สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ออราเคิล ประกาศเข้าซื้อธุรกิจของบริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ อดีตยักษ์ใหญ่แห่งซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเครื่องแม่ข่าย (เซิร์ฟเวอร์) และอุปกรณ์ขัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยมูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ โดยที่ผ่านมามีผู้สนใจเสนอซื้อหลายราย ได้แก่ เอชพี, เดลล์, ซิสโก้ รวมทั้งไอบีเอ็ม ซึ่งซันปฏิเสธไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ดีลดังกล่าวส่งผลให้ออราเคิล ก้าวขึ้นเป็นบริษัทเซิร์ฟเวอร์อันดับ 4 ของโลก และเป็นบริษัทไอทีระดับไฮเอ็นด์อันดับ 2 ในตลาดรองจากไอบีเอ็ม ทั้งยังเป็นการก้าวเข้าสู่ธุรกิจฮาร์ดแวร์อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของออราเคิล ได้ยืนยันว่า ความสนใจหลักของดีลนี้คือ สินทรัพย์กลุ่มซอฟต์แวร์ของซัน
เขากล่าวด้วยว่า “จาวา” เป็นทรัพย์สินในกลุ่มซอฟต์แวร์สำคัญที่สุดเท่าที่บริษัทเคยซื้อ และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ออราเคิลสามารถรวมโครงสร้างระบบเข้าด้วยกันได้ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า ออราเคิล อาจตัดสินใจขายธุรกิจฮาร์ดแวร์ของซันออกไป หากพิจารณาแล้วว่าจะถ่วงการเติบโตของบริษัท
ด้านซันเผยว่า มูลค่าหุ้นที่ออราเคิลจะ จ่ายให้ซันอยู่ในระดับ 9.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่ราคาเสนอซื้อจากไอบีเอ็มที่ซันปฏิเสธไปก่อนหน้านี้สูงสุดอยู่ที่ 9.40 ดอลลาร์ต่อหุ้น
จาวา-โซลาริสต่อยอดรายได้
นอกจากนี้ ดีลดังกล่าวส่งผลให้ออราเคิล กลายเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งของซันทั้ง 2 กลุ่มคือ จาวา และโซลาริส โดยธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของออราเคิล ล้วนแต่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ของซัน โดยเฉพาะออราเคิล ฟิวชั่น มิดเดิลแวร์ ที่พัฒนาบนโปรแกรมภาษา จาวา ที่เป็นองค์ประกอบหลักสำหรับการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ผู้ใช้งาน มากกว่า 1 พันล้านเครื่องทั่วโลก
ขณะที่ “โซลาริส” ก็เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับระบบฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่สุดของออราเคิล
นายเรย์ หวัง นักวิเคราะห์จากฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่า ออราเคิลจะ ยังคงเก็บซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลระบบเปิด “มายเอสคิวแอล” ไว้ เพื่อทำราคากดดันไมโครซอฟท์ ที่เริ่มเข้ามารุกตลาดระบบฐานข้อมูลราคาต่ำแข่งกับออราเคิล
ด้านนายซาฟรา แคทซ์ ประธานของออราเคิล คาดว่าแผนควบรวมกิจการกับซันที่จะเสร็จสมบูรณ์ช่วงฤดูร้อนนี้ จะช่วยสร้างรายได้ในส่วนกำไรให้กับออราเคิลได้มากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปีแรก และเพิ่มเป็น 2 พันล้านดออลาร์ปีถัดไป
คาดสะเทือนเอชพี-ไอบีเอ็ม
ขณะที่ แหล่งข่าววงการไอทีในไทย กล่าวว่า การที่ออราเคิลเข้าซื้อซันเบ็ดเสร็จ อาจไม่รวมมายเอสคิวแอล เพราะออราเคิลแข็งแกร่งด้านซอฟต์แวร์ดาต้าเบสอยู่แล้ว น่าจะเป็นผลเสียต่อฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด (เอชพี) และไอบีเอ็ม
ทั้งนี้เพราะเอชพีเคยผลักดันฮาร์ดแวร์ของตัวเองผ่านออราเคิล แต่หลังจากนี้น่าจะมุ่งที่ซันเป็นหลัก ขณะที่ ไอบีเอ็มที่เข้าซื้อซันไม่สำเร็จ ก็น่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน
ด้านนายไตรรัตน์ ใจสำราญ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า การที่ออราเคิลเข้าซื้อซัน น่าจะเป็นผลดีต่อบริษัท เพราะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับออราเคิลมาหลายปี
อีกทั้งออราเคิลก็ไม่มีฮาร์ดแวร์ เมื่อซื้อซันไปก็น่าจะนำไปก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าทำลายทิ้ง ล่าสุด ออราเคิลแจ้งต่อพันธมิตรว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ให้ดำเนินธุรกิจไปตามปกติ
ร่วมทุนซัน-พาร์ทเนอร์สะดุด
แหล่ง ข่าวรายหนึ่ง กล่าวว่า โมเดลธุรกิจใหม่ Sun Equity Partner (SEP) ที่เปิดให้พาร์ทเนอร์ในประเทศเข้าร่วมถือหุ้นซัน ไมโครซิสเต็มส์ ซึ่งกำลังดำเนินการตามขั้นตอนที่ประเทศไทยนั้น อาจต้องหยุดชะงักไป และล้มเลิกในที่สุด เพราะเมื่อออราเคิลเข้าซื้อซันเบ็ดเสร็จ ออราเคิลก็มีธุรกิจในประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องทำโมเดลนี้
ทั้งนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า ถือเป็นโชคดีของบริษัทซึ่งจะเข้าไปร่วมหุ้นกับซันที่กระบวนการต่างๆ ยังไม่จบสิ้นลง มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ เพราะเป็นการลงทุนที่สูง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้จะคืนทุนได้อย่างไร
รายงานข่าวจากบริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบถึงโมเดลเอสอีพี จะเป็นอย่างไร ต้องรอต่อไป
ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ
ความเห็น SIU
เมื่อ ซันไม่สามารถขายให้กับไอบีเอ็มได้ ที่ราคา 6.5 พันล้านเหรียญ ออราเคิลก็ก้าวเข้ามาด้วยราคา 7.4 พันล้านเหรียญแทนที่
ออราเคิลนั้นไล่เทคโอเวอร์บริษัทซอฟต์แวร์มาเกือบ 50 บริษัทแล้ว ตัวอย่างดีลก็เช่น PeopleSoft (Enterprise software) มูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญ, Siebel Systems (CRM) มูลค่า 5.8 พันล้านเหรียญ, Hyperion (BI) มูลค่า 3.3 พันล้านเหรียญ, BEA system (Middleware) มูลค่า 8.5 พันล้านเหรียญ เป็นต้น
Abitrage metrics แสดงผลตอบแทนและเงื่อนไขความเป็นไปได้ในดีลครั้งนี้, ที่มา – seekingalpha.com
การเทคโอเวอร์ซันครั้งนี้ของออราเคิล ไม่เพียงแต่เป็นการก้าวเข้ามายังธุรกิจฮาร์ดแวร์ (ที่ปกติลูกค้าองค์กรก็มักจะซื้อฐานข้อมูลของออราเคิลไปพร้อมกับฮาร์ดแวร์ของซันอยู่แล้ว) แต่ออราเคิลยังได้รับเทคโนโลยี Java (ภาษาคอมพิวเตอร์), Solaris (ระบบปฏิบัติการ – หรือ Operating System ซึ่งกรุงเทพธุรกิจน่าจะเข้าใจผิดที่ไปตีความเป็นระบบฐานข้อมูล) ((ความจริงหลังๆ เรื่อง operating system โดยเฉพาะตลาดระดับเซิร์ฟเวอร์แทบจะไม่มีอะไรแล้ว เพราะระบบปฏิบัติการอย่าง Linux เริ่มทำในสิ่งที่ Unix ทำได้มากขึ้นทุกวัน ตอนหลัง Solaris ก็เป็น Open Source ไปแล้วด้วย แต่ในแง่งานระดับ High End ยังมีบางด้านที่ Solaris ยังเหนือกว่า Linux อยู่)) และ MySQL (ระบบฐานข้อมูลแบบโอเพนซอร์ส) ไปอีกด้วย
นี่จึงเป็นการสร้างฐานที่มั่นของออราเคิล เพื่อเตรียมยึดหัวหาดธุรกิจที่เรียกว่า Data center ที่สำนักวิจัย IDC คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1 แสนล้านเหรียญต่อปี ที่สำคัญดีลนี้จะผลักให้ออราเคิลกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของไอบีเอ็มมากขึ้น
วงการไอทีคาดว่า next move ของไอบีเอ็มที่จะตอบโต้กรณีนี้คือ การเทคโอเวอร์ SAP, ก่อนหน้านี้ไอบีเอ็มเคยเทคโอเวอร์บริษัทฐานข้อมูลอย่างอินฟอร์มิกซ์มาแล้ว
