โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
Siam Intelligence Unit และเว็บมาสเตอร์ Blognone.com
บทความนี้เป็นการเสวนาและอภิปรายประเด็นต่อจากบทความ “ลุกฮือในโลกคู่ขนาน” ของ ‘บุญชิต ฟักมี’ บนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ซึ่งเขียนถึงกรณีการประท้วงของสมาชิก Pantip.com เว็บบอร์ดชื่อดังของประเทศไทย ต่อการปฏิบัติตัวของเว็บมาสเตอร์และการยึดสมาชิกภาพ (ซึ่งเรียกกันว่า ‘ยึดล็อกอิน’ หรือ ‘ยึดอมยิ้ม’) ของสมาชิกจำนวน “เกินร้อย” ซึ่งถือเป็น “วิกฤตศรัทธา” ครั้งใหญ่ของเว็บบอร์ดชื่อดังที่มีประวัติอันยาวนานแห่งนี้
ในฐานะที่ผู้เขียนก็มีสถานะเป็น “เว็บมาสเตอร์” คนหนึ่ง และเคยเป็นอดีตผู้ใช้งาน Pantip.com เมื่อนานมาแล้ว (ปัจจุบันไม่ได้เข้าเว็บไซต์ Pantip.com เป็นประจำอีกแล้ว) จึงอยากเสนอมุมมองในประเด็นต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ใช้งานและเว็บมาสเตอร์ไปพร้อมๆ กัน
หมายเหตุ: บทความนี้มีรากความคิดมาจากการสนทนาใน Facebook กับ ‘บุญชิต ฟักมี’ และสหายบางท่าน จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นบทความเต็มรูปแบบในภายหลัง

ประเด็นที่ 1: บทบาทหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ ‘ในอุดมคติ’
บทบาทหน้าที่การเป็น ‘เว็บมาสเตอร์’ หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ เป็นงานที่เรียกได้ว่าเป็นได้ง่ายก็ไม่ผิดนัก เหตุเพราะปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์ทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถเป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้แล้ว และถ้ามีกึ๋นเพียงพอ มีความขยันขันแข็ง การสร้างเว็บไซต์ที่มีผู้ชมในระดับ ‘พอสมควร’ ไม่ใช่เรื่องยากเลย
แต่ในมุมกลับกัน จำนวนคนที่เคยเป็นเว็บมาสเตอร์ และมีประสบการณ์ในการดูแลเว็บไซต์ (โดยเฉพาะเว็บไซต์ขนาดใหญ่) ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในภาพรวม เหตุผลส่วนหนึ่งคงมาจากการสร้างเว็บไซต์นั้น แม้จะง่ายในทางเทคนิคและใช้เงินไม่มาก (ในบางครั้งอาจฟรี) แต่การปฏิบัติจริงจำเป็นต้องทุ่มเททั้งเวลา แรงกาย แรงใจ ไม่ใช่น้อย ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากยังพอใจที่จะคงสถานะ ‘ผู้ใช้อย่างเดียว’ มากกว่า อีกทั้งโครงสร้างตลาดเว็บไซต์เองที่เอื้อให้มี ‘รายเล็ก’ ได้ไม่มากนัก ทำให้ผู้ที่มีประสบการณ์ดูแลเว็บไซต์ขนาดใหญ่ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก ผู้ที่เข้าใจ “หัวอกของเว็บมาสเตอร์” จึงมีน้อย และก่อให้เกิด “ช่องว่างของความคาดหวัง” ที่แตกต่างกันระหว่างผู้ใช้เว็บกับผู้ดูแลเว็บ
“หัวอกของเว็บมาสเตอร์” คืออะไร? เว็บมาสเตอร์ต้องเจอกับอะไรบ้าง
งานของเว็บมาสเตอร์ (ซึ่งอาจรวมไปถึง ‘เกมมาสเตอร์’ หรือ GM ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ดูแลโลกในเกมออนไลน์ด้วย) โดยทั่วไปแล้วก็คือการดูแลให้เว็บไซต์ทำงานได้เป็นปกติ งานประจำวันทั่วไปที่เว็บมาสเตอร์ทุกแห่งจะเจอเหมือนกันคือการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่น การรีเซ็ตรหัสผ่าน ลบสแปม ลบข้อความที่โพสต์ซ้ำ เป็นต้น
งานในระดับที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยก็คือการ “กำกับดูแล” (ซึ่งในที่นี้หมายถึงคำว่า regulate ในความหมายเดียวกับองค์กรกำกับดูแลทั้งหลาย) เนื้อหาและสมาชิกของเว็บไซต์ กระบวนการโดยทั่วไปคือเว็บไซต์จะมีกฎที่ประกาศไว้ล่วงหน้า จากนั้นเว็บมาสเตอร์จะคอยสอดส่องว่าสมาชิกทำผิดกฎหรือไม่ หรือบางครั้งก็เข้ามาตรวจสอบเมื่อได้รับแจ้งจากสมาชิกคนอื่นๆ แล้วจึงใช้ดุลพินิจตัดสินใจดำเนินการแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ เช่น ลบเนื้อหา ย้ายหมวดเนื้อหา แบนหรือลบสมาชิก
การกำกับดูแลเนื้อหาและสมาชิกภาพถือเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีการโพสต์เนื้อหาต่อวันจำนวนมาก เว็บมาสเตอร์ที่มีประสบการณ์จะคุ้นเคยกับกลเม็ดสารพัดที่ผู้ใช้งานพยายามจะหลีกเลี่ยงกฎที่ตั้งไว้ (ตัวอย่างง่ายๆ คือ การเว้นช่องว่างระหว่างคำเพื่อหลบฟิลเตอร์กรองคำหยาบ) ปัจจุบันงานเหล่านี้ยังไม่สามารถเขียนโปรแกรมอัตโนมัติเพื่อแบ่งเบาภาระของเว็บมาสเตอร์ได้ ต้องใช้แรงงานมนุษย์พิจารณาทีละชิ้นไป อีกทั้งเว็บไซต์เป็นสื่อที่มีการโพสต์เนื้อหาตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด การอ่านกระทู้เพื่อ ‘กรอง’ เนื้อหาที่ผิดกฎจึงเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก
นี่ยังไม่รวม “ความผิดทางอาญา” ที่เว็บมาสเตอร์จะต้องเผชิญ ตาม พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ 2550 อีกด้วย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้วในกรณีของคุณจีรนุช เปรมชัยพร เว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ประชาไทที่ถูกดำเนินคดีจากข้อหา “การโพสต์ของผู้ใช้เว็บบอร์ดคนอื่น” จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เว็บมาสเตอร์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเชิง “ป้องกันตัวเองก่อน” (defensive) มากขึ้นหลัง พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้
หน้าที่ ‘เว็บมาสเตอร์’ นั้นเป็นสถานะที่ “ทำยังไงก็โดนด่า” เพราะถึงแม้การทำผิดกฎบางอย่างนั้นสามารถแยกแยะได้ชัดเจน (เช่น การโพสต์สแปมทีละมากๆ หรือการตั้งกระทู้ผิดห้อง) แต่กรณีที่เกิดขึ้นเยอะกว่ามากนั้นเป็นเรื่องอัตวิสัย (subjective) ซึ่งผู้ใช้แต่ละคนย่อมมีดุลพินิจต่างกัน ไม่ว่าจะตัดสินออกมาอย่างไร เว็บมาสเตอร์ก็หลีกเลี่ยงการถูกด่าได้ยาก
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อบรรยายว่าหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์มีอะไรบ้าง และ ‘หัวอก’ ของเว็บมาสเตอร์เป็นอย่างไร จริงๆ แล้วงานของเว็บมาสเตอร์แทบไม่ต่างอะไรกับ ‘ผู้พิพากษา’ ที่จะต้องพิจารณาให้คุณให้โทษกับสมาชิก เพียงแต่เว็บมาสเตอร์เกือบทั้งหมดไม่เคยเรียนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความด้วยซ้ำ
แนวทางการปฏิบัติตัวของ ‘เว็บมาสเตอร์ในอุดมคติ’ ควรเป็นอย่างไร? เรื่องนี้ไม่มีตำราบอกไว้ แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนคิดว่าควรมีหลักการพื้นฐานดังนี้
- เว็บไซต์ต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ประกาศล่วงหน้าให้ผู้ใช้และสมาชิกของเว็บทราบว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ (ส่วนสมาชิกจะอ่านหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องนึง)
- กฎใหม่ไม่มีอำนาจย้อนหลัง และการประกาศกฎใหม่จะต้องทำในที่สาธารณะ ให้สมาชิกส่วนใหญ่รับทราบและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกฎ
- เว็บมาสเตอร์จะใช้อำนาจได้เฉพาะตามที่ระบุในกฎเท่านั้น (เช่น ถ้าประกาศว่าตั้งกระทู้ผิดห้องจะแบน 3 วัน ก็ไม่มีสิทธิ์ถอนสมาชิกภาพ) ไม่มีกฎลับเด็ดขาด
- การพิจารณากรณีนอกกฎที่ประกาศเอาไว้ เว็บมาสเตอร์จะต้องปฏิบัติด้วยดุลพินิจที่สมเหตุสมผลตาม common sense และพยายามไม่ให้เกิดผลเสียทางลบต่อสมาชิกถ้าเป็นไปได้ (เสร็จเรื่องแล้วค่อยประกาศเป็นกฎภายหลังเพื่อป้องกันเหตุแบบเดียวกันในอนาคต)
(จะเห็นว่าหลักการเกือบทั้งหมดเหมือนกับหลักการทางนิติศาสตร์ทั่วไป รวมถึงการกำกับดูแลและการออกนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นวิชาทางรัฐศาสตร์ด้วย)
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อ “ศาล” ยังมีปัญหามากมายในการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ (ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากคดีทางการเมืองในรอบ 4-5 ปีให้หลังนี้) แล้วเว็บมาสเตอร์ในฐานะ “ปัจเจกชนคนทั่วไป” จะไม่ผิดพลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ มิหนำซ้ำ ผู้ใช้เว็บจำนวนไม่น้อยก็มีพฤติกรรมแย่ๆ มากมาย เช่น เกรียน การเยาะเย้ย เสียดสีวิธีการทำงานของเว็บมาสเตอร์ ในบางครั้งอาจไปไกลถึงการโจมตีเรื่องส่วนบุคคล (personal attack) ด้วยซ้ำ
ในกรณีของ Pantip.com ผู้เขียนมีความเห็นว่าเว็บมาสเตอร์ทำเกินกว่าเหตุไปมาก และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความรับผิดชอบของเว็บมาสเตอร์โดยตรง แต่ในกรณีทั่วไปนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์บางส่วนเกิดจากพฤติกรรมแย่ๆ ของสมาชิกเว็บ “บางคน” เช่นกัน
ประเด็นที่ 2: การอพยพและทางเลือกของผู้ใช้ Pantip.com
จากที่เขียนไปในประเด็นก่อนแล้วว่า การพิจารณาตัดสินกรณีพิพาทของเว็บมาสเตอร์ (ทั้งเว็บมาสเตอร์ทั่วไปและเว็บมาสเตอร์ของ Pantip.com) ย่อมมีปัญหาเสมอ และไม่มีทางที่เว็บมาสเตอร์จะสามารถพิจารณากรณีพิพาทอย่างเที่ยงธรรม ถูกใจทุกคนได้
คำถามถัดไปที่จะตามมาก็คือ ผู้ใช้เว็บ Pantip.com มีทางเลือกอย่างไรบ้าง ต่อความไม่พอใจและการลุกฮือครั้งนี้
ผู้เขียนมีความเชื่อส่วนบุคคลว่า “อินเทอร์เน็ต” เป็นตลาดเสรี (ตราบเท่าที่ไม่โดน ศอฉ. และกระทรวงไอซีทีบล็อค) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ กำแพงในการเปลี่ยนเว็บไซต์ (ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์คือ barriers to exit) มีเพียงการกดปุ่ม x ที่มุมขวาบนของเบราว์เซอร์เท่านั้น ไม่ชอบเว็บนี้ก็เปลี่ยน จบ
เจ้าของเว็บไซต์ย่อมมีสิทธิ์เต็มร้อยในการบริหารจัดการเว็บไซต์ไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการ แต่ในมุมกลับกัน ตลาดเสรีของ “การเข้าใช้งานเว็บไซต์” ก็จะเป็นตัวบีบให้เว็บไซต์แต่ละแห่งต้องแข่งขันกันที่คุณภาพ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้น (ซึ่งก็จะสะท้อนออกมาเป็นรายได้จากค่าโฆษณาหรือค่าสมาชิกที่มากขึ้นตามไปด้วย) เว็บไซต์ที่มีการบริหารจัดการแย่ ๆ ก็จะถูกลงโทษจากระบบตลาดเอง
ด้วยเหตุนี้ สมาชิก Pantip.com จึงมีทางเลือกแค่ “อยู่” หรือ “ไป” ถ้าเลือกที่จะอยู่ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ต้องยอมทนรับสภาพกันไปในลักษณะนี้ (เว้นเสียแต่ว่าจะไปขอซื้อหุ้นจากคุณวันฉัตร ก็อาจจะได้สิทธิ์กำหนดทิศทางบ้างเล็กน้อย) แต่ถ้าเลือกที่จะไป ก็มีบางอย่างที่ต้องแลกเช่นกัน
Pantip.com มีความเป็น “ชุมชน” ลักษณะเดียวกับชุมชนทางกายภาพ ผู้ใช้จึงเกิดความผูกพันอยู่บ้างบางส่วน barriers to exit จึงเยอะขึ้นตามไปด้วย เช่น การย้ายเว็บจะทำให้เสียตัวตน ชื่อเสียง กลุ่มเพื่อน ที่สั่งสมมานานไป
การเลือก “อยู่” คงไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก (แม้ในทางปฏิบัติแล้ว Pantip.com เองก็ต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองผู้ใช้ ตามแรงกดดันจากตลาดผู้ใช้ที่อาจลดลงเพราะไม่พอใจนโยบาย) สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเลือก “ไป” ว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง
จริงๆ แล้วการ “ไป” จาก Pantip.com ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมาชิกทุกรุ่นมีฝ่ายที่เลิกเล่นไปด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย เป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว แต่ถ้านับเฉพาะกรณีใหญ่หน่อย ก็คงเป็นกรณีของบอร์ดการเมือง โต๊ะราชดำเนิน ซึ่งมีความร้อนแรงตามสถานการณ์การเมืองในโลกจริง ตอนแรกโต๊ะราชดำเนินยังเป็นการสนทนาทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อการแบ่งขั้วทางการเมืองเริ่มเด่นชัด การปะทะเริ่มมีให้เห็น สุดท้าย “สงครามแห่งราชดำเนิน” ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสนับสนุนเสื้อแดงในปัจจุบัน จนผู้ที่นิยมอุดมการณ์ของเสื้อเหลืองต้องแยกตัวออกไปตั้งเว็บใหม่ (เช่น เว็บบอร์ดเสรีไท) แม้หลังจากนั้นฝ่ายเสื้อแดงเองก็ย้ายออกจากโต๊ะราชดำเนินด้วยเหตุผลด้านกฎระเบียบของ Pantip.com ที่หยุมหยิม (ซึ่งเข้าใจได้ในฐานะเว็บมาสเตอร์ว่าทำไปเพื่อป้องกันตัว) ไปสู่เว็บไซต์ของฝ่ายตัวเองที่ควบคุมทิศทางได้ง่ายกว่า
การย้ายออกไปเปิดเว็บไซต์เฉพาะกลุ่มเป็นเรื่องที่ต้องใช้แรงกายแรงใจไม่น้อย ที่แน่ๆ กลุ่มสมาชิกที่แยกตัวออกไปจะต้องปฏิบัติงานของเว็บมาสเตอร์ด้วยตนเอง (ไม่สามารถ free ride ใช้ของฟรีจากแรงงานเว็บมาสเตอร์ Pantip.com ได้อีกแล้ว) การดึงดูดสมาชิกที่น่าสนใจในจำนวนที่มากพอก็ต้องใช้พลังสูง เว็บไซต์เฉพาะกลุ่มจำนวนมากล้มเหลวและต้องซมซานกลับมาใหม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเว็บเฉพาะทางเฉพาะกลุ่มออกไปประสบความสำเร็จเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป ผู้เขียนสนับสนุนให้สมาชิกที่ไม่พอใจ Pantip.com แยกตัวออกไปตั้งเว็บไซต์เฉพาะกลุ่มตามประเด็นที่สนใจ เพราะการสร้างเว็บไซต์-เว็บบอร์ด-บล็อก-ชุมชนออนไลน์ ทำได้ง่ายมากในเชิงเทคนิคและเศรษฐกิจ เหตุผลที่สกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้นก็เหลือแค่เพียงความตั้งใจส่วนบุคคลเท่านั้น (ซึ่งไม่ได้มีกันทุกคน)
ในเมื่อรู้ฝีมือหรือความสนใจของกลุ่มสมาชิกที่สนิทสนมกันดีแล้ว การแยกตัวออกไปไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเท่าไรนัก เพราะเอาจริงแล้ว เราเข้า Pantip.com เพราะต้องการสนทนากับสมาชิก “บางคน” ที่น่าสนใจเป็นหลัก สมาชิกขาจรอื่นๆ เป็นแค่ของแถม ถ้าสามารถรวบรวมสมาชิกในกลุ่มเดียวกันได้มากพอ การแยกตัวออกไปก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการสนทนาต่างไปจากเดิมจนรับไม่ได้
นอกจากนี้การแยกตัวออกจาก Pantip.com ยังถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังตัวเว็บให้ต้องปรับตัวอีกด้วย ถ้ายอดคนเข้าเว็บลด สปอนเซอร์ก็จะตามไล่บี้ทีมผู้บริหารเว็บเอง
ส่วนสมาชิกที่ตัดสินใจไม่แยกตัวด้วยเหตุผลต่างๆ ก็คงทำได้แค่ “บ่น” กับ “หวัง” เท่านั้น ก็เว็บของเขานี่
ประเด็นที่ 3: รูปแบบที่เปลี่ยนไปของ ‘ชุมชนออนไลน์’ ยุคใหม่
ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่มีข้อสรุป แต่เป็นคำถามที่คิดว่าน่าสนใจค้นคว้าอย่างมาก
คำถามก็คือ ด้วยพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องมี “พื้นที่ส่วนกลาง” อย่าง Pantip.com เหมือนกับที่ผ่านๆ มา?
เว็บบอร์ดยังจำเป็นหรือไม่ ในเมื่อเราสามารถสนทนากับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ผ่านคอมเมนต์ใน “บล็อก” ของเขาได้โดยตรง? เรายังจำเป็นต้องเข้าเว็บบอร์ดทุกวันหรือไม่ ในเมื่อเราเห็น Facebook Status สมาชิกเว็บบอร์ดที่สนิทชอบพอกันทุกเช้า? อีกทั้งเราสามารถเสวนาแบบกลุ่มในที่คนอื่นๆ จากไหนไม่รู้ร่วมแจมได้ผ่าน Twitter สร้างการเสวนาปลายเปิดที่ต่อยอดมุมมองไปได้เรื่อยๆ
แน่นอนว่าเว็บบอร์ดกับ social network ไม่ใช่บริการที่เหมือนกันทั้งหมดและแทนกันได้เสียทีเดียว แต่ในเมื่อมันสามารถสร้าง “การสนทนาของบุคคลที่น่าสนใจ” ได้ในลักษณะเดียวกัน บางทีเว็บบอร์ด (และเว็บไซต์แบบรวมศูนย์) อาจจะไม่สำคัญเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว?
