Practical Report Open Source VS Free Software แน่ใจนะว่าเหมือนกัน

โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit

การที่ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ ก็เกรงอยู่ว่าจะเป็นบทความชวนให้ใครทะเลาะกันหรือเปล่า เพราะคำว่า Open Source (ซอฟต์แวร์แบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับ) และ Free Software (ซอฟต์แวร์เสรี) สำหรับบางคนแล้วคำสองคำนี้อาจจะมีความหมายถึงขั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่ห้ามใครมาแตะต้อง เหมือนกับเมื่อสมัยหนึ่งที่กลุ่มคนบางคนในสังคมไทยเคยมีความเชื่อความศรัทธากับลัทธิความเชื่อบางประเภท หรือศาสนาบางอย่าง ซึ่ง “คนนอกวง” ไม่สามารถเข้ามาแตะต้องได้

ไม่น่าเชื่อครับสังคมของ Open Source และ Free Software ก็เหมือนกัน บางทีถ้าหากมีคนพูดไปในแง่ลบอาจได้รับการตอบโต้แบบถึงพริกถึงขิงได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้ง Open Source และ Free Software นั้น เป็นเพียงระบบการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งจะต้องเข้าใจกันก่อนว่าเมื่อพูดถึงระบบในโลกนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของสมบูรณ์แบบ และสามารถผูกขาดใช้ได้กับทุกงานและทุกคนไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกระบบย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามศึกษาเปรียบเทียบเพื่อดึงมาใช้ให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับเราให้มากที่สุด
หลายคนมองว่า Open Source และ Free Software นั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ Proprietary Software (หมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีเจ้าของ มีมาตรฐานผูกขาดอยู่เฉพาะตัว) แต่จริงๆ แล้วคำว่า Open Source และ Free Software ทั้งสองคำนี้ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่ สำหรับนักนิยมซอฟต์แวร์เสรีบางคน ถึงกับไม่ยอมรับให้ Open Source และ Free Software เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันเสียด้วยซ้ำไป เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เห็นทีจะต้องไปถามบิดาผู้ให้กำเนิดนิยามคำว่า ซอฟต์แวร์เสรี และ องค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) ที่ชื่อว่า ริชาร์ด เอ็ม สตอลล์แมน ผู้ที่มักจะพูดว่า “คำว่าฟรีในฟรีซอฟต์แวร์นั้น ไม่ใช่ของฟรี แต่หมายถึงฟรีดอม (Freedom : เสรีภาพ) ต่างหาก”

จริงๆ คำว่า Free Software นั้นถือกำเนิดขึ้นมานานแล้ว และก็มีคนหาว่าสตอลล์แมนนี่จะบ้าหรือเปล่าทำซอฟต์แวร์ออกมาแจกจ่ายให้ใช้ฟรีไม่พอ ยังเปิดเผยซอร์สโค้ดให้อีกด้วย แต่สตอลล์แมนก็ทำได้ครับ ใครจะว่าก็ว่าไป แกก็ทำของแกไปเรื่อยๆ แถมยังชักชวนผู้คนมาร่วมทีมงานกันใหญ่โต จนจัดตั้งเป็นองค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF) ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งแต่เอดิเตอร์ชั้นดีอย่าง Emacs ไปจนถึงคอมไพเลอร์ และเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์แทบทุกตัวจะพัฒนาบนยูนิกซ์ (นัยว่าสมัยเริ่มแรกยูนิกซ์ก็มีการเปิดเผยซอร์สโค้ด และแจกจ่ายกันอยู่แล้วตั้งแต่สมัย BSD Unix คาดว่าทาง FSF ก็ได้รับรากฐานมาจากซอฟต์แวร์ของ BSD Unix นี่แหละ)

พอลีนุกซ์ถือกำเนิดขึ้น ก็มีกระทาชายนายหนึ่งเฝ้าสังเกตถึงการเจริญเติบโตของสังคมลีนุกซ์ ซึ่งเขามีความรู้สึกว่า กระบวนการเติบโตของลีนุกซ์ ที่นำโดยลีนัส โทรวัลด์นั้น ถึงแม้จะคล้ายแต่ก็มีความแตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software ซึ่งนายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นายอีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์ นั่นเอง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ อีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์)

เรย์มอนด์ไม่เพียงแต่ศึกษาการเติบโต และความสำเร็จของ ลีนุกซ์นะครับ เขาถึงกับทดลองลงไปพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้แนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ “เปิด” ที่คล้ายกันกับการพัฒนาเคอร์เนลของ ลีนุกซ์ กับซอฟต์แวร์ที่ชื่อ “Fetchmail” การเข้าไปศึกษาแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้ของเรย์มอนด์ ทำให้เขาถึงกับตั้งนิยามแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้ขึ้นมาใหม่ว่า “Open Source” พร้อมทั้งพยายามเผยแพร่ปรัชญาโอเพ่นซอร์สให้ผู้คนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังตีพิมพ์ประสบการณ์ของเขากับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สในหนังสือชื่อ “The Cathedral and the Bazaar” ออกมาด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาคำว่าโอเพ่นซอร์สก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เคียงข้างกับความสำเร็จของลีนุกซ์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ติดตามมาอีกแทบนับไม่ถ้วน

แต่แล้วเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ก็เกิดขึ้น เมื่อริชาร์ด สตอลล์แมน เจ้าพ่อซอฟต์แวร์เสรี ไม่เห็นด้วยกับคำว่า Open Source และรณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนหันมาใช้คำว่า Free Software และอ้างว่า คำว่า Open Source ไม่ได้ส่งเสริมและให้ความชัดเจนกับปรัชญาเรื่อง “เสรีภาพ” นอกจากนี้ถึงแม้ลีนุกซ์จะเป็นโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการของ FSF แต่เนื่องจากลีนุกซ์เป็นเพียงเคอร์เนลหลักที่มายืมใช้ซอฟต์แวร์จาก FSF ทั้งหมด (มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดหรอก มีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากที่ไม่ได้ใช้จาก FSF เหมือนกัน) นายสตอลล์แมน เลยต้องการให้เปลี่ยนจากชื่อ Linux เป็น GNU/Linux เพื่อแสดงความเคารพต่อ GNU และ FSF (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF)

พอเรื่องราวกลายเป็นอย่างนี้ ก็เกิดความตกตะลึงกันทั้งวงการ ก็ไหนบอกว่าเป็นของฟรี ไหนบอกว่าเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ แล้วทำไมถึงมีการจำกัดสิทธิ ต้องมาเรียกตามแบบโน้นแบบนี้ด้วย เรื่องนี้ถึงกับแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายโต้เถียงกันขนาดหนัก นี่แหละครับตามหัวข้อเรื่องของผมเป๊ะเลย

ในเหตุผลเบื้องลึกกว่านั้น อาจจะพอกล่าวได้ว่าค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software อย่างเข้มข้นจะปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์แวร์แบบลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจจะตีความได้ว่าเป็นแนวคิดเชิงฝ่ายซ้ายที่ปฏิเสธแนวคิดทุนนิยมและต้องการเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้มายอมรับแนวคิด Free Software มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกลไกแบบไวรัสของ LGPL กล่าวคือซอฟต์แวร์ที่ใช้ไลบราลีที่มีลิขสิทธิ์แบบนี้จะมีผลทำให้ซอฟต์แวร์นั้นมีลักษณะเป็น Free Software ไปด้วย ซึ่งเป็นการมองโลกในเชิงแบบอุดมการณ์

ในขณะที่ค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Open Source มองโลกในเชิงนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) มากกว่า กล่าวคือไม่ปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์แวร์แบบลิขสิทธิ์ และสนับสนุนให้ใช้กลไกเชิงพาณิชย์เข้ามาร่วมส่งเสริมการใช้งาน Open Source อย่างกว้างขวาง เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ทั้ง Open Source และ ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ ก็จะต้องตัดสินกันด้วยคุณภาพและจะเป็นการแข่งขันและ check & balance กันเองด้วยซ้ำ

ตอนหลังก็ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ครับ แต่ฝรั่งนี่ก็ดีอยู่อย่างที่เถียงก็เถียงกันไป แต่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของแต่ละคนไปด้วย ทางกลุ่ม Open Source ที่นำโดยนายเรย์มอนด์ ก็ไปตั้งกลุ่มใหม่ครับ คือ Open Source Initiative (OSI) หรือโครงการส่งเสริมโอเพ่นซอร์ส มาเป็นคู่แข่งกับทาง FSF ของนายสตอลล์แมนไปซะเลย โดยที่ทาง OSI ได้ระบุว่าไม่เห็นมีความจำเป็นเลยที่จะต้องมากำหนดให้ซอฟต์แวร์ฟรีทุกอย่างต้องมาใช้สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ GNU-GPL เพราะสัญญาอนุญาตสิทธิ์มีหลากหลาย เช่น BSD License, Apache Software License, MPL และ QPL เป็นต้น (ดูรายละเอียดได้ที่ โอเพนซอร์ส) ดังนั้นผู้คนจึงควรสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมกับโครงการนั้นๆ แต่ทาง FSF ก็ไม่ยอมและพยายามประชาสัมพันธ์ให้โครงการซอฟต์แวร์ฟรีนั้นหันมาใช้ GPL หรือ LGPL ตามแต่กรณีมากกว่า

ครับ ความเป็นมาของเรื่องราวเป็นอย่างนี้ผมคงต้องนำมาบันทึกไว้ให้พวกเราได้รับทราบ แต่สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ผิดกันทั้งคู่ ถ้าจะมีผิดบ้างก็คือพยายามจะบังคับอีกฝ่ายให้ยอมรับความเห็นและมาตรฐานของตนเอง ทั้งที่สรุปแล้วในเมื่อเรื่องพวกนี้เป็นซอฟต์แวร์เสรีตั้งแต่แรก และไม่มีใครมาบังคับให้ต้องมาทำงานกับซอฟต์แวร์เสรี ผมจึงคิดว่าการบังคับให้เป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่จะเถียงกันไม่รู้จบ และที่สำคัญทั้งสองฝ่ายเถียงกันแต่ในกรอบของตัวเอง

กล่าวคือฝ่าย OSI นั้นถกเถียงอยู่ในกรอบของ Collaboration ในขณะที่ทางฝ่าย FSF กลับถกเถียงอยู่ในกรอบของปรัชญาเรื่องเสรีภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งคู่เห็นว่าซอฟต์แวร์เสรีนั้นจะต้องมีทั้ง Collaboration และปรัชญาเสรีภาพ สุดแท้แต่ว่ากลุ่มใครจะเอาเรื่องไหนเป็นตัวนำเท่านั้นเอง แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าผลผลิตที่ได้คือ ซอฟต์แวร์ที่ออกมานั้นจะต้องเป็นของฟรี

แต่สำหรับผมแล้ว กลับมองต่างกันออกไปครับ ผมกลับมองว่าทั้ง Collaboration และ ปรัชญาเสรีภาพ เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการทำงานให้สำเร็จเท่านั้น และผลผลิตที่ได้ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเป็นของฟรีอีกด้วย ผลลัพธ์สุดท้ายก็สุดแท้แต่ความต้องการและความพร้อมของคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้และมีพัฒนาการกันอย่างต่อเนื่องกันไปมากกว่า