อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปรากฏตัวขึ้นภายหลังเก็บตัวเงียบเชียบนานนับเดือน ทักษิณฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า “ถ้าพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้า ผมจะรับบทบาทหลักในด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ”
เป้าหมายของ ทักษิณฯ คือ
การลดอัตราภาษีนิติบุคคล การนิรโทษกรรมสำหรับทุกคนที่ต้องโทษจากประเด็นทางการเมืองตั้งแต่สมัยรัฐประหารในกรุงเทพฯ หลังเขาหลุดจากอำนาจที่ผ่านมา
“ความขัดแย้งครั้งนี้ดำเนินมา 5 ปีแล้ว ประชาชนหลายคนต้องได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ” อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์และเผยแพร่โดย Wall Street Journal จากดูไบ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2011
“เราควรจะเริ่มต้นอีกครั้งเพื่อช่วยให้ประเทศเกิดความเจริญรุ่งเรือง”
ทักษิณฯ เริ่มเก็บตัวเงียบตั้งแต่เกิดเหตุปะทะอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของภาครัฐเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา
Wall Street Journal ระบุว่า กลุ่มผู้ต่อต้านได้สวมเสื้อแดงและประท้วงเพื่อสนับสนุนทักษิณฯ โดยการเรียกร้องของเขาจากต่างประเทศ ภายหลังศาลตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ประชาชนเสียชีวิตราว 91 ราย จากเหตุปะทะระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับผู้ประท้วง
ทักษิณฯ และแกนนำกลุ่มเสื้อแดงปฏิเสธการจับกุมข้อหา การก่อการร้ายท่ามกลางการรายงานข่าวที่แพร่สะพรัดไปทั่วว่า เขาเป็นผู้ทำให้เกิดแรงยั่วยุ ปลุกปั่น ก่อให้เกิดเหตุไม่สงบ
ทักษิณฯ กล่าวว่า เขาเห็นกระแสคลื่นความไม่สงบที่เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เขาได้เข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองไทย ด้วยการส่งสัญญาณให้แก่พรรคฝ่ายค้าน ให้เตรียมตัวหาเสียง
นอกจากนี้ ทักษิณฯ ยังกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เป็นเรื่องทางการเมือง เป็นสิ่งที่ทหารสร้างข้อกล่าวหาให้เขา
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า เขามีแผนที่จะยุบสภาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม (ดูรายละเอียดการประกาศเตรียมยุบสภา ที่นี่)
Wall Street Journal รายงานว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะ อาจนำไปสู่การผลักดันให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ทักษิณฯเพื่อให้สามารถกลับสู่เมืองไทยได้ โดยการเริ่มหยั่งเสียงด้วยการกล่าวว่า พรรคนี้จะนำอดีตนายกฯ กลับบ้าน แม้ว่าเขาอาจจะไม่กลับ แต่การให้ความเห็นของทักษิณฯ ครั้งล่าสุด ก็ชี้ให้เห็นว่าเขามีแผนที่จะแผ่อิทธิพลของเขาออกมาจากต่างประเทศ
“ประชาธิปไตยในไทยมาถึงทางแยกแล้ว” เขากล่าว “สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้บอกคุณแล้วว่า ทั้งหมดทั้งมวลบนโลกใบนี้ ประชาชนคือความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เพราะอิทธิพลที่พวกเขาได้เห็นจากโลกภายนอกประเทศของพวกเขา และผลกระทบที่มาจากอินเตอร์เน็ตและสังคมออนไลน์”
ท่ามกลางมาตรการที่เขากำหนดไว้ในใจ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะคือ การลดอัตราภาษีนิติบุคคล ราว 30% ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีที่สูงกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ที่มีอัตรภาษี 25% จากกำไร ขณะที่สิงคโปร์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 17%
ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะศึกษาความเป็นไปได้ในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 18-19% หากไม่กระทบกับงบประมาณในระยะยาว
ทักษิณฯ กล่าวว่า เขามีความกระตือรือร้นที่จะสนับสนุนให้กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีการส่งออกมากขึ้น เขาเห็นว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้ค่าเงินบาทสูงขึ้นเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมส่งออกในไทย
(การทำให้ค่าเงินบาทสูงขึ้น จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่เน้นการใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจาก เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น สินค้าที่เป็นวัตถุดิบนำเข้าจะมีราคาถูกลง ดังนั้น เมื่อต้นทุนวัตถุดิบมีราคาต่ำ จะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าในตลาดโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เน้นการผลิตจากวัตถุดิบต่างประเทศ อาทิ สินค้าอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ ฯลฯ)
อย่างไรก็ตาม โฆษกรัฐบาล ปณิธาน วัฒนายากร กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า “ขณะที่ท่านทักษิณฯ กำลังพูดถึงประชาธิปไตยอยู่นั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็กำลังปูทางไปสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้”
เขากล่าวว่า “ท่านอภิสิทธิ์ฯ กำลังดูความเป็นไปได้ในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมแต่เราไม่ใช่สถาบันที่จะสามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ เช่น บางกรณีที่ศาลได้ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงเรื่องก่อการร้าย หรือแม้กระทั่งเรื่องที่พิพากษาไปแล้วว่าคุณทักษิณฯ คอร์รัปชั่นในปี 2008 ที่ผ่านมา”
ทักษิณฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองของไทยที่ผ่านมา อีกทั้งประเด็นที่เขากังวลคือเรื่องกองทัพและอำนาจของเหล่าอำมาตย์ (ดูรายละเอียดการเตรียมทุ่มงบจัดซื้ออาวุธของกองทัพที่สื่อนอกแฉ)
ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เขาเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” ที่พยายามจะหน่วงเหนี่ยว ยับยั้ง ทำให้การเลือกตั้งมีสภาวะชะงักงัน หรือห้ามปรามไม่ให้พรรคเล็กเข้ามาฟอร์มทีมกับพรรคเพื่อไทยในการเป็นรัฐบาลผสม
ทักษิณฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่มีผู้แข่งขันอยู่เบื้องหลัง ประเทศอาจประสบความล้มเหลวได้หากต้องมาทำระบบการเมืองใหม่ ซึ่งดูได้จาก วัฒนธรรมในการเซ็นเซอร์สื่อไทยบางราย
“เราต้องการความสร้างสรรค์มากกว่านี้ แต่ถ้าเสรีภาพในการพูดไม่มี เสรีภาพในการเข้าถึงความรู้ของประชาชนไม่มี แล้วเราจะสร้างสรรค์กันได้อย่างไร ?”
“นั่นคือสิ่งที่ผมกังวล จริงๆ”




