หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ไม่นาน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008 สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่สองได้เสด็จเยือน London School of Economics มหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก และได้ตรัสถามหมู่คณาจารย์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิที่มารับเสด็จว่า “ทำไมไม่มีใครมองเห็นวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า?”
ศาสตราจารย์ Tim Besley และ ศาสตราจารย์ Peter Hennessy เขียนจดหมายตอบถึงพระองค์ อธิบายความว่าทำไมวิกฤติจึงเกิดขึ้น และสรุปว่านักวิเคราะห์และนักการเงินต่างเข้าใจความเสี่ยงของเศรษฐกิจทั้งระบบผิดพลาด พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันขึ้นมาใหม่เพื่อไม่ให้พระองค์ต้องถามคำถามนี้อีกในอนาคต

ที่มา – Foreign Policy
สองศาสตราจารย์จาก LSE ไม่ได้ตอบคำถามดังที่ควรเป็น
เพราะเพียงแต่เป็นการบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วสรุปเอาง่ายๆว่า “ใครๆก็ผิดพลาดกัน”
คือหมายถึงเป็นเรื่องปกติที่ “ไม่มีใครมองเห็นกัน”
แต่อันที่จริงแล้ว คงเป็นเพราะสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธคงยังไม่รู้จัก และยังไม่เคยฟังคำเตือนจากศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์จากวิทยาลัยธุรกิจสเติร์น แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
นามของท่านคือ ศาสตราจารย์ Noriel Roubini !
แต่บางครั้งการเห็นเหตุการณ์ไกลๆ ก่อนคนอื่นล่วงหน้า โดยเฉพาะหากเป็นเหตุการณ์ร้าย แล้วออกมาป่าวประกาศก่อนมันจะเกิดขึ้น ผู้คนอาจจะด่าทอเอาว่าสติไม่ปกติกันได้ง่ายๆ
Roubini ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
นิตยสารฟอร์จูนเล่าว่า Roubini ออกมาเตือนตั้งแต่ปี 2548 ว่าการปั่นราคาตลาดบ้านในสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจล่มจมในที่สุด ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2549 เขาก็เตือนไอเอ็มเอฟว่า “สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก เป็นครั้งประวัติการณ์ เผชิญกับปัญหาวิกฤตราคาน้ำมัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคหดหาย และในที่สุดก็นำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย”
เท่านั้นเองเขาก็ถูกขนานนามว่า “ดอกเตอร์หายนะ” แต่นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟอย่าง Prakash Loungani กลับมองเขาว่าเป็น “ผู้พยากรณ์”
ผลของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันพิสูจน์ว่าคำทำนายของเขาแม่นยำเพียงใด และนั่นก็ส่งให้เขาถูกจับตามองในเวทีการวิวาทะของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นทั้งผู้ว่าธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลังของประเทศในยุโรปเอเชียพากันแห่แหนจองคิวขอคำปรึกษาเขา นั่นทำให้ Prospect Magazine โหวตให้เขาได้รับอันดับสองจาก “ร้อยปัญญาชนสาธารณะที่ยังมีชีวิตอยู่”
นิตยสาร Foreign Policy ก็จัดให้เขาอยู่อันดับ 4 ในฐานะ “ร้อยนักคิดของโลก” รองจาก เบน เบอร์นังเคประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา และ Zahra Rahnavard “มันสมอง” ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติสีเขียวในอิหร่าน ให้กับนายมีร์ ฮุสเซ็น มูชาวี สามีของเธอเอง
ทุกวันนี้แวดวงนักเศรษฐศาสตร์ต่างให้ความสนใจกับความเห็นของ Roubini มากขึ้น เขาตั้งคำทำนายอย่างเช่น เงินหยวนจะกลายมาเป็นเงินสำรองอันดับสองของโลก และเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นขึ้นเล็กน้อยในรูปตัว “L” ในระยะยาว
บ้านเกิดเขาอยู่ในตุรกี แต่ทุกวันนี้ Roubini ชอบเดินทางไปรอบโลก เพื่อไปสัมผัสถึงผืนแผ่นดินที่แท้จริงตามสถานที่ต่างๆ แทนที่จะอ่านจากเพียงรายงานกระดาษ เขาจึงเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้พเนจรของโลก” ด้วยเหตุนี้เขาจึงสร้างกิจการ RGE Monitor เพื่อให้คำปรึกษาด้านการเงิน และยังสามารถเดินทางไปรอบโลกได้อีกด้วย
แต่เมื่อเขาลงมาแตะตัวเลขในระยะสั้นมากขึ้นในฐานะนักวิเคราะห์ แทนที่จะทำนายสถานการณ์ระยะยาวในฐานะนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ดังที่เขาเชี่ยวชาญมาก่อน คำทำนายในระยะหลังๆ ของเขาจึงถูกตั้งข้อสงสัย และวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้แม่นยำเหมือนก่อนอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำทำนายเรื่องราคาน้ำมัน เช่นราคาต่ำกว่า 40 เหรียญต่อบาร์เรลตลอดปี 2009 ซึ่งไม่จริงอีกแล้ว
