Practical Report งานเปิดตัวหนังสือ Change Agents 2 และข้อคิดเห็นจากวงเสวนา “รถไฟฟ้าความเร็วสูง”

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556  ณ เดอะคอนเนคชั่น บริษัท สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต จำกัด (Siam Intelligence Unit: SIU) สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะภาคเอกชนและสำนักข่าวออนไลน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ Change Agents 2  หนังสือที่ได้รวบรวมคนรุ่นใหม่ หรือที่เราเรียกพวกเขาว่า Change Agents เล่ม 2 ซึ่งมีบุคคลที่มีความคิด มุมมองอันหลากหลาย บุคคลที่มุ่งมั่นตั้งใจที่อยากจะทำความฝันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

ปกหนังสือ CA 2

บรรยากาศในงานนั้นผู้ร่วมงานประกอบด้วย  Change Agents และภาคีเครือข่ายประมาณ 50 ท่าน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทางผู้จัดได้เข้าสู่การเปิดตัวหนังสือ Change Agents 2

ในการเปิดตัวหนังสือได้มีการสัมภาษณ์พูดคุยกับบุคลล 2 ท่าน ได้แก่ คุณกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligent Unit  และ คุณจิรายุ อนุรักษ์จันทรา บรรณาธิการหนังสือ Change Agents 2 ได้พูดคุยถึงที่มาและความตั้งใจ โดยมี คุณปาริชาติ โชคเกิด บรรณาธิการเว็บไซต์ Siam Intelligence เป็นผู้ดำเนินรายการ

IMG_2642

เข้าสู่ช่วงการเปิดตัวหนังสือ 

การทำหนังสือจาก Change Agents 1 สู่ Change Agents 2 มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

คุณกานต์ : เมื่อก่อนเคยมีกลุ่มยุวชนสยามที่จัดเสวนา โดยนำหนังสือของมาร์กซิสม์มาวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่ม หรือพูดคุยเรื่องแนวคิดต่างๆ ในสังคม  เราก็อยากจะจัดแบบนั้น แต่มันก็ลำบาก ก็เลยมานั่งดูว่าในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีใครบ้างที่น่าสนใจ แล้วเขามีไอเดียอะไรบ้าง จึงจัดเวทีมาคุยกัน

สมัยนี้ไม่ค่อยมีพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุ พอทำไปพักหนึ่ง เราก็ทำเว็บไซต์ นอกจากไอเดียของคนรุ่นใหม่แล้ว เราก็อยากได้ไอเดียของผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้วย ก็เลยทำออกมาคู่ขนานกันและผลิตเป็นหนังสือออกมาอีกเล่มหนึ่งคือหนังสือ Transform Thailand ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นคนรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการครอสเช็คกัน  เพื่อให้เป็นมุมมองสองมุมมีความบาลานซ์กัน

ในส่วนของหนังสือ Change Agents 2 มีความแตกต่างจากเล่มแรกอย่างไร มีวิธีการคัดเลือกคนมาสัมภาษณ์อย่างไรบ้าง

คุณจิรายุ :  เน้นไปที่ความหลากหลายของกลุ่มคน แม้ผมจะเติบโตมาจากสายเอ็นจีโอ รู้จักคนในแวดวงนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากให้น้ำหนักของคนที่ให้สัมภาษณ์เป็นเอ็นจีโอมากนัก อีกทั้งเห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นก็มีหลายกลุ่ม ทั้งด้านความสนใจ อาชีพและความสามารถ อีกด้านก็คิดว่าคนอ่านน่าจะชอบอะไรที่หลากหลายมากกว่า

หนังสือจึงเน้นความหลากหลายของผู้มาสัมภาษณ์เป็นหลัก และก็พยามคัดเลือกคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่ความมุ่งมั่น ความพยายาม และเป็นตัวจริงหรือคนที่ทำงานจริงมีผลงานมาลงหนังสือ

ส่วนความเชื่อมโยงกับเล่มที่หนึ่งคือ เราพยามเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ได้มาโชว์ของ พยามจัดเวทีให้คนสองรุ่นมาเจอกัน เพื่อเปิดพื้นที่และที่สำคัญ ผมมองว่าคนรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว เราเลือกตั้งได้แล้วมีวิจารณญาณมากพอ ถือว่าเป็นคนที่โตพอจะพร้อมก้าวไปข้างหน้า แต่อาจจะยังไม่มีพื้นที่มากพอในการแสดงออก

งานเปิดตัวหนังสือca2-8

 คุณกานต์ : ตอนนี้ผมมีสองไอเดีย คือเป็นเน็ตเวิร์คของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเรากำลังเข้าสู่อาเซียน ถ้าสามารถเปิดเนตเวิร์คระดับอาเซียนได้ ก็จะดี คงไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย

ไอเดียที่สอง การพูดคุยกันมันเปิดไอเดีย เพราะแต่ละคนมีแรงบันดาลใจที่ต่างกัน เราก็ดูว่าทาง SIU มีเครื่องมืออะไรบ้าง เราก็ยื่นเป็นตัวช่วยให้กับเขาไปให้ ของเราไปขยายต่อ เราอยากขยายไประดับภูมิภาคมากขึ้น

ความประทับใจจากการทำ Change Agents 2 ตั้งแต่รุ่นหนึ่งถึงรุ่นสอง

คุณจิรายุ : บทสัมภาษณ์ Change Agents มีทั้งหมด 51 คน ผมได้สัมภาษณ์ประมาณ 37 คน จากการที่คุยกับ 37 คนนี้แบบส่วนตัวทำให้เราได้รู้ว่าแต่ละคนมีความฝัน ความหวังอยู่ในตัว และพร้อมจะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง

ทุกครั้งที่ผมเหนื่อยๆ พอได้นึกถึงสิ่งที่ได้พูดคุยกับคนเหล่านี้ หรือได้กลับมาอ่านบทสัมภาษณ์ ก็ทำให้เกิดไฟในตัวขึ้นมาในตัวของเราเองเช่นกัน ผมคิดว่าการทำงานในครั้งนี้ถือเป็นการเติมไฟให้กันและกัน สำหรับผมแล้วมันมีแต่ได้กับได้

คุณกานต์ : ผมไม่ได้สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ แต่ไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่  เล่มแรกพูดเรื่องเศรษฐกิจ เล่มนี้พูดถึงวัฒนธรรม คล้ายๆ กับที่คุณจิรายุไปสัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ ความประทับใจคือเราได้สัมผัสระบบคิดของแต่ละคน กว่าแต่ละคนจะมาได้ขนาดนี้ เขามีระบบคิด แรงบันดาลใจบางอย่างที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้

ถึงแม้ผมไม่ได้สัมภาษณ์แต่ได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า เขาคิดได้อย่างไร ตัวเองยังคิดไม่ได้อย่างนี้เลย ได้เรียนรู้อะไรจากตรงนี้ค่อนข้างมาก

เปิดตัวหนังสือ ca2-2

อยากให้พูดถึงวิธีการรักษาความเป็น Change Agents และอยากให้ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

คุณจิรายุ : ง่ายมากครับ เพียงคุณหยิบหนังสือ Change Agents ขึ้นมาอ่าน เพราะหลายๆ คนที่ผมอ่านเรื่องของพวกเขา เราได้รับรู้เรื่องราวของคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา มันทำให้เราเห็นความฝัน ความตั้งใจดีของคนรุ่นเดียวกับเราว่าเหมือนมันอยู่ใกล้ๆ

ทำให้เรานึกออกว่าแต่คนเป็นมาอย่างไร มันเหมือนว่าเราได้เห็นคนรุ่นเดียวกับเราเขาประสบความสำเร็จกันได้อย่างไร มีที่มาที่ไปที่เราพอจะนึกออก  มันเป็นอะไรที่เรานึกออก มากกว่าคนที่อาจจะอายุมากไปแล้วเรานึกไม่ออกว่าสมัยก่อนมันเป็นอย่างไร  เพราะเราอยู่กันคนละยุคสมัย บริบทที่แตกต่างกัน และส่วนตัวผมดีใจที่ได้ทำงานตรงนี้

ส่วนข้อคิดก็อยากฝากให้ทุกคนฝันกันต่อไป จริงๆหลายเรื่องๆที่เราประสบพบเจอมันสามารถเอาไปต่อยอดได้อีกมาก ไม่อยากให้ท้อใจ ถือว่าเป็นเรื่องที่เราเรียนรู้ได้ ถ้าไม่เวิร์คก็เริ่มต้นใหม่ได้เรื่อยๆ แม้ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้มากมายดั่งใจคิดแต่เราเปลี่ยนตัวเองได้เสมอครับ

คุณกานต์ : จากประสบการณ์ส่วนตัว รู้สึกว่าเราต้องอ่านสถานการณ์ หรือ spirit of time ของสังคมเราให้ออกในทุกๆ มิติของสังคม ถ้าเราอ่านออกและเข้าใจ เราจะอยากเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์คือโครงสร้างของเรา

เมื่อเราสัมผัสรับรู้มันได้ เราก็อยากเข้าไปปรับปรุงมันให้ดีขึ้น ต้องรู้ว่า spirit of time ของสังคมเราเป็นอย่างไรพอเข้าใจแล้วเราก็จะอยากเข้าไปแก้ไขมันให้ดีขึ้น เราจะเจออุปสรรคและความท้าทายใหม่ๆ เสมอ

ถ้าเราใช้ความพยายามของเราอย่างเต็มที่ ใช้ศักยภาพของเราให้เต็มที่ เราจะเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง  ซึ่งผมคิดว่าสามารถทำได้  คนรุ่นใหม่มักจะมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่คนรุ่นเก่าอาจจะไม่รู้จัก แต่นั่นมันคือเครื่องมือ มิติที่ขาดไปคือความกล้าหาญ ความเอาจริงเอาจัง ที่แม้ว่าเราจะหลงทาง แต่เราก็เชื่อว่าจะไปถึงมันในที่สุด

 

เปิดประเด็นพูดคุยในหัวข้อ “รถไฟความเร็วสูงกับอนาคตประเทศไทย”

หลังจากจบช่วงเปิดตัวหนังสือโดยธรรมเนียมเมื่อทางบริษัทนัดรวมตัวคนรุ่นใหม่ ทาง SIU จะจัดให้มีการพูดคุยในประเด็นต่างๆทางสังคมเพื่อแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ซึ่งทาง SIU ได้หยิบยกประเด็นที่หลายคนสนใจอย่าง รถไฟฟ้าความเร็วสูงมาเป็นหัวข้อหลักในการพูดคุยครั้งนี้

โดย คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ SIU ได้นำเสนอข้อมูลใการจัดทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงของประเทศไทยและเชื่อมโยงตัวอย่างของประเทศต่างๆที่ได้มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงและจากนั้นได้มีการเปิดให้ทุกคนได้แลกปลี่ยนกัน ซึ่งทาง SIU ได้รวบรวมความคิดเห็นต่างๆที่น่าสนใจนำมาให้ทุกท่านได้อ่านกันด้วย

คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้นำเสนอข้อมูลคร่าวๆสรุปได้ดังต่อไปนี้

เปิดตัวหนังสือ ca2-3

 

ที่ผ่านมามีพ.ร.บ.เงินกู้สองล้านล้าน ทั้งเรื่องเงินกู้และรถไฟเป็นเรื่องใหญ่มาก ปัญหาในบ้านเราตอนนี้คือ การขนส่งระบบรางบ้านเรามีปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้วต้องปฏิรูปโดยวิธีต่างๆ พอมาถึงตรงนี้คงต้องถามว่าเราจะปฏิรูปอย่างไร

อันนี้ก็จะมีความเห็นที่หลากหลายในการปฏิรูป สมมติ เราคิดว่าเราจะทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็คงต้องมาคุยกันอีกในหลายๆเรื่อง เช่น สถานีอยู่ตรงไหน ใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่น หรือเยอรมันดี และพื้นที่บริเวณรางจะจัดการอย่าง ฯลฯ

คอนเซปต์คร่าวๆ ของระบบรถไฟในประเทศต่างๆ จากแผนที่เส้นทางรถไฟจะเห็นได้ว่าระบบรางเป็นโครงกระดูกหลักของประเทศเราจะเอารถไฟมาขนอะไร ขนคนอย่างเดียว หรือขนสินค้า  ในประเทศไทยก็มีแนวคิดในการขนส่งทั้งคนและสินค้าหรือคาร์โก้ ซึ่งยังไม่มีประเทศไหนทำ ซึ่งส่วนของคาร์โก้จะเป็นของที่เบาแต่มีมูลค่าสูงเพื่อให้มันคุ้ม

ที่คุณยิ่งลักษณ์บอกว่าเอาไปขนผักมันก็ใช่ แต่อยู่ที่ว่ามันมีมูลค่าสูงมั้ย หรือขนส่งไปรษณีย์ หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การขนผักด้วยรถไฟไฮสปีดอาจจะดีขึ้น เพราะลดการสูญเสีย มูลค่าก็จะดีขึ้นด้วย

เรื่องระบบlogisticsไทยมีระบบขนส่งไม่ดีนัก อยู่ในอันดับค่อนข้างแย่ อันดับต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย รูปแบบการขนส่งก็เป็นรถบรรทุกเป็นหลัก  อัตราการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในไทยมีการพูดเรื่องรางคู่รางเดี่ยวกันมาก ซึ่งรางคู่แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถสวนกันได้ ไม่ต้องรอสวน แต่รางคู่มีเพียงร้อยเจ็ดสิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่รางเดี่ยวมีสามพันกว่ากิโลเมตร

ปัจจุบัน กว่า 80% ยังเป็นถนน ในอนาคตคิดจะเปลี่ยนให้มีการขนส่งทางรถไฟมากขึ้น ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงเมืองก็จะขยายตัวมากขึ้น ความสะดวกมีมากกว่า หรืออาจจะมีการท่องเที่ยว หรือบริการในรถไฟก็สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

จากนั้นผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตั้งคำถามในประเด็น “รถไฟความเร็วสูงกับอนาคตประเทศไทย”

เปิดตัวหนังสือca2-4

คุณเชฏฐพงศ์ จงภัทรนิชพันธ์

ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้พลังงาน คือ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าไหร่ และเรามีเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอจะไปหาได้มาจากที่ไหน

ขุนกลาง ขุขันธิน

เห็นด้วยในการพัฒนาประสิทธิภาพ แต่อยากยกประเด็นเรื่องปริมาณกับคุณภาพ หรือการพัฒนาในแนวราบหรือแนวดิ่ง ก่อนจะคุยในระดับรายละเอียดเรื่องเงิน มันน่าจะมีองค์ความรู้อะไรในการพัฒนาให้กระจายความสะดวกและเจริญต่างๆ ไปสู่ภูมิภาค มากกว่าจะลงทุนสูงๆ ในเรื่องเทคโนโลยีและพัฒนาแบบกระจุกตัว

งานเปิดตัวหนังสือca2-5

ณฤทธิ์ บุญให้เจริญ 

ในเชิงสังคม จะมีผลพลอยได้เกิดขึ้นจากโครงการนี้ไหม เพราะรัฐพูดถึงแต่เทคโนโลยี และสื่อก็ไม่ได้มีการตั้งคำถามถึงผลทางบวกหรือทางลบ  อ.เกษียรเคยเขียนคอลัมน์ว่า ค่าใช้จ่ายไม่ได้ดูเหมือนคุ้ม แต่เรารู้สึกว่าเราอยู่ใกล้กันมากขึ้น แน่นอนว่าคนจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในเมืองหลวงมากขึ้น มุมมองพวกนี้น่าจะเกิด และนำไปสู่ปรากฏการร์หลายๆ อย่างตามมา

เรื่องเส้นทางเชียงใหม่ ที่อยู่ในที่ๆ ไม่ค่อยมีมูลค่า ถ้าไปเปรียบเทียบกับเครื่องบินยังไงก็ไม่คุ่ม ยังไงก็แพงกว่า แต่ถ้าในอนาคตเรื่องพลังงาน ถ้าราคามันสูงขึ้นเรื่อยๆ ยังไงมันก็คุ้ม ด้านราคาของรถไฟความเร็วสูงเราคิดตามปริมาตร ไม่ได้คิดตามน้ำหนักเหมือนเครื่องบิน เพราะมันขึ้นอยู่บนราง จึงไม่ต้องใช้พลังงานยกของขึ้นสูง

อรุชิตา อุตมะโภคิน

ที่ว่ามันจะกระจายความเจริญไปตามจังหวัดต่างๆ อยากชวนคุยไปกว่านี้คือการใช้พื้นที่ให้คุ้มทุนหรือคุ้มค่าการพัฒนา ในเมื่ออนุมัติแล้วต้องเดินหน้า ก็ต้องมาดูต่อว่าจะจัดการพื้นที่อย่างไร เพราะมีพื้นที่ที่ต้องสงวนรักษาไว้ เช่น ให้เป็นปอดของเมือง ก็ยังไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้อยากให้ชวนคุยเรื่องนี้ต่อไป

อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์

น่าจะตั้งคำถามกับระบบขนส่งต่างๆ ไม่ใช่แค่รถไฟ เช่น ทางน้ำ มันมีต้นทุนเท่าไหร่  เราเป็นเมืองน้ำ  และแทนที่จะบ้าเรื่องความเร็วสูง เราจะเร็วไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร คิดว่าราคาน่าจะเฉียดๆ กับโลว์คอสต์ คนจนจะมีปัญญาจ่ายแค่ไหน

ด้านทักษะการบริหารของรถไฟไทยมันจะมีปัญญาแค่ไหน  หรือผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน ก็น่าจะได้เปรียบกับคนไม่กี่กลุ่ม  สุดท้าย การจะขนของ ขนคน มันจะมีคุณค่าแค่ไหน  น่าจะตั้งคำถามว่า มันจะมีประโยชน์ต่อคนจนแค่ไหน

งานเปิดตัวหนังสือca2-6

ดันย้าล อับดุลเลาะ 

รถไฟที่ยาวที่สุดคือรถไฟสายใต้ ผมนั่งมาตั้งแต่เด็ก จากยะลามากรุงเทพฯ ประมาณ 20 ชม. ถ้าปรับให้เวลามันเร็วขึ้น ก็น่าจะดี คิดว่าคนใต้น่าจะคิดว่ามันดีกว่า  รถไฟราคาปกติชั้นสาม ก็ยังเป็นราคาที่จับต้องได้สำหรับคนจน

แต่ถ้าราคามันกระโดดเร็วขึ้น ถ้าไปถึงสามจังหวัด ความเร็วสูงอาจจะร้าง  ถ้าพัฒนาตัวเดิมที่มีอยู่แล้วให้มันเร็วขึ้นก็ดีแล้ว  แต่ผมคิดว่าราคาไปกลับไม่ควรเกิน 1000 บาทสำหรับรถไฟฟ้าความเร็วสูง

ถ้าแก้ระบบเดิมให้ตรงเวลาก็จะดีมาก  ผมได้คุยกับกลุ่มสหาย ซึ่งเขาสะท้อนออกมาว่า มันเป็นการพัฒนาด้านวัตถุ แต่ด้านอื่นๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างเมืองใหญ่ๆ มีปัญหาเรื่องความมั่นคงมนุษย์ คือมีความเจริญด้านวัตถุ แต่เรื่องของมนุษย์ไม่มีใครพูดถึง  รถไฟมันตอบโจทย์คนบางชนชั้น แต่คนบางชนชั้นเข้าไม่ถึง  คนจนก็ต้องมีสิทธิขึ้นรถไฟความเร็วสูงเช่นกัน

ดร.ณัฐวีณ์ บุนนาค

การพัฒนาต้องดูว่ามันเหมาะสมกับประเทศกับเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นหรือเปล่า เราน่าจะมาดูที่โครงสร้างพื้นฐานก่อน ถนนเรายังแย่ รางคู่ยังมีนิดเดียว ก่อนที่จะพูดถึงรถไฟความเร็วสูง เราน่าจะเอาเม็ดเงินตรงนั้นมาทำถนน คลอง รางคู่ หรือเรือเดินสมุทธมากกว่า

เมื่อเราพร้อมแล้วน่าจะค่อยไปพูดถึงรถไฟความเร็วสูงน่าจะดีกว่า  และที่ต้องตั้งคำถามคือที่มาของเงิน ความโปร่งใส เพราะเป็นประชาชนต้องรับภาระ

ณัฐวิโรจน์ อินทะนิน 

เมื่อก่อนผมเป็นพนักงานของการบินไทย ในต่างประเทศเวลาเราลงเครื่องที่พักที่บริษัทจัดให้มักจะอยู่ใกล้รถไฟฟ้า เราต้องใช้รถไฟเยอะมาก มันสะดวกมาก ไปไหนก็นั่งรถไฟ แต่ถ้าเป็นเมืองไทยมันไม่ใช่ ต้องโบกตุ๊กๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถ้าเรามีรถไฟทั้งความเร็วสูงกับไม่เร็ว ให้เป็นทางเลือกก็ดีเหมือนกัน

ธิวัชร์ ดำแก้ว 

รถไฟต้องใช้เวลานานมาก และความปลอดภัยก็ไม่ค่อยมี  คนไทยมีอคติกับรถไฟ บางทีต้องตั้งคำถามว่าใครทำให้รถไฟเป็นอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูแย่  การพัฒนาในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาเราลงทุนไปกับถนน แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงจะเปลี่ยนมาใช้ระบบราง

ผมมองว่าเป็นเรื่องทางนิเทศศาสตร์ คือว่าโครงการนี้เป็นการจุดพลุเพื่อกลบเกลื่อนอีกโครงการหนึ่งที่ล้มเหลว แต่ก็เป็นโครงการที่ดี แต่อยากให้สนใจเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ท่าเรือน้ำลึกปากบารา  เห็นว่าเงินสองล้านล้านนี้น่าจะมาดูว่าจะเอาไปลงทุนกับอะไรจะคุ้มกว่ากัน จะต้องดูให้ละเอียด

ผมไม่สนับสนุนให้เป็นการแปรรูปให้เอกชน ควรให้อยู่ในความดูแลของรัฐ  ส่วนตัวคิดว่าเราถูกทำให้เชื่อว่าอะไรที่อยู่ในระบบราชการไม่ดี ต้องแปรรูป  แต่หลายๆอย่างที่ผ่านมามันสอนว่า อะไรที่เคยเป็นของรัฐ ถ้าออกไปแล้วมันจะไม่มีทางกลับมา

อาร์ม ตั้งนิรันดร

จีนเน้นเดินทางโดยรถไฟ เพราะภูมิประเทศมันกำหนด เนื่องจากมันกว้าง ถ้าขนส่งโดยรถไฟมันก็ง่ายขึ้น  ส่วนการมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงของไทย ผู้ที่ยุให้ทำก็คือจีน เส้นที่เขาต้องการคือต่อจากหนองคายมากรุงเทพ เป็นประเด็นทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของไทยเหมาะมาก

เพราะอยู่ตรงกลางภูมิภาคอาเซียน จีนเลยต้องการ  ซึ่งที่รัฐจะทำก็เส้นหนองคาย และเชียงใหม่ ซึ่งก็น่าสงสัยว่าที่เชียงใหม่เป็นเพราะการเมืองหรือเปล่า

ประเด็นที่สองคือ รถไฟช่วยสร้างเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จีนสร้างรถไฟค่อนข้างมาก   จีนต้องการพัฒนาสร้างเมืองให้แตกออกไป เขาจะเชื่อมเมืองที่มีคนเป็นล้านๆ เข้าด้วยกันด้วยรถไฟ

ถ้าไทยทำรถไฟ ก็จะเป็นการสร้างมหานครให้มากขึ้น เช่น หนองคาย เชียงใหม่  อีกสิ่งหนึ่งคือนักท่องเที่ยว คนที่ใช้ประโยชน์อาจจะเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า เพราะมีกำลังในการใช้รถไฟ  แต่คนจนก็ได้ประโยชน์เพราะเป็นการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

จากที่อ.ณัฐวีณ์ พูด สองล้านล้านนี้ไม่ได้ไปลงที่รถไฟอย่างเดียว แต่ไปลงที่อย่างอื่นด้วย ทั้งรางคู่ ถนน ทางน้ำ แต่สัดส่วนจะเวิร์คหรือไม่ ซึ่งมาคุยกันได้ต่อไป

ปราบ เลาหะโรจนพันธ์

โดยส่วนตัวคิดว่า เราคงพูดไม่ได้ว่าเรายังไม่พร้อม ถ้าเราไม่สร้างเพื่อนบ้านเราก็ต้องสร้าง  ระบบขนส่งก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้รถบรรทุก ซึ่งก็ทำให้ต้องซ่อมผิวถนนเสมอ

รถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นเพียงกิมมิคในการขายของ แต่พระเอกตัวจริงคือรางคู่ การมีรางคู่ก็จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มากแล้ว  คิดว่าประโยชน์จากการมีรถไฟจะไม่ได้ถึงคนในระดับล่างพอสมควร

แต่อย่างน้อยรถไฟไปถึง ความเจริญมันก็ไปถึง คนในต่างจังหวัด เช่น พะเยา ก็ไม่ต้องมาทำงานในกรุงเทพฯ แต่จะไปทำงานในเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ สุดท้ายแล้วการพัฒนามันต้องเป็นไป

ความเจริญบางครั้งมีความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาอาจเพิ่มคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้เช่นกัน เช่น ช่วงสงกรานต์ที่มีการเดินทางมาก ก็มีอุบัติเหตุมากตามไปด้วย แต่ถ้าการคมนาคมดีขึ้น อัตราการตายก็จะน้อยลงไหม ความสุขของคนจะเพิ่มขึ้นไหม  หรืออย่างคนเร่ร่อนในกรุงเทพฯ

อาจเป็นคนที่ต้องการมาแสวงหาโอกาสในกรุงเทพฯ แต่เกิดเหตุอะไรสักอย่างให้หมดเนื้อหมดตัว ไปไหนไม่ได้  แต่ถ้ามีรถไฟก็ทำให้มีมหานครหลายมหานคร มีการสร้างงานในภูมิภาคต่างๆ ก็อาจทำให้คนเข้ามากทม.น้อยลง คนเร่ร่อนก็น้อยลงไปด้วย

งานเปิดตัวหนังสือca2-7

ณัฐวุฒิ สีม่วง

ผมเป็นคนอีสาน รถไฟไม่เคยตรงเวลา คิดว่ารถไฟความเร็วสูงจะไม่นำความเจริญงดงามไปยังที่นั้นๆ ได้ การพัฒนาตรงนี้มันจะต้องพัฒนาสิ่งเดิมด้วย และการขนส่งของเล็กๆ น้อยๆ หรือขนผักไม่ให้เน่า หรือเพื่อการท่องเที่ยวคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ในอีสานมีรถขนอ้อยมาก และอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง ดังนั้นมันต้องขนส่งอ้อยได้ หรือผลิตผลการเกษตรอื่นๆได้ เพราะไม่อย่างนั้นคนในพื้นที่นั้นก็ไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ศตวรรษ อินทรายุธ

การไปถึงรถไฟไฮสปีดหรือรางคู่ อย่างไรมันก็ต้องไปถึง ผมไม่มีปัญหากับการกู้ แต่กังวลกับประสิทธิภาพของรฟม. เป็นห่วงว่าจะคืนทุนตรงนี้อย่างไร และการจัดการพื้นที่ เพราะมันเป็นส่วนสำคัญในการคืนทุน ถ้ามีการบริหารจัดการอย่างไรให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด

อัครา อุดมศิลป์ 

เมื่อมีรถไฟความเร็วสูง จะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อคน เมือง และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร  อยากเห็นรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการมีรถไฟความเร็วสูง

นอกจากนี้การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนก็เป็นเรื่องใหญ่  จะทำอย่างไรที่จะเชื่อมระบบขนส่งหลักกับคนส่วนใหญ่  อยากทราบว่าผู้ว่าฯแต่ละโซนเขามีแผนอย่างไรในการพัฒนา เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงไปถึง

รังสิมันต์ โรม 

เห็นด้วยกับการทำรถไฟความเร็วสูง ส่วนตัวไม่นั่งรถไฟ เพราะเป็นชนชั้นกลางที่มีทางเลือกที่จะนั่งรถหรือเครื่องบินมากกว่า  แต่เมื่อมองเป็นภาพรวม เห็นว่าเราต้องมีรถไฟ มันก็เหมือนกับ 3G ที่มีคนมาคัดค้าน อาจจะมีคนพูดว่าสนใจอย่างอื่นดีกว่า แต่การมีรถไฟความเร็วสูง มันไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอย่างอื่นไม่ได้

เราไม่ได้มองว่าคนไทยกว่าหกสิบกว่าล้านต้องมีคุณภาพชีวิตดีเท่าเทียมกัน  ส่วนตัวคิดว่าการมีรถไฟนอกจากประหยัดเวลามันยังตอบโจทย์หลายสิ่งหลายอย่าง   การสร้างรถไฟทำให้คนจำนวนมากมีทางเลือก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเลือกอย่างนั้น

ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐที่ต้องสร้างไปเชียงใหม่ สิ่งที่น่าจะเน้นเป็นอันดับแรกคือเน้นเศรษฐกิจ ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะสร้างไปหนองคาย ทวาย หรือที่อื่นที่เป็นเศรษฐกิจมากกว่า

ท้ายนี้เป็นภาพบรรยากาศงานที่เก็บมาฝากกันครับ 

งานเปิดตัวหนังสือca2-9

 

 งานเปิดตัวหนังสือca2-9

 งานเปิดตัวหนังสือca2-11

งานเปิดตัวหนังสือca2-11

งานเปิดตัวหนังสือca2-12

ทั้งนี้ทางSIU ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่มาร่วมงาน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในโอกาสต่อไปเราคงจะได้พบเจอกันอีก สำหรับวันนี้ สวัสดี

ดาวน์โหลดหนังสือ Change Agents 2