Practical Report Obama มาแรงบนอินเทอร์เน็ต

โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ – Siam Intelligence Unit

หมายเหตุ: เป็นบทความที่ผมเขียนไว้บนเว็บไซต์ IamIA แต่นำมาขยายความต่อ สำหรับผู้อ่านของ Siam Intelligence Unit ที่สนใจการเมืองอเมริกัน และการใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารในการจัดกิจกรรมทางการเมือง

ข่าวการคัดเลือกตัวแทนผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐ ของพรรคแดโมแครตยังอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนต่างประเทศ ยุทธศาสตร์สำคัญของการคัดเลือกรอบนี้คือการใช้สื่อออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บกระแสหลักอย่าง YouTube, Facebook หรือ MySpace หรือเว็บไซต์รวมกลุ่มทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างเช่น MoveOn หรือ MeetUp เพื่อจัดกิจกรรมแบบพบเจอหน้าด้วย

คนที่มาแรงที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกิน Barak Obama ซึ่งเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง และกลุ่ม white collar ในสหรัฐ

สถิติจากเว็บไซต์ Compete.com บอกว่าความนิยมในอินเทอร์เน็ตของ Obama นั้นทิ้งคู่แข่ง Hillary ไกล ที่น่าสนใจคือตัวเลขผู้ชมวิดีโอใน YouTube นั้นมากกว่ากันเป็นสิบเท่า

กราฟเปรียบเทียบผู้เข้าชมเว็บไซต์ ระหว่าง Obama กับ Clinton

กราฟเปรียบเทียบการปรากฎตัวในสื่อออนไลน์ เมื่อเทียบกับผู้สมัครพรรคแดโมแครตคนอื่นๆ

การโปรโมทด้วยวิดีโอออนไลน์นั้น Obama มาแรงมาก มีคนเปิดทั้งเว็บไซต์ YouBama (YouTube + Obama) และมีแคมเปญประกวดวิดีโอสนับสนุนยาว 30 วินาทีของ MoveOn.org ซึ่งวิดีโอที่ชนะจะได้ฉายในทีวีจริงๆ

สำหรับพรรครีพับลิกันนั้นได้ตัวผู้ชนะไปแล้ว แต่ถ้าเอาเฉพาะขวัญใจชาวเน็ต ต้องยกให้ Mike Huckabee (ข้อมูลจาก TechCrunch)

ข้อมูลสถิติด้านการหาเสียงออนไลน์อื่นๆ สามารถหาได้จากเว็บไซต์ Compete.com เมื่อพรรคเดโมแครตตัดสินผู้ชนะกันแล้ว ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีจริงๆ สมรภูมิอินเทอร์เน็ตคงร้อนแรงอีกครั้ง

การเมืองออนไลน์ในบริบทของประเทศไทย

ช่วงความวุ่นวายทางการเมืองตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั้น อินเทอร์เน็ตนับเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่สำคัญของการปะทะกันทางความคิดทางการเมืองในประเทศไทย สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะสื่ออื่นๆ ในบ้านเรา (เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์) ถูกควบคุมและชี้นำโดยอำนาจรัฐ (ไม่ว่าฝ่ายใดจะมาเป็นรัฐก็ตาม) ทำให้สื่อที่อิสระและควบคุมได้อยากอย่างอินเทอร์เน็ต จึงกลายมาเป็นเครื่องมือตอบโต้ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐ

  • จุดเริ่มต้นคงไม่มีอะไรเกินกว่าเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งหันมาเน้นตลาด white collar ที่ทำงานในเมืองใหญ่ โดยให้ข้อมูลที่รวดเร็วและครบถ้วนกว่าหนังสือพิมพ์ปกติ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในไม่นาน หลังจากที่สนธิลิ้มทองกุลเริ่มโจมตีรัฐบาลทักษิณ เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ถือว่าเป็นจุดรวมของฝ่ายที่ไม่พอใจการทำงานของทักษิณ ก่อนจะขยายผลออกมาเป็นการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบนท้องถนน
  • หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 กลุ่ม white collar ที่สนใจการเมืองบางส่วนได้แตกแยกทางความคิดอย่างสูง ในขณะที่กลุ่มต่อต้านทักษิณรวมกันอยู่ที่ผู้จัดการออนไลน์​ กลุ่มต่อต้านรัฐประหาร (ซึ่งบางส่วนซ้อนทับกับกลุ่มเอาทักษิณ) ได้รวมตัวกันที่ห้องราชดำเนินของ Pantip.com ก่อนแยกตัวออกมาอยู่ที่อื่นๆ เช่น เว็บบอร์ดของประชาไท, hi-thaksin.net เป็นต้น
  • เว็บไซต์ Hi-Thaksin ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ของการสร้างแคมเปญออนไลน์กลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณ และใช้ความนิยมนี้เป็นต้นทุนในการตอบโต้กับฝ่ายตรงข้าม โดยแย่งชิงพื้นที่ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ปกติอีกต่อหนึ่ง ผลงานที่สำคัญของ Hi-Thaksin คือการเปิดโปงเอกสารลับของ คมช. ซึ่งมีผลทางการเมืองพอสมควร เราสามารถมอง Hi-Thaksin ว่าเป็นลูกผสมระหว่างเว็บแคมเปญสนับสนุนนักการเมืองเป็นการเฉพาะ และสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม
  • กรณีการบล็อคเว็บไซต์ YouTube เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า วิดีโอออนไลน์มีอิทธิพลสูง และท้าทายอำนาจของทีวี (ซึ่งถูกควบคุมโดยรัฐ) ในบริบทของประเทศไทยยิ่งชัดเจนว่า เนื้อหาที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด (สถาบันพระมหากษัตริย์) หาทางออกสู่สาธารณะชนโดยผ่านสื่อออนไลน์ที่มีการควบคุมน้อยมาก และการบล็อค YouTube เป็นการแสดงถึงความพยายามของรัฐไทย ในการขยายการควบคุมสื่อแบบเดิมๆ เข้ามายังสื่อออนไลน์ด้วย (และประสบปัญหา เนื่องจากธรรมชาติของสื่อออนไลน์ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่หรือขอบเขตประเทศ ทั้งทางภูมิศาสตร์และทางกฎหมาย)
  • พรรคประชาธิปัตย์ มีการใช้ social network แบบใหม่ๆ เช่น Hi5 หรือสร้างเว็บเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Democrat Society
  • Fanrosana แคมเปญสนับสนุนรสนา โตสิตระกูล ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2551 เป็นอีกตัวอย่างที่ดีของการใช้ grassroot media แบบออนไลน์ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นและวัยทำงานในกรุงเทพ ที่ส่วนมากเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

โดยภาพรวมคือการเมืองในประเทศไทย ยังใช้อินเทอร์เน็ตมาประกอบกิจกรรมไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังไม่แพร่หลาย (ประมาณ 10% ของจำนวนประชากร เทียบกับสหรัฐที่ประมาณ 70%) จึงไม่คุ้มนักถ้ากลุ่มเป้าหมายไม่ตรง อย่างไรก็ตามเราจะได้เห็นการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นในการเลือกตั้งรอบถัดไป โดยการใช้วิดีโอออนไลน์ และ social network จะเป็นเครื่องมือสำคัญ