ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า อินเทอร์เน็ตมีบทบาทอย่างสูงต่อวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งเกือบทุกคนมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวใช้, ค้นหาข้อมูลผ่านเว็บ, สื่อสารผ่านอีเมลและโซเชียลเน็ตเวิร์ค, เปลี่ยนพฤติกรรมจากการรอดูรายการทีวี มาดูคลิปรายการย้อนหลังบน YouTube, เปลี่ยนจากการอ่านนิตยสารและหนังสือพิมพ์มาอ่านข่าวออนไลน์, และเทรนด์ล่าสุดคือการเชื่อมต่อเน็ตผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
แนวโน้มนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ส่วนประเด็นว่าอินเทอร์เน็ตจะมีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในแต่ละสังคม ก็ขึ้นกับอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชากรในประเทศนั้นๆ (internet penetration rate) ยิ่งประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากเท่าไร ก็จะพึ่งพาข้อมูลข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเท่านั้น
อิทธิพลของอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบในทุกด้านไม่เว้นแต่เรื่อง “การเมือง” เหตุเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ๆ ผูกพันกับอินเทอร์เน็ตอย่างแนบชิด นักการเมืองจึงไม่สามารถปฏิเสธหรือเพิกเฉยคนกลุ่มนี้ได้อีกต่อไป และนักการเมืองที่จับกระแสของยุคสมัยได้ก่อน สามารถนำอินเทอร์เน็ตมาช่วยผลักดันการดำเนินงานทางการเมืองของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะประสบผลสำเร็จทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างที่ชัดเจนของนักการเมืองที่มากับกระแสอินเทอร์เน็ตจนได้ดีก็คือ บารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐคนปัจจุบัน (อ่านบทความ ย้อนความสำเร็จ ถอดบทเรียน วิธีหาเสียงออนไลน์ของบารัค โอบามา ประกอบ)
เนื่องในโอกาสเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเหล่าพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเครื่องมือจากโลกออนไลน์มาช่วยหาเสียงกันอย่างกว้างขวาง SIU จึงขอแนะนำรูปแบบของเครื่องมือ บริการ เครือข่าย ที่ใช้กันแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต ว่าสามารถนำมาใช้กับการหาเสียงเลือกตั้ง (ไม่ได้หมายถึงการเมืองในภาพรวม) ได้อย่างไร
อีเมล
ถึงแม้วัยรุ่นในปัจจุบันหลายคนอาจจะเปลี่ยนไปใช้ SMS, Facebook, BB หรือ Whatsapp กันหมดแล้ว แต่อย่าเพิ่งมองข้ามวิธีการสื่อสารดั้งเดิมของอินเทอร์เน็ตอย่างอีเมลว่าล้าสมัยหรือตกยุค เพราะบารัค โอบามาที่ว่าทันสมัย ก็ใช้ “อีเมล” นี่ล่ะช่วยสื่อสารกับมวลชนผู้สนับสนุน
แนวทางการใช้อีเมลต่อการหาเสียงนั้นตรงไปตรงมา นักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะเปิดโอกาสให้ผู้สนับสนุนของตัวเองลงทะเบียนอีเมลเพื่อรับข่าวสาร จากนั้นจะส่งข่าวสาร ข้อมูล ประกาศ คำเชิญชวน ไปยังผู้ที่ลงทะเบียนไว้เป็นระยะ
การใช้อีเมลเป็นการสื่อสารที่ทรงพลัง เพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนต้องเช็คอีเมลเป็นประจำทุกวัน ย่อมจะพบข้อความหรือประกาศของนักการเมืองคนนั้นๆ (แต่มีโอกาสสูงว่าจะไม่เข้าเว็บไซต์ของนักการเมืองทุกวันในทางกลับกัน) อัตราการรับรู้สารผ่านอีเมลย่อมสูงกว่าการสื่อสารผ่านเว็บหรือช่องทางอื่นๆ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองควรพึงระวังเรื่อง spam หรือการส่งอีเมลจำนวนมากจนรบกวน ซึ่งอาจทำให้คะแนนตีกลับได้
ทีมงานหาเสียงของโอบามา ใช้วิธีตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนผู้บริจาคเงินสนับสนุน พร้อมขออีเมลเอาไว้ทุกครั้ง จนสุดท้ายได้อีเมลของผู้สนับสนุนกว่า 12 ล้านชื่อ ซึ่งทีมงานได้ส่งอีเมลแจ้งข่าวคราวและขอรับบริจาคเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โอบามาสามารถระดมทุนบริจาคได้สูงเป็นประวัติการณ์ (อ่านรายละเอียดในบทความ ย้อนความสำเร็จ ถอดบทเรียน วิธีหาเสียงออนไลน์ของบารัค โอบามา)
ในประเทศไทยเอง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสมัยเป็นฝ่ายค้านก็ใช้อีเมลสื่อสารกับแฟนคลับที่ส่งคำถามเข้ามาทางเว็บไซต์ abhisit.org ด้วย แต่นายอภิสิทธิ์ใช้อีเมลแบบ 1 ต่อ 1 ส่งถึงแฟนคลับแต่ละคนโดยตรง ในขณะที่โอบามาใช้การส่งอีเมลทีเดียวมากๆ ในวงกว้าง
เว็บไซต์
การที่องค์กรมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง กลายเป็นเรื่องมาตรฐานของภาคธุรกิจไปแล้ว ในภาคการเมืองเองก็กลายเป็นเรื่องบังคับที่นักการเมืองและพรรคการเมืองทุกแห่งจะต้องมีเว็บไซต์ ทำหน้าที่เป็น “หน้าบ้าน” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและองค์กรของตัวเอง
แต่เว็บไซต์ทางการเมืองมักเป็นเว็บไซต์องค์กรที่อยู่นิ่งๆ ไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก (static) เปรียบเสมือน “โบรชัวร์” เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ดังนั้นการใช้เว็บไซต์ทางการเมืองที่เหมาะสม จึงต้องวางเป็นจุดหมายปลายทางให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตคลิกเข้ามาอ่านผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น โพสต์ข้อมูลสำคัญบนเว็บไซต์ แล้วกระจายต่อผ่านอีเมลหรือโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกทางหนึ่ง

นวัตกรรมบนเว็บไซต์ my.barackobama.com สมาชิกจะเห็นกิจกรรมในท้องถิ่นตัวเอง พร้อมคะแนนการเข้าร่วมสนับสนุนโอบามา (ภาพจาก Flickr ของ David Erickson)
ตัวอย่างการสร้างเว็บไซต์ของนักการเมืองที่ทรงประสิทธิภาพ ก็คือ เว็บไซต์ my.barackobama.com ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คของผู้สนับสนุนโอบามา สามารถเข้ามาค้นหากิจกรรมหาเสียงที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียงเพื่อเข้าร่วมได้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการสร้างเว็บไซต์ให้มีชีวิต และสามารถตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองได้ ไม่ใช่เป็นแค่โบรชัวร์อิเล็กทรอนิกส์เหมือนเว็บไซต์นักการเมืองทั่วไป (อ่านรายละเอียดในบทความ ย้อนความสำเร็จ ถอดบทเรียน วิธีหาเสียงออนไลน์ของบารัค โอบามา)
โซเชียลเน็ตเวิร์คโดยเฉพาะ Facebook เติบโตอย่างร้อนแรงมากในรอบ 3-4 ปีให้หลังมานี้ และผู้เล่นอินเทอร์เน็ตเกือบทุกคน โดยเฉพาะวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ต่างใช้ Facebook เป็นเครื่องมือสื่อสารกับกลุ่มเพื่อนและเครือข่ายสังคมเป็นประจำทุกวัน ปัจจุบัน Facebook มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 600 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีประมาณ 10 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ และมีอายุต่ำกว่า 30 ปี
ผู้ใช้ Facebook ทุกคนจะต้องเข้าไปยังหน้าแรก (home) ซึ่งแสดงข่าวอัพเดตล่าสุด (newsfeed) ของเพื่อนๆ ในเครือข่ายเป็นประจำ ซึ่ง newsfeed จะแสดงเนื้อหาที่น่าสนใจล่าสุดจากเพื่อน (friend) หรือ “เพจ” (page) ซึ่งเป็นตัวแทนของแบรนด์ บริษัท ผลิตภัณฑ์ รวมถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ผู้ใช้คนนั้นๆ ชื่นชอบ และบอกรับข้อมูลโดยกดปุ่ม Like ไปที่เพจนั้นๆ
ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จึงต้องพยายามช่วงชิงความสนใจจากผู้ใช้ โดยโพสต์ข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อให้ผ่านสายตาผู้ใช้ให้มากที่สุด ยิ่งข้อมูล รูปภาพ ข้อความ โดนใจ ผู้ใช้ก็จะส่งต่อ (share) ไปยังกลุ่มเพื่อนของคนแบบปากต่อปาก เป็นการตลาดแบบไวรัล (viral marketing) ซึ่งเป็นการลงทุนราคาถูกแต่ได้ผลกระจายในวงกว้างมาก
นอกจากนี้ “เพจ” ซึ่งเป็นตัวแทนของแบรนด์ยังสามารถสร้างกิจกรรมกับผู้ใช้ได้อีกมากมาย เช่น การเล่นเกม ชิงโชค ตอบคำถาม ชิงรางวัล ฯลฯ การใช้งานในทางการเมืองเพื่อหาเสียงจึงไม่ต่างจากการทำตลาดผ่าน Facebook ของภาคเอกชนมากนัก
นอกจาก Facebook แล้ว ยังมีโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเฉพาะในบางประเทศ เช่น MySpace ในสหรัฐอเมริกา, Orkut ในบราซิล และ Hi5 ที่เคยได้รับความนิยมมากในไทย แต่ตอนนี้พ่ายแพ้แก่ Facebook และไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว
Twitter เป็นการสื่อสารอีกแบบที่ต่างไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบ Facebook คือจะเน้นข้อความสั้นๆ และเปิดเผยต่อสาธารณะมากกว่า (ในขณะที่ Facebook จะมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่า) การใช้งานจะต้องใช้ทั้งสองแบบควบคู่กันไป เพราะฐานผู้ใช้อาจไม่ซ้อนทับกันเสียทีเดียว
ปัจจุบันนักการเมืองชั้นนำระดับโลกต่างหันมาใช้งาน Twitter ไม่เฉพาะนักการเมืองจากสหรัฐเท่านั้น เช่น Dmitry Medvedev ประธานาธิบดีรัสเซีย (@medvedevrussiae), Julia Gillard นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย (@juliagillard), Stephen Harper นายกรัฐมนตรีแคนาดา (@pmharper) เป็นต้น

ประธานาธิบดี Dmitry Medvedev ของรัสเซีย ส่งทวิตเตอร์ข้อความแรกของเขา ขณะเยือนสำนักงานของทวิตเตอร์ในสหรัฐ
รูปแบบการใช้งาน Twitter ในทางการเมืองมักแบ่งเป็น 2 อย่างใหญ่ๆ
- แจ้งข่าวสารของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อความประชาสัมพันธ์, ลิงก์ไปยังเนื้อหาบนเว็บไซต์อื่น หรือรูปภาพ (ซึ่งมักเป็นรูปสดๆ จากสถานที่ที่นักการเมืองอยู่ เช่น พื้นที่ปราศรัยหรือหาเสียง)
- ตอบคำถาม พูดคุย กับแฟนๆ หรือประชาชนคนอื่นที่ใช้ Twitter
แกนหลักสำคัญของการสื่อสารใน Twitter คือความสด (real time) ซึ่งเหล่านักการเมืองควรพึงระลึกไว้เสมอ ข้อมูลที่ไม่สด (เช่น ภาพถ่ายที่เก่าแล้วหรือหาได้ตามสื่ออื่น) อาจจะไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้อ่านเท่ากับรูปสดๆ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เฉกเช่นกับการตอบคำถามหรือพูดคุย ซึ่งควรจะโต้ตอบกับผู้ถามในทันที เพราะผู้ใช้งาน Twitter มีความคาดหวังต่อ “ความสด” ของเนื้อหาที่ได้รับอยู่ตลอดนั่นเอง
อีกประเด็นที่ผู้ใช้ Twitter คาดหวังก็คือ นักการเมืองเจ้าของบัญชี Twitter ควรจะเป็นผู้ใช้งานด้วยตนเอง (authentic) ไม่ใช่ให้ทีมงานเป็นผู้ตอบแทนซึ่งเปรียบเสมือนการคุยกับคนอื่นแทน ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักการเมืองที่มีตำแหน่งระดับสูงและมีเวลาน้อยต้องเผชิญ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่บารัค โอบามา ที่ต้องแบ่งงานบางส่วนให้ทีมงานดูแลเช่นกัน (อ่าน โอบามาจะกลับมาใช้ Twitter/Facebook อีกครั้งสำหรับการเลือกตั้งปี 2012) จุดนี้ คุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดได้เน้นประเด็นนี้ในการให้สัมภาษณ์กับ SIU เช่นกัน
เทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้การใช้งาน Twitter มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ซึ่งพกพาติดตัวนักการเมืองอยู่ตลอดเวลา สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ และมีกล้องสำหรับถ่ายภาพสถานการณ์รอบตัวในขณะนั้นได้ ช่วยให้นักการเมืองสามารถตอบโต้กับผู้ใช้ Twitter ได้ในยามที่สะดวกได้
YouTube และบริการวิดีโอออนไลน์
นักการเมืองสามารถนำ YouTube (รวมถึงบริการวิดีโอออนไลน์อื่น) มาใช้งานได้อย่างทรงพลังได้ 2 วิธี ได้แก่
- ทำคลิปโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ขนาดนั้นแล้วอัพโหลดลง YouTube แทนการประกาศเป็นข้อความที่ดูน่าเบื่อ และไม่มีความเป็นมนุษย์เท่ากับการเห็นตัวนักการเมืองพูดจริงๆ ซึ่งบารัค โอบามา ใช้วิธีนี้ในการประกาศตัวสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2007 สำหรับยุทธศาสตร์นี้ ความยาวของคลิปเป็นสิ่งสำคัญ ควรจะสั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะชาวเน็ตไม่ชอบดูอะไรยาวๆ
- บันทึกเทปการปราศรัย การกล่าวสุนทรพจน์ หรือการดีเบต เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสรับชมสามารถย้อนดูได้ในภายหลังตามเวลาที่สะดวก
วิดีโอแรกสุดของโอบามา (ความยาวเพียง 3 นาทีเพื่อสั้นกระชับ) ประกาศให้ติดตามว่าเขาจะแถลงข่าวเปิดตัวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ตพัฒนาขึ้น ก็สามารถถ่ายทอดการปราศรัยสดประกอบด้วยได้ (แต่ต่อให้มีการถ่ายทอดสด จุดสำคัญก็ยังต้องมีเทปของการถ่ายทอดสดนั้นบน YouTube อยู่ดี เพื่อให้คนที่ไม่มีโอกาสหรือไม่สะดวกดูสดในเวลานั้น สามารถดูได้ในเวลาอื่นแทน ซึ่งจะขยายฐานผู้รับชมการปราศรัยได้กว้างมากขึ้น)
พฤติกรรมของผู้ใช้เน็ตในปัจจุบัน จะพยายามหาคลิปวิดีโอที่ตัวเองต้องการจาก YouTube ก่อน เพราะมีโอกาสเจอสูงกว่า (อีกทั้งคลิปบน YouTube สามารถค้นได้จากหน้า Google โดยตรง ไม่จำเป็นต้องค้นจากหน้า YouTube ด้วยซ้ำ) ดังนั้นนักการเมืองควรเลือกใช้ YouTube เป็นหลักด้วยเช่นกัน และปัจจุบัน YouTube อนุญาตให้อัพโหลดวิดีโอนานกว่า 15 นาทีแล้ว ช่วยให้ข้อจำกัดของการใช้ YouTube ลดลงมาก
บริการฝากรูปออนไลน์
ถึงแม้จะไม่ใช่ยุทธศาสตร์สำคัญเท่ากับ Facebook/Twitter/YouTube แต่นักการเมืองบางคนก็สามารถอัพโหลดภาพถ่ายในการถ่ายของตัวเองในกิจกรรมต่างๆ ไว้บนบริการฝากรูปที่มีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็น
- Flickr
- Picasa
- Facebook ส่วนของ Photo
- หรือเว็บไซต์ของนักการเมืองเอง โดยทำหน้า Gallery เพิ่มเข้ามา
การโพสต์รูปถ่ายคุณภาพสูงไว้บนอินเทอร์เน็ต และจัดการระบบให้ค้นหารูปได้ง่าย จะช่วยให้แฟนๆ ผู้สนับสนุนมีคลังรูปภาพของนักการเมืองไปประกอบบทความ โปสเตอร์ Facebook/Twitter ได้ง่ายขึ้น ส่งผลทางอ้อมให้ภาพของนักการเมืองที่หล่อ-สวยสมกับที่ตั้งใจเอาไว้ กระจายไปสู่อินเทอร์เน็ตในวงกว้างมากขึ้น
มือถือ SMS และ App
โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน เป็นเครื่องมือใหม่ที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในโลกการเมืองและการหาเสียง
สำหรับมือถือทุกเครื่องสามารถรับข้อความได้จาก SMS และผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยกับการใช้งาน SMS เป็นอย่างดี ในการหาเสียงของโอบามาระหว่างปี 2007-2008 ก็นำ SMS เข้ามาใช้เพื่อแจ้งข่าวไปยังกลุ่มผูู้สนับสนุนได้ ในกรณีของประเทศไทยเองก็เคยมีความขัดแย้งในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ เพราะได้ส่ง SMS ไปยังผู้ใช้มือถือโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า จนกลายเป็นประเด็นทั้งทางการเมืองและทางกฎหมายอยู่พักหนึ่ง
ส่วนมือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” สามารถติดตั้ง App ได้หลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันออกไปของผู้ใช้ ในทางการเมืองก็มี App ของพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ให้ผู้สนับสนุนที่ใช้สมาร์ทโฟน (ส่วนมากเป็น iPhone) สามารถดาวน์โหลดไปติดตามข้อมูลได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น แอพของบารัค โอบามา ในการหาเสียงปี 2012 และแอพของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ (ใช้ชื่อว่า Number 10 ตามบ้านเลขที่ของบ้านนายกรัฐมนตรี)
ในประเทศไทยเอง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแอพ iPhone เหมือนกันในชื่อ DemocratTH

ภาพของ App การเมืองบน iPhone: Obama 2012 (ซ้าย) Number 10 (กลาง) DemocratTH (ขวา)
หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่องแอพการเมืองทั้ง 3 ตัวได้จาก เปรียบมวยแอพลิเคชั่นหาเสียง ประชาธิปัตย์ กับ บารัค โอบามา บน iphone และ เปรียบมวย iPhone App ประชาธิปัตยกับนายกฯ อังกฤษ จากเว็บไซต์ trendi2mobile
ในปัจจุบันอาจจะยังมีคนใช้สมาร์ทโฟนไม่เยอะนักเมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ในการเลือกตั้งครั้งนี้ App อาจจะยังเป็นได้แค่สีสัน แต่ในอนาคตระยะไกลอีก 5-10 ปีข้างหน้า ก็น่าจับตาว่า App และสมาร์ทโฟนจะมีบทบาทอย่างสูงในการหาเสียงเลือกตั้งอย่างแน่นอน
สรุป
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่านั้น ในความเป็นจริงยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกมากที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและอาจมีศักยภาพในอนาคต เช่น Foursquare, Augmented Reality เป็นต้น
แต่ต้องไม่ลืมว่า บริการไฮเทคเหล่านี้เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้นักการเมืองเข้าถึงประชากรเน็ตได้เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าใช้เครื่องมือเหล่านี้แล้ว ประชากรเน็ตจะรักใคร่หรือหันมาสนับสนุนนักการเมืองนั้นๆ โดยทันที เพราะฐานรากของการเมืองไม่ว่าจะเป็นความประพฤติ บุคคลิก ความน่าเชื่อถือของนักการเมืองเอง หรือจะเป็นผลงาน ฝีมือการทำงาน ทีมงาน ที่ประชาชนต้องการเลือกเข้าไปทำงาน ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอยู่เสมอ
เครื่องมือออนไลน์เป็นเพียงเครื่องมือรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย ไม่ต่างอะไรจากการหาเสียงผ่านแผ่นป้าย รถหาเสียง ทีวี หนังสือพิมพ์ ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามประวัติศาสตร์ อีกไม่นานนักการเมืองจะค่อยๆ ปรับตัวและเรียนรู้ว่าเครื่องมือหาเสียงมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีข้อควรปฏิบัติอย่างไร เหมือนเช่นที่เรียนรู้มาจากสื่ออื่นๆ
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้กับการเมือง สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์ techPresident

