บริโภคสื่อ คือเขาเขียนคุณสมบัติมาค่อนข้างดีทีเดียว กำหนดไปว่าต้องมีประสบการณ์อย่างนี้

แต่ที่มากว่าจะได้ซับซ้อนมาก จะขออธิบายง่าย ๆ ว่า ทั้งหมดมี 11 คน กระบวนการกว่าจะได้ 11 คนจะมี 2 ตะกร้า ตะกร้าหนึ่งคือการเลือกกันเองของกลุ่มต่าง ๆ เหมือนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ก็คือกลุ่มเอ็นจีโอ มาลงทะเบียนกันพันคนก็เลือกให้ได้สี่คน สองเท่า กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มสื่อมวลชน ก็มาเลือกกันเองก็ถือเป็นขั้นเลือกตั้ง แต่คนก็กลัวว่าถ้าเอาแบบนี้แบบเดียวจะกลายเป็นการบล็อกโหวตได้ ยังไม่ได้มีการถกเถียงกัน อยู่ ๆ ก็มาเลือกกันเลย ดังนั้นจึงมีอีกตะกร้าหนึ่งเป็นการสรรหา อันนี้เป็นโมเดล ทีวีไทย (TPBS) คือทีวีสาธารณะ คือว่าจะกำหนดมาเลยว่า 15 ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะสรรหามีใครบ้าง ที่เขียนก็จะมาจากภาควิชาการ องค์กรอิสระ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 15 คน แล้วก็สุดท้ายตะกร้าแรกก็ให้เลือกมาได้ 22 คน ส่วนตะกร้าที่ 2 ใครมาสมัครก็ได้ สมมติดิฉันไม่สามารถเข้าช่องนี้ได้เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเอ็นจีโอ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักวิชาการ ดิฉันก็สามารถมาสมัครและให้กรรมการสรรหาพิจารณาเลือกหรือไม่เลือก ก็เลือกให้ได้ 22 คน รวมแล้ว 2 ตะกร้าก็เป็น 44 คนส่งไปให้วุฒิสภา

สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก็ให้อำนาจวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาจะเป็นคนเลือก 11 จาก 44 แล้วซับซ้อนกว่านั้นอีก เพราะมีการเถียงกันว่าที่ผ่านมามีปัญหาว่าบางทีวุฒิสภาไม่เลือก ก็ไม่เกิดเสียทีอย่าง กทช. ก็มีการเล่นเกมกันไปมา เขาก็เลยระบุว่า ถ้ารอบแรกหากเลือกไม่ได้ก็ให้ส่งกลับไปใหม่ และสุดท้ายซึ่งอันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยแต่แพ้โหวตคือ ถ้าสองรอบแล้ววุฒิสภายังเลือกไม่ได้ จะกลับมาเป็นให้รัฐมนตรีเลือก คือสุดท้ายก็กลับมาให้ฝ่ายบริหารเลือก ซึ่งเราก็ค้านกันว่าทำไมถึงต้องให้กลับมาฝ่ายบริหารเลือก เขาก็บอกว่าถ้าเลือกกันมาขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ ก็ไม่รู้จะใครแล้วก็ต้องให้ฝ่ายบริหารกลับมาตัดสินใจ ซึ่งต้อนนั้นก็มีกันว่าจะให้สภาฯตัดสินใจ จะให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจหรืออย่างไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาฝ่ายบริหาร แต่ก็มีคนค้านแล้วว่ากว่าจะถึงตรงนั้น แต่ก็สามารถผ่านมาได้ เป็นการประสานประโยชน์มากมีทุกแนว

สุรนันทน์ คิดว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่

สุภิญญา หากผ่านวุฒิสภาแล้ว ภายในสิ้นปีนี้กฎหมายน่าจะผ่าน พอกฎหมายผ่านก็ระบุไว้เลยว่าต้องสรรหาให้ได้ภายใน 180 วัน

ต้นฉบับจาก S Magazine