ทหารเก่าไม่เคยตาย
เป็นคำกล่าวของนายพลห้าดาว ดักลาส แม็คอาเธอร์ (ค.ศ. 1880 – 1964) ในการแถลงแสดงทัศนะในรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างการตัดสินใจอย่างการเมืองของประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมน ของสหรัฐอเมริกา ในสงครามเกาหลีซึ่งต้องการจำกัดเขตสงครามไว้เพียงในเขตแดนประเทศเกาหลี และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนออย่างการทหารของนายพลแม็คอาเธอร์ที่ต้องการให้ขยายการทำสงครามข้ามแม่น้ำยาลูเข้าไปในประเทศจีน
I am closing my 52 years of military service. When I joined the Army, even before the turn of the century, it was the fullfillment of all of my boyish hopes and dreams. The world has turned over many times since I took the oath at West Point, and the hopes and dreams have all since vanished, but I still remember the refrain of one of the most popular barracks ballads of that day which proclaimed most proudly that old soldiers never die; they just fade away. And like the old soldier of that ballad, I now close my military career and just fade away, an old soldier who tried to do his duty as God gave him the light to see that duty. …Good Bye.
ข้าพเจ้าขอปิดฉาก 52 ปี แห่งอาชีพการเป็นทหารลงเมื่อข้าพเจ้าสมัครเข้ากองทัพสมัยก่อนเริ่มศตวรรษใหม่ มันเป็นการทำความหวัง และความฝันทุกอย่างตอนเป็นเด็กให้กลายเป็นความจริง โลกเปลี่ยนแปลงไปมากนับแต่ข้าพเจ้ากล่าวคำสาบานที่เวสต์ปอยท์ ความหวังและความฝันต่างก็สูญสลายไป แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงจำได้กับคำกล่าวขานตอนหนึ่งที่มีชื่อเสียงจากบทเพลงของ ค่ายทหารที่ได้ขับร้องไว้อย่างภาคภูมิว่า ทหารชราไม่มีวันตาย พวกเขาแค่ลับเลือนไปเท่านั้นเอง และเฉกเช่นทหารชราในบทเพลงนั้นข้าพเจ้าขอยุติอาชีพทหาร ณ บัดนี้เป็นทหารชราผู้หนึ่งที่พยายามทำหน้าที่ของเขาตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้ มอบแสงสว่างให้เขาได้มองเห็นหน้าที่นั้น …ลาก่อน”
ห้วงปี พ.ศ. 2549 ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่งทวีความตึงเครียดสูงสุด แม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่แต่ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องยุบ 5 พรรคการเมือง, ศาลอาญาพิพากษาจำคุก พล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา
พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปฏิบัติการตอบโต้ โดยการระบุถึง “บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” เข้ามาสั่งการวุ่นวายการบริหารราชการแผ่นดินทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงทุกกระทรวงทบวงกรม จำนวน 500 คน ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549

อีกเพียงครึ่งเดือนถัดมา วลีทองของนายพลแม็คอาเธอร์จึงถูกกล่าวซ้ำอีกครั้งในคำบรรยายพิเศษที่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ในเครื่องแบบนายพลทหารม้าสวมหมวกแบเร่ต์สีดำ ได้นำคณะอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น ไปบรรยายพิเศษกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นร. จปร.) ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานดีไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง
.
ที่พูดให้นักเรียนเข้าใจว่า เราต้องถือว่าเราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องอื่นๆ กับพวกเรา เรื่องใหญ่ที่ทหารกำลังทำอยู่ เช่น นโยบายการป้องกันประเทศ นโยบายความมั่นคงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องวางนโยบายเป็นเวลา 10 ปี หรือ 20 ปี
.
ฉะนั้นรัฐบาลเข้ามาอยู่ 4 ปี ก็จะต้องดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม หรือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้กำหนดขึ้น มันยากที่จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น เรื่องนี้จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้เห็น ให้ถ่องแท้ว่าทหารอยู่ตรงไหน รัฐบาลอยู่ตรงไหน เจ้าของทหารอยู่ตรงไหน
.
ที่ยกมาพูดไม่ได้ต้องการให้พวกเราเข้าใจไขว้เขว หรือรู้สึกไม่ดีต่อรัฐบาล ผมก็เคยเป็นรัฐบาลมา เพียงแต่ต้องการให้แยกแยะให้ออก ไม่ใช่โต้เถียงหรือไม่ใช่ดื้อดึง แต่อยากให้เข้าใจว่าเราอยู่ตรงไหน เราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ รมว.กลาโหม แน่นอนเราต้องมีระเบียบแบบแผน
.
แต่ที่พูดอยากให้เข้าใจว่า เราต้องถือว่าเราเป็นทหารของชาติ รัฐบาลเข้ามาแล้วก็ไป นั่นไม่ใช่เรื่องที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่
.
ขอย้ำว่า การพูดนี้เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ ไม่ใช่พูดให้ต่อต้านหรือดื้อดึงหรือทำตัวไม่ดีต่อรัฐบาล ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องทำตัวดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของใครก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเราเป็นทหารของชาติ เราเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะเป็นอยู่อย่างนั้นโดยตลอดชีวิต”
.
มีฝรั่งพูดกันว่า “the old soldier never die” คือ เราเมื่อเป็นทหารครั้งหนึ่งแล้ว จะต้องเป็นทหารไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วเลิกเป็นหรือลาออกแล้วเลิกเป็น เพราะคนที่เป็นทหารต้องเป็นทหารด้วยเลือดเนื้อ วิญญาณ จิตใจ ทุกอย่างอยู่ในสายเลือด ดังนั้น เมื่อเราเป็นทหารครั้งหนึ่งเราต้องเป็นทหารไปจนตาย
ถัดมาในวันที่ 28 กรกฎาคม พล.อ. เปรม ในเครื่องแบบนายทหารเรือ ก็ได้ไปบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การเสริมสร้างการเป็นผู้นำ ด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียง และความเสียสละ” ให้แก่นักเรียนนายเรือ ณ โรงเรียนนายเรือ จ. สมุทรปราการ และวันที่ 31 สิงหาคม พล.อ. เปรม ในเครื่องแบบนายทหารอากาศ ก็ได้ไปบรรยายพิเศษเรื่อง “ตามรอยพระยุคลบาทกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของทหารอาชีพ” ที่อาคารรณนภากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
ถัดจากนั้นบรรดานายทหารในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น พล.ท. สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพกองทัพภาคที่สาม, พล.ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม, 4 นายพลจาก 3 เหล่าทัพ, และ พล.อ. มนตรี สุภาพร จเรทหารทั่วไป ต่างพากันประณามการเมืองแทรกแซงกองทัพ ในกรณี 4 นายพล มีการยื่นจดหมายถึงประธานองคมนตรี เนื้อหาร้องย้ายทหารคำสั่งมิชอบ และสนองความต้องการของนักการเมือง
วันที่ 19 กรกฎาคม มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพันภาคที่หนึ่งครั้งใหญ่นอกฤดูกาล ลงนามโดยพล.ท. อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพกองทัพภาคที่หนึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายนายพลอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ออกจากตำแหน่งคุมกำลัง
วันที่ 24 สิงหาคม มีการเปิดเผยถึงแผน “คาร์บอมบ์” ที่พยายามลอบสังหาร พ.ต.ท. ทักษิณ ก่อนดำเนินการสำเร็จ หลังจากการขยายผลจับกุมตัว บ่ายวันเดียวกันนั้นก็มีคำสั่งปลด พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจากตำแหน่ง
หลังเหตุทำร้ายมวลชนฝ่ายคัดค้าน พ.ต.ท. ทักษิณที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล และการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท. ทักษิณเพื่อไปประชุมอาเซมที่ประเทศฟินแลนด์และกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ประเทศคิวบา ต่อด้วยการร่วมประชุมสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกานานกว่าสิบวัน
ไม่ถึง 12 ชั่วโมงของการทำรัฐประหารที่ “นุ่มเนียนดุจแพรไหม” พล.อ. เปรม ได้ให้สัมภาษณ์ โคลัม เมอร์ฟี่ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร ฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิครีวิว ที่ทำเนียบองคมนตรี โดยยืนยันว่า
ในประเทศนี้ เราถือว่าเราเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กองทัพ [เป็นของพระองค์] เราถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาว่าเราเป็นของในหลวง นั่นทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
.
คุณรู้จักการแข่งม้าไหม? ในการแข่งม้า มีคอกและเจ้าของคอก เป็นเจ้าของม้า จ๊อกกี้เป็นคนขี่ม้าตอนแข่ง แต่จ๊อกกี้ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า เข้าใจได้ง่ายมาก
หลังการปราศรัยผ่านวิดิโอลิงก์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552 สามปีถัดจากที่ พ.ต.ท. ทักษิณเคยพูดถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” เขาจึงเฉลยว่า บุคคลที่เขากล่าวถึงนั่นคือ “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” นั่นเอง ก่อนหน้านั้นวันเดียวกันนั้นเอง พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ก็ได้ระบุถึงการประชุมที่มี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีปรากฎตัวอยู่ด้วยที่บ้านสุขุมวิท ก่อนจะขยายความเพิ่มภายหลังว่า เป็นบ้านของ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ทั้งระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ อีกด้วย
พล.อ. เปรม กล่าวเปิดใจกับเหล่าศิษย์เก่ามหาวชิราวุธ สงขลา เมื่อวานนี้ว่า
เขากล่าวหาว่า เราอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติของคุณสนธิ เราก็ไม่รู้ว่าจะไปชี้แจงเขาได้อย่างไร เพราะว่า เราไม่ได้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ เราจะอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติไม่ได้ เพราะเราไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องไปปฏิวัติ และเราก็ไม่มีอิทธิพลพอที่จะไปบอกคุณสนธิว่า “ปฏิวัติเถอะ” เพราะตอนนั้น รัฐบาลคุณทักษิณนี่แย่มากๆ คนกำลังเล่นงานรัฐบาลทักษิณอยู่ ถ้าคุณจำได้ เขาจึง ไชโย ไชโย กันมาตอนที่ทหารออกมาปฏิวัติ คุณทักษิณก็บอกว่า ป๋า อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติครั้งนี้ เบื้องหลังนี่ หมายความว่าอย่างไรก็ไม่รู้ เรานี่คงจะไปยุแหย่ หรือ ไม่ก็รู้ว่า คุณสนธิจะปฏิวัติ แต่ก็จริง ๆ เรามิได้เกี่ยวข้อง เขาก็ปฏิวัติกันไป ก็คิดดูกันเอาก็แล้วกันว่า ถ้าเรามีอิทธิพลพอที่จะไปบอกคุณสนธิว่า คุณไปปฏิวัติ คุณสนธิก็แย่ เพราะคุณสนธิต้องคิดเองว่า ทำไมจึงต้องปฏิวัติ มีเหตุใดที่ปล่อยให้รัฐบาลคุณทักษิณอยู่ต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่มาเชื่อเรา ฉะนั้น เราไม่ได้อยู่เบื้องหลังเบื้องหน้า
วันนี้ช่วงเช้า นายสนธิ ลิ้มทองกุล จัดรายการ “Good Morning Thailand” พร้อมถาม พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร ผู้ซึ่งถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังข้อมูลเมสไซอะที่ถูกพรรคเพื่อไทยใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ ว่าระหว่าง พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ซึ่งปัจจุบันอยู่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งดูเหมือนว่าจะให้การสนับสนุนท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าจะเลือกข้างใคร
วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2524 พ.อ. มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในขณะนั้น) เป็นหนึ่งในแกนนำผู้ก่อการคณะปฏิวัติ ต่อรัฐบาล พล.อ. เปรม ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ทำการรัฐประหารเงียบเพื่อนำ พล.อ. เปรม ขึ้นแทนที่ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 แต่คราวนี้แทนที่จะให้การร่วมมือ พล.อ. เปรม ได้ปฏิเสธ และกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จราชดำเนินออกจากกรุงเทพฯ ไปประทับฯที่โคราช กลุ่มปฏิวัติพยายามสนับสนุน พล.อ. สัณห์ จิตรปฏิมา เป็นผู้นำคณะปฏิวัติ แต่ภายหลังต้องยอมจำนนต่อรัฐบาลภายในสามวัน
9 กันยายน พ.ศ. 2528 ขณะที่ทั้ง พล.อ. เปรม และ พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นกำลังเยือนต่างประเทศ พ.อ. มนูญ รูปขจร ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐประหารก็ได้ก่อการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ประสบความล้มเหลวอีกครั้ง และนั่นก็เป็นการยุติเส้นทางในกองทัพของ พ.อ. มนูญไปด้วย หลายคนเชื่อว่านายทหารกลุ่มนี้ถูกหลอกให้ทำการรัฐประหารในครั้งนั้น
รายชื่อตัวละครเก่าๆ เหล่านี้ยังคงวนเวียนกลับคืนมาท่ามกลางความขัดแย้งครั้งล่าสุดในสังคมไทยอีกครั้ง
เพราะ “ทหารเก่าไม่เคยตาย”
