โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit
สตาร์เทรคภาพยนตร์ไซไฟอมตะที่มี ตัวเอกอย่างกัปตันเคิร์ก มีพวกหูยาวนามสป๊อค และคลิงก้อน ถ้าคุณจำได้และนึกออก ไซไฟเรื่องนี้สร้างกันมายาวนานหลายภาคทั้งจอเงินและจอแก้ว ซึ่งตัวละครก็มีการพัฒนาเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย แต่เหตุการณ์ที่จะยกมาคุยกันวันนี้จะอยู่ใน Next Generation ตอนที่ชื่อว่า First Contact แน่นอนว่าเรากำลังจะคุยถึงยุค สมัยของ กัปตันฌอง ลุค พิคาร์ด ลูกเรือ ไซบอร์กชื่อเดลต้า
เนื้อเรื่องของตอนนี้เล่าถึงการย้อนเวลาของลูกเรือกลับไปในสมัยที่มนุษย์เพิ่งจะเริ่มต้นบุกเบิกอวกาศ โดยมีภาระกิจไปคุ้มครองนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์จรวดความเร็วสูง ที่สามารถเข้าใกล้ความเร็วระดับแสงได้ เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าหากการทดลองเครื่องยนต์ดังกล่าวเกิดขึ้น (ตามปกติ) มันก็จะทำให้มนุษย์ต่างดาวตรวจพบสัญญาณดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติมีอารยธรรมที่ก้าวหน้าจนถึงระดับสมควรติดต่อได้แล้ว (หากยังทำเครื่องยนต์แบบนี้ไม่ได้ถือว่ามีอารยธรรมล้าหลังหรือ ป่าเถื่อนยังไม่สมควรติดต่อ) และการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว ครั้งนั้นจะทำให้ศักราชของมนุษยชาติเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล หากสนใจเนื้อเรื่องแบบละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ startrek
แต่ที่ผมสนใจมากๆ ก็คือบทสนทนาระหว่างมนุษย์ในอดีต คือนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาต้นแบบเครื่องยนต์ กับกัปตันพิคาร์ดที่เดินทางข้ามเวลามาจากอนาคต ซึ่งเมื่อเขาไปเห็นยานอวกาศ เอ็นเตอร์ไพรซ์ของกัปตันพิคาร์ด ซึ่งมีสมรรถนะเหนือกว่าของที่ ตนเองสร้างอย่างเปรียบเทียบไม่ได้ จึงมีคำถามว่ายานอวกาศ เอ็นเตอร์ไพรซ์ของกัปตันนี่ใช้เงินขนาดไหนถึงสร้างมาได้ กัปตันก็ตอบประมาณว่าใช้เงินมากๆ ไม่อยู่ในจินตนาการของคนในยุคอนาคต นักวิทยาศาสตร์ก็สงสัยว่าถ้าอย่างนั้นรัฐบาลในอนาคตคงร่ำรวยมาก ถึงได้สร้างยานอวกาศแบบนี้ได้หลายลำ แต่กัปตันพิคาร์ดบอกว่า ไม่ใช่หรอกมนุษย์ในอนาคตไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอีกต่อไป ไม่มีระบบเงินตราของเศรษฐกิจในอนาคตอีกต่อไป และระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม
บอกเป็นนัยๆ ว่า ระบบเศรษฐกิจของอนาคต มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบเศรษฐกิจในอดีตอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ จึงสามารถผลิตยานอวกาศในระดับเดียวกับยานเอ็นเตอร์ไพรซ์นี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลหลายๆ ลำได้อย่างสบาย เทียบกันง่ายๆ ก็เช่น ในสมัยก่อนการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าจะต้องใช้วิธีแลกเปลี่ยนกันตรงๆ แต่ระบบเศรษฐกิจในสมัยใหม่นั้นมีการใช้เงินตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจคับคั่งมากขึ้น และว่ากันตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์แล้วนี่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยรวมทำให้สวัสดิการของคนในสังคมนั้นดีกว่าเดิม นั่นคือระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น มีผลทำให้ยุคปัจจุบัน ดีกว่ายุคอดีต และน่าจะ Imply ได้แบบเดียวกันว่าในยุคอนาคตก็คงจะดีกว่าในยุคปัจจุบันด้วย
ผมชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ แต่กลับยังมีคำถามค้างคาอยู่ในใจว่า แล้วถ้าอย่างนั้นระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติในอนาคตจะเป็นแบบไหน ที่ว่ามนุษย์ในอนาคตไม่ได้ทำงานเพื่อเงินนั้นเป็นไปได้หรือไม่ แล้วหากระบบเศรษฐกิจที่ว่านั้นเป็นไปได้จริงๆ สังคมในอนาคตจะมีรูปร่างเป็นเช่นไร
เมื่อมานั่งพิจารณาดูระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น จะมีอยู่สองภาคคือ ภาคผู้ผลิตและภาคผู้บริโภค ภาคผู้ผลิตก็จะผลิตสินค้าซึ่งต้องคำนึงถึงต้นทุน และมักจะพิจารณากำไรสูงสุดเสมอๆ ส่วนผู้บริโภคก็มีความต้องการไม่จำกัด แต่มีงบประมาณจำกัด
ความจำกัดและความต้องการทั้งสองภาค ส่งผลให้เกิดการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ขึ้น ว่าด้วย Demand และ Supply เมื่อสองสิ่งนี้มาพบกัน ก็จะได้จุดดุลยภาพซึ่งตรงนี้เองที่ตลาดเกิด และก่อให้เกิดการกระจายสินค้าและการบริการที่ยุติธรรมและ มีประสิทธิภาพที่สุด ตามสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งการศึกษาถึงเรื่องราวเหล่านี้เองก็ทำให้นักเศรษฐศาสตร์สามารถพยากรณ์พฤติกรรมของการบริโภคและผู้ผลิตในตลาดได้
คราวนี้เรื่องไม่ง่ายเหมือนเดิม เมื่อมีผู้บริโภคที่ทำตัวเหมือนผู้ผลิต และผู้ผลิตที่ทำตัวเหมือนผู้บริโภคเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในโลกของโอเพ่นซอร์ส
เมื่อตลาดมีการกลับหัวกลับหางเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้บริโภคธรรมดาไม่ได้มีผลได้ผลเสียทางธุรกิจ แต่ยอมเสียเงิน เสียเวลาในการเขียนโปรแกรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการลึกๆ ในใจส่วนตัว แล้วส่งให้กับชุมชนโอเพนซอร์ส แล้วบริษัทที่ทำธุรกิจก็เอาโค้ดพวกนี้มาทำธุรกิจอีกต่อหนึ่ง? ถ้าเป็นแบบนี้และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงทนถาวร (ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะตั้งแต่ลีนุกซ์เกิดขึ้นมาจนอายุมากกว่าสิบปีลีนุกซ์ก็ยังคงอยู่และไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน แถมปัจจุบันยังมีโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา) ทำให้โมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวถึงไปข้างต้นนั้นไม่สามารถอธิบายของสภาพธุรกิจโอเพ่นซอร์สแบบนี้ และไม่สามารถพยากรณ์ถึงพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้องได้อีกต่อไป
ผมเริ่มสงสัยว่านี่มันมีพฤติกรรมคล้ายๆ กับในภาพยนตร์หรือเปล่า? และนี่จะเป็นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ ที่คนไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อพัฒนาสังคมของตนให้ดีขึ้น? ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการใช้เงินในอนาคตจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?
น่าสนใจนะครับ ผมลองไปค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ข้อมูลว่ามีนักวิจัยที่กำลังทำการศึกษาวิจัย Economic Model สำหรับโอเพ่นซอร์สอยู่หลายแห่งเหมือนกัน ซึ่งรายการของงานต่างๆ จะถูกรวบรวมเอาไว้ที่ opensource.mit.edu นั้นยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่เป็น Essay Paper ที่มาจาก Information System Department หรือไม่ก็ Information Economics งานส่วนใหญ่จะเป็นเชิงวิเคราะห์ภาพรวมของโอเพ่นซอร์ส ไม่ใช่การวิเคราะห์ในแง่เศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชิ้น แสดงว่าแม้แต่ Initiative ของเรื่องนี้ในโลกธุรกิจต่างประเทศ ยังเป็นเรื่องใหม่เอามากๆ หรือไม่แปลความอีกแบบก็คงจะตีความได้ว่า โอเพ่นซอร์สยังไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญต่อการศึกษาเหมือน Research ทางด้านเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ที่ยังมีรอให้ค้นคว้าอีกมาก (โดยเฉพาะการเจาะลึกลงไปหาข้อมูลในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ)
อย่างไรก็ตามนี่ถือว่าเป็นเรื่องดีของสังคมฝรั่งเขาครับ เมื่อมี Issue อะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่ทำการศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการจะเริ่มทำการวิจัยเป็นเรื่องเป็นราว ออกมา ทำให้อย่างน้อยสามารถสรุปหลักการและแบบจำลอง ที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์สร้างความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมไอทีและประเทศชาติของตนเองได้ได้ ตรงนี้ต่างกับประเทศไทยเราที่ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับงานวิจัยในลักษณะนี้ ไม่มากเท่าที่ควร ทำให้แทนที่จะพึ่งพาภูมิปัญญาของเราเอง กลับต้องไปพึ่งพาภูมิปัญญาสำเร็จรูปที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีต้นทุนที่สูงกว่ามาก และบางเรื่องอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสังคมของเราอีกด้วย
อย่างน้อยถ้าหน่วยงานในบ้านเรา มีหน่วยงานเชิงวิชาการทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลโอเพ่นซอร์ส ในเชิงธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลในเชิงเทคนิคและวิศวกรรม แล้วรัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ ซึ่งสำหรับในประเทศไทยตอนนี้ ผมคิดว่าเราก้าวหน้าและมีผู้ประกอบการที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับ โอเพ่นซอร์สมากกว่าสี่ห้าปีที่แล้วมากมาย ไม่แน่นะครับการรวม พลังเชิงสร้างสรรค์แบบนี้ อาจก่อให้เกิด Business Model ที่เหมาะสมกับรูปแบบประเทศไทยที่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมแบบ Intellectual Property เต็มรูปแบบเหมือนกับในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็ได้
แต่ในวิธีคิดแบบใหม่อย่างโอเพ่นซอร์สนั้นตอนนี้ต้องถือว่าทุกคนเริ่มต้นเดียวกันครับ อยู่ที่คนไทยเราเองจะปล่อยให้ชาวบ้านเขานำหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนกับประเทศแถบยุโรปที่เขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากเหลือเกิน ถ้ายังคงเป็นแบบที่เคยเป็นมาก็คงได้แต่ทำใจ เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของประเทศไทย บ่งชี้ว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศบริโภคเทคโนโลยีที่ดีประเทศหนึ่งเท่านั้นครับ
นี่จะเป็นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ ที่คนไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อพัฒนาสังคมของตนให้ดีขึ้น? ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการใช้เงินในอนาคตจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?
