Practical Report เอกลักษณ์เฉพาะตัว การลอกเลียนแบบ และสังคมไทย

อธิป จิตตฤกษ์

“เอกลักษณ์เฉพาะตัว” (originality) เป็นแนวคิดที่มากับสังคมสมัยใหม่ สำหรับคนปัจจุบันที่คุ้นเคยกับมันก็ยากจะจินตนาการโลกที่ปราศจากมัน อย่างไรก็ดีก่อนที่มันจะเกิดมาในยุโรปราวศตวรรษที่ 19 หรือที่ไหนในโลก มโนทัศน์นี้ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องดำรงอยู่

เป็นเรื่องปกติที่งาน “สร้างสรรค์” ทางศิลปวัฒนธรรมทั้งหมดก่อนภาวะสมัยใหม่น่าจะกล่าวได้ว่าเป็น “การเลียนแบบ” ธรรมชาติ หรือไม่ก็เป็นเรื่องของการดลใจของอำนาจเหนือธรรมชาติ งานพวกนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มี “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ของผู้สร้าง ดังนั้นการครอบครองเป็นเจ้าของในระดับ “ความคิด” ที่อยู่เบื้องหลังงานเหล่านั้นถึงเป็นไปไม่ได้ การเป็นเจ้าของมันเป็นไปได้แค่วัตถุสิ่งของที่นักสร้างศิลปวัฒนธรรมผลิตขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น หม้อ ไห เสื้อผ้า ต้นฉบับงานเขียน โน้ตเพลงในกระดาษ รูปวาดบนผืนผ้า ไปจนถึงประติมากรรมต่างๆ

เอกลักษณ์ไทยแบบการ์ตูน

เอกลักษณ์ไทยแบบการ์ตูน

ความเป็นเจ้าของงานศิลปวัฒนธรรมในสังคมก่อนสมัยใหม่สอดรับกับความหมายเดิมของ Originality ที่หมายถึง “การมีต้นกำเนิด” ของงานทางศิลปวัฒนธรรมตามรากศัพท์ของ Originality ที่มาจากคำว่า Origin หรือจุดกำเนิด กล่าวคือ สังคมสมัยเก่ายอมรับการเป็นเจ้าของวัตถุสิ่งของทางศิลปวัฒนธรรมของผู้ผลิตที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา แต่ไม่ได้ยอมรับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของ “ความคิด” ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น นักเขียนต้นฉบับบทประพันธ์อันเลิศล้ำไม่ได้มีความเป็นเจ้าของงานเขียนของเขาอย่างแตกต่างไปจากช่างฝีมือที่เป็นเจ้าของหม้อที่เขาทำมาขาย

อย่างไรก็ดีความหมายของ Originality ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ในช่วงราวๆ ศตวรรษที่ 18 และ 19 อย่างช้าๆ เมื่อนักสร้างศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ต้องหาเลี้ยงชีพโดยไร้เจ้าศักดินาอุปถัมป์และต้องผลิตศิลปวัฒนธรรมภายใต้ระบบทุนนิยม ในแง่นี้ เราจะเห็นว่า “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” เป็นแนวคิดที่เกิดจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เฉพาะในราวศตวรรษที่ 19 ที่นักสร้างศิลปวัฒนธรรมไม่สามารถดูดซับมูลค่าส่วนเกินทางสังคมมาจากระบบศักดินาที่ล่มไปได้

แต่ก็ไม่ใช่นักสร้างสรรค์ทั้งหมดจะตะเกียกตะกายไปสู่ “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ไปพร้อมๆ กัน “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” คือสิ่งจำเป็นทางเศรษฐกิจสำหรับนักสร้างสรรค์บางแบบที่สามารถจะหาผลประโยชน์ได้จากมันเท่านั้น และนักสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมสองอย่างที่ดิ้นรนที่จะมี “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ก็คือนักดนตรีและนักเขียน

ในช่วงนี้แทนที่นักดนตรีจะมีเจ้าศักดินาคอยเลี้ยงสบายๆ และใช้เวลาว่างผลิตบทประพันธ์งานที่เป็นงานคลาสสิคในเวลาร้อยปีให้หลัง เขาต้องตกระกำลำบากมาเป็นนักดนตรีรับจ้างในระบบตลาดที่เล่นดนตรีให้ความบันเทิงของชนชั้นกลางที่ซื้อบัตรคอนเสิร์ตมาดูดนตรีอันเคยเป็นดนตรีในรั้วที่มีแต่ในวังของเจ้าศักดินา เขาต้องมาเป็นครูสอนดนตรีให้ลูกหลานชนชั้นกลางที่ทยอยส่งลูกหลานไปเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีศักดินาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ดนตรีพวกนี้ถูกเรียกว่าดนตรี Classic พร้อมๆ กับที่คำว่า Classic มันมีรากมาจากคำว่า Class กล่าวคือมันเป็นดนตรีของ “ชนชั้น” สูงศักดินาเก่า ที่ชนชั้นกลางใหม่พยายามจะเข้าถึง

เมื่อ “นักดนตรีก็ต้องกินข้าว” และต้องหาข้าวกินเองจากกิจกรรมทางดนตรี เขาก็ต้องหาทางสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางความคิดของเขาอย่างบทพระพันธ์ทางดนตรีที่สุด นักดนตรีจำต้องหาความชอบธรรมให้กับการเป็นเจ้าของบทประพันธ์ทางดนตรีอันเป็นนามธรรมของเขา เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิเหนืองานเขาเพิ่มขึ้น เขาจึงค่อยๆน้อมรับแนวคิด “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” จากโลกของนักเขียนที่กำลังเริ่มปกป้องกรรมสิทธิ์ทางความคิดของงานเขียนตัวเองอย่างแข็งขันเช่นกันในศตวรรษที่ 19 เพราะพวกนักเขียนก็ “ต้องกินต้องใช้” ไม่มีใครคอยเลี้ยงดูเหมือนยุคศักดินารุ่งเรือง นักเขียนในทศวรรษที่ 19 ไม่ต้องการจะขายขาดต้นฉบับให้สำนักพิมพ์แบบนักเขียนยุคก่อน (1)

เขาต้องการความเป็นเจ้าของงานเขียนอันเป็นนามธรรมที่จะทำให้เขาหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการขายต้นฉบับขาดในคราเดียว ไม่ได้ต่างจากที่นักประพันธ์เพลงไม่ต้องการขาดต้นฉบับโน๊ตเพลงไปในคราเดียว และในที่สุดศตวรรษพวกเขาก็มี ลิขสิทธิ์ หรือ “สิทธิในการทำสำเนา” (อันเป็นความหมายตรงตัวของคำว่า Copyright) เหนืองานของพวกเขา ซึ่งก็ไม่แปลกเช่นกันที่คำนี้ปรากฏมาในดิกชันนารีเป็นครั้งแรกในราวกลางศตวรรษที่ 19 ลิขสิทธิ์เป็นรากฐานให้พวกเขาได้รายได้จากการทำสำเนาของงานพวกเขาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมันก็ขยายมาเป็น “สิทธิในการดัดแปลง” และ “สิทธิในการแสดงในที่สาธารณะ” ในศตวรรษนี้เองในเวลาต่อมา

ในศตวรรษที่ 19 นักเขียนและนักแต่งเพลงเป็นหัวหอกสำคัญที่ทำให้เกิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแบบสมัยใหม่ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าแนวคิด “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” เป็นเงื่อนไขทางมโนทัศน์ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปได้ คนในสังคมต้องมีสำนึกก่อนว่างานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ที่แยกขาดจากจารีตหรือสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกมันได้ในบางระดับ เพราะถ้างานไม่มีเอกลักษณ์ มันก็ไม่ควรค่าแก่การคุ้มครอง และการคุ้มครองนี้ก็เกี่ยวโยงกับความกินดีอยู่ดีของบรรดานักสร้างสรรค์โดยตรงดังที่ได้กล่าวมา

ยากที่จะฟันธงว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะทำให้แนวคิด “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” เกิดในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 มันดูจะเป็นด้านหนึ่งของภาวะสมัยใหม่ที่ผูกโยงกันภาวะสมัยใหม่ในด้านอื่นๆ ถ้าระบบศักดินาไม่ล่มเหล่าศิลปินก็คงไม่ต้องการรายได้เพิ่ม ถ้าทุนนิยมและชนชั้นกลางไม่ขยายตัว พวกเขาก็คงจะหากินกับตลาดไม่ได้ และถ้าสังคมไม่เชื่อในความเป็นปัจเจกบุคคลที่แยกขาดออกจากชุมชนได้ พวกเขาก็คงจะอ้าง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พูดได้เช่นกันว่าถ้าคนไม่เชื่อว่าความคิดของคนมี “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ปัจเจกก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าปัจเจกเป็นไปไม่ได้ ความคิดแบบชนชั้นกลางก็คงไม่ขยายตัว ถ้าความคิดแบบชนชั้นกลางไม่ขยายตัวทุนนิยมก็คงไม่ขยายตัว ถ้าทุนนิยมไม่ขยายตัว ศักดินาก็คงไม่ล่มสลาย ฯลฯ

สุดท้ายมันก็จะกลับมาอธิบายจุดเริ่มต้นว่าถ้าศักดินาไม่ล่มสลายเราก็คงจะไม่เห็นแนวคิด “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการยากที่จะกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้อะไรเป็นสาเหตุของอะไร เพราะมันส่งผลย้อนกันไปมาตลอดเวลา และทั้งหมดก็เป็นด้านต่างๆ ของภาวะสมัยใหม่ที่ดำเนินไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ถ้าทุนนิยมเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของภาวะสมัยใหม่ ประชาธิปไตยเป็นรากฐานทางการเมืองของภาวะสมัยใหม่ ปัจเจกบุคคลเป็นรากฐานทางสังคมของภาวะสมัยใหม่แล้ว เอกลักษณ์เฉพาะตัวก็เป็นรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมของสังคมสมัยใหม่

การมีที่มาที่ไปและการผูกโยงกับภาวะสมัยใหม่ของ “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” และ “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นลักษณะเฉพาะของสังคมยุโรป การขาดองค์ประกอบอันหนึ่งอันใดของภาวะสมัยใหม่ไปจะทำให้แนวคิดเหล่านี้ไม่เป็นระบบและพิกลพิการ ทำให้เป็นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเพียงสิ่งที่บังเกิดจากความบังเอิญทางการค้าที่ไร้รากฐานทางความคิดในสังคมอันสร้างความอิหลักอิเหล่ากับค่านิยมดั้งเดิมของสังคม และสังคมไทยก็เป็นตัวอย่างอันดีของความอิหลักอิเหลื่อนี้

ภาพสะท้อนเอกลักษณ์ไทยในระดับโลก - ภาพจาก google

ภาพสะท้อนเอกลักษณ์ไทยในเว็บ google.co.th - ภาพจาก google

แต่โบราณนานมา สังคมไทยไม่เคยเชิดชู “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ลักษณะทางวัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานแบบมุขปาฐะที่เข้มแข็ง ก็ไม่ได้แตกต่างจากวัฒนธรรมมุขปาฐะที่อื่นๆ ที่ให้คุณค่ากับการดัดแปลงสิ่งที่เป็นจารีตร่วม หรือ “บ่อของจารีต” (pool of tradition) มากกว่าที่จะมองว่างานสร้างสรรค์ที่ดีหนึ่งๆ จะต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากทุกสิ่งที่มาก่อนมัน การเชิดชูทักษะการ “ด้นสด” (ซึ่งเทียบเคียงได้กับคำว่า Improvise ในภาษาอังกฤษ) ของพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้านเป็นตัวอย่างที่ดี

อย่างไรก็ดี แม้แต่นวนิยายยุคแรกของไทยแนวทางการหยิบฉวยนำนวนิยายตะวันตกมาทำให้เป็นไทยก็เป็นเรื่องปกติ งานแปลที่ผู้แปลถือว่าตนเป็นผู้เขียนมันขึ้นใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลกพิสดารอะไรในอดีต และถ้าเราไม่หลงลืมเกินไปนักสิ่งเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันในหลายอาณาบริเวณของศิลปวัฒนธรรม

การลอกเลียน หยิบฉวย และดัดแปลงดูจะเป็นวัฒนธรรมการผลิตศิลปวัฒนธรรมไทยที่เป็นมาตลอดแต่ไร้ผู้เชิดชู ไม่ได้แตกต่างไปจากการละเล่นที่สุดแสนจะ “ไทย” อย่างการละเล่น “จิ๋มเป่าลูกดอก” ตามย่านท่องเที่ยวยามราตรีที่แทบจะไม่มีฝ่ายใดยอมนับว่าเป็นวัฒนธรรมไทยแม้ว่ามันจะได้รับการกล่าวขวัญกันว่าเป็นสิ่งที่แทบจะพบได้ในไทยที่เดียวในโลกก็ตามที ในทางกลับกันสังคมไทยก็กลับยอมรับแนวคิดเรื่อง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” และ “ทรัพย์สินทางปัญญา” จากสังคมยุโรป และการที่มันโผล่โพล่งเข้ามาในไทยมันก็พิลึกพิลั่นไปไม่ต่างจากของนำเข้าอื่นๆ ไมว่าจะเป็น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือทุนนิยมแบบไทยๆ

ชนชั้นกลางแบบไทยๆ ขานรับ “ทรัพย์สินทางปัญญา” มากในช่วงหลังปี 2000 ที่มีการรณรงค์หนาหูขึ้นในสื่อ ตามการรณรงค์ของอุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในโลก แน่นอนว่าการรณรงค์นี้ เป็นการรณรงค์เพื่อต่อต้านการทำสำเนาเถื่อน (piracy) หรือที่เรียกกันแบบไทยๆ ว่า “เทปผีซีดีเถื่อน” (แม้ว่ากว่าคำนี้จะโผล่มาซีดีเพลงก็กำลังมุ่งสู่หนทางของการเป็นวัตถุโบราณก็ตามที) แต่ผลที่เกิดขึ้นแบบไม่น่าตั้งใจนักของอุตสาหกรรมดนตรี (ให้ตรงกว่านั้นคืออุตสาหกรรมบันทึกเสียง

อย่างไรก็ดีในไทยอุตสาหกรรมดนตรี “กระแสหลัก” ก็ค่อนข้างจะมีลักษณะรวมศูนย์และครบวงจร) ก็คือการทำให้คนเริ่มมีสำนึกมากขึ้นถึง “ทรัพย์สินทางปัญญา” แต่ก็ไม่ใช่ในแบบที่ทางอุตสาหกรรมต้องการ ทางอุตสาหกรรมดูจะต้องการชนชั้นกลางผู้บริโภคที่มีสำนึกไม่บริโภคของละเมิดลิขสิทธิ์ แต่สิ่งที่มันได้สร้างขึ้นอย่างไม่ตั้งใจก็คือชนชั้นกลางผู้บริโภคจำนวนมากที่มุ่งจับผิดการลอกเลียนแบบดนตรีตะวันตกโดย “ศิลปิน” ไทยรายต่างๆ แทน

มีการกลับไปเช็คบิล “ศิลปิน” ไทยที่ทำการลอกเลียนแบบงานของตะวันตกมาในอดีตมากมาย อย่างไรก็ดี ความพิลึกพิลิ่นของการตรวจจับการลอกเลียนแบบในสังคมไทยก็คือ สังคมไทยไม่มีหลักการในการแยกแยะ “การได้รับอิทธิพล” และ “การลอกเลียนแบบ” ออกจากกัน การชี้ผิดถูกการลอกเลียนแบบหนึ่งๆ ในสังคมชนชั้นกลางเป็นไปอย่างพวกมากลากไป (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากเรื่องอื่นๆ ในสังคมชนชั้นกลางเท่าไร) และในทางตรงข้ามฝ่ายที่แย้งอธิบายว่ามันเป็น “การได้รับอิทธิพล” ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปของอิทธิพลที่ว่ามาได้

แน่นอนว่าลักษณะการยืนยันหัวชนฝาในสิ่งที่ตนก็อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้เป็นสิ่งที่เห็นได้ปกติในสังคมชนชั้นกลางไทยที่ยังมีลักษณะทางวัฒนธรรมเป็นอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสังเกตคือ การพูดถึง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่าการลอกเลียนแบบมาก กล่าวในแบบง่ายๆ คือชนชั้นกลางไทยสามารถจะบรรยายได้ว่าเป็นคุ้งเป็นแควว่า “ศิลปิน” ไทยคนไทยไปลอกงานใครมา แต่กลับไม่สามารถบรรยายได้ในระดับเดียวกันว่างานชิ้นที่มีเอกลักษณ์นั้นมีเอกลักษณ์อย่างไร ไปจนถึงไม่ต้งข้อสงสัยว่า “ศิลปิน” ตะวันตกผู้ถูกลอกงานมามีเอกลักษณ์จริงหรือไม่? แท้จริงแล้วเขาไปลอกเลียนใครมาอีกทีหรือไม่?

กล่าวคือสังคมไทยดูจะอ่อนไหวกับการไร้ซึ่ง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ของงานทางศิลปวัฒนธรรม แต่กลับไม่ค่อยมีความสามารถในการกล่าวถึงภาวะที่งานมี “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” นี่ทำให้เกิดข้อกังขาว่าสังคมไทยมีมโนทัศน์นี้หรือไม่ด้วยซ้ำ

หากจะมองย้อนไปที่จุดเริ่มต้น “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างเป็นระบบในโลกที่เป็นสภาวะสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี ในสังคมที่ยังไม่หลุดจากจารีตอย่างสังคมไทย “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ดูจะเป็นสิ่งที่มีความอิหลักอิเหลื่อมากๆ ในทรรศนะของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือทุนนิยมแบบไทยๆ อันพิลึกพิลั่นก็ยังไม่ใช่มูลเหตุสำคัญอันทำให้ชาวไทยแทบจะไม่สามารถคิดถึง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ได้ (แต่แน่นอนว่าส่งผลทางอ้อม) มูลเหตุหลักในสายตาของผู้เขียนคือ การที่ “สังคมไทยไม่เคยมีปัจเจกชน” หากจะกล่าวให้เกินจริงเพื่อให้เห็นภาพ

การให้น้ำหนักแก่ชุมชนและสังคมมากกว่าปัจเจกเป็นลักษณะของสังคมตะวันออกจำนวนไม่น้อยและสังคมไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น สังคมแบบนี้ไม่มีรากฐานความคิดที่จะให้คุณค่ากับการสร้างสรรค์ของปัจเจกในฐานะสิ่งที่ดีงามในตัวมันเอง ไม่ส่งเสริมให้คนเกิดความแตกต่าง น้ำหนักของสิทธิของชุมชนหรือสังคม (ซึ่งในหลายๆ ครั้งคืออะไรไม่รู้) มีน้ำหนักมากกว่าสิทธิของปัจเจกเสมอ การอ้างจารีตและพวกพ้องมีน้ำหนักมากกว่าการอ้างเหตุผล ฯลฯ

สังคมที่ความเป็นปัจเจกชนถูกทำให้ต่ำต้อยด้อยค่าเช่นนี้ จะคิดถึง “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” อันเป็นคุณค่าแบบปัจเจกได้อย่างไร? ไม่น่าแปลกอะไรที่ “เอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไทยๆ” จะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันพิลึกพิลั่น ที่แกว่งไปมาระหว่างความผิดบาปของการลอกเลียนแบบต่างชาติ กับความผิดบาปในไม่การลอกเลียนแบบอะไรที่เป็น “ไทยๆ” อันไม่นอกลู่นอกทาง นี่คือสังคมที่ที่ไม่ต้องการอะไรใหม่จนเกินไป หรือกระทั่งไม่ต้องการอะไรใหม่

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้สังคมสูญพันธุ์อะไรโดยตัวมันเองเพราะ มนุษย์ในยุคโบราณก็อยู่ได้โดยไม่ต้องมีอะไรใหม่เป็นร้อยพันหมื่นปี ปัญหาของสังคมแบบนี้ก็คือมันจะอยู่อย่างไรในกระแสการไหลบ่าของสิ่งใหม่ๆ ได้ในภาวะสมัยใหม่ของโลกที่ความเก่าเป็นเรื่องผิดบาป

ทั้งนี้การคัดกรองสภาวะสมัยใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะความใหม่ของสภาวะสมัยใหม่มันก็เหมือนไวรัสซอมบี้ที่แพร่กระจายไปในหมู่ผู้คนที่ติดมันอย่างหยุดยั้งไม่ได้นอกจากจะกุดหัวพาหะเสีย ความใหม่และเสรีภาพนานับประการของภาวะสมัยใหม่เป็นเหมือนสิ่งเสพติด ที่สถานบำบัดอนุรักษ์นิยมที่ไหนก็เอาไม่อยู่มันจึงแปรรูปเป็นสถานกักกันแทน แต่การคุมกำเนิดภาวะสมัยใหม่นี้ก็ไม่มีทางสมบูรณ์ไม่ว่าที่ไหนๆ และสังคมไทยก็คงจะต้องรับมือกับพาหะแห่งเสรีภาพสืบไปถ้าผู้ปกป้องความเป็นไทยไม่เสพติดสภาวะสมัยใหม่ไปเสียหมด

(1)อย่างไรก็ดีหากจะลองมองในรายละเอียดแล้ว การดิ้นรนของนักเขียนให้พ้นอิทธิพลศักดินาไปพร้อมๆ กับการหันมาพึ่งตลาดแทนก็เป็นการดิ้นรนสู่ภาวะสมัยใหม่ของนักเขียนที่ปฏิเสธการอุปถัมภ์ของศักดินาและหันมาพึ่งตลาดในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 เช่นกัน แม้ว่านั่นจะมาสู่ความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังกับตลาดของนักเขียน (ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจาก “ศิลปิน” ในแขนงอื่น) ก็ตาม