Practical Report Outliers : “คนจน” ก็รวยได้ ?

Outliers คือ สุดยอดหนังสือ How to ที่ช่วยเปิดโปงให้เห็นว่า เหตุใดคนที่ฉลาดเฉียบแหลมที่สุด จึงยังไม่ใช่ผู้ชนะตัวจริงของทุกสมรภูมิการแข่งขัน และหากชัยชนะเป็นสิ่งหอมหวานยั่วยวนสำหรับคุณ ก็ต้องรู้จักเปิดหูเปิดตาเพื่อค้นหา “ปัจจัยซ่อนเร้น” ที่บางครั้งก็ธรรมดาสามัญมากๆ จนทุกคนมองข้ามไป และเมื่อสามารถเข้าไปยึดกุมปัจจัยทั้งหลายได้แล้วเทพีแห่งโชคย่อมยืนอยู่เคียงข้างคุณ

Malcolm Gladwell ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ อัจฉริยะในการเล่าเรื่อง ที่ร้อยปียากพบพาน แต่น่าเสียดายที่ผู้เขียนเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึง ปัจจัยมากมายที่มีผลต่อความสำเร็จ โดยไม่ได้บอกกล่าวถึงวิธีการในการครอบครองปัจจัยเหล่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้น ผู้เขียนยังมักจะโยนความผิดให้กับโชคชะตาที่ดลบันดาลให้คนบางคนได้รับปัจจัยเหล่านั้นมาโดยบังเอิญ

Outliers จึงเป็นเสมือนสุดยอดคัมภีร์แห่งความสำเร็จเพียงครึ่งเล่ม ซึ่งเมื่ออ่านจบลงแล้ว บางคนอาจจะยิ่งท้อแท้หนักกว่าเดิม เพราะหลงเชื่อว่าปัจจัยชี้ขาดถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้กับคนพิเศษเพียงบางคนเท่านั้น

เพื่อไม่ให้นิทานเรื่องนี้จบลงอย่างเศร้าสร้อยเกินไป จึงอยากนำเสนอ “Outliers ฉบับแฮปปี้เอนดิ้ง” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้มองเห็นว่า ความสำเร็จทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นได้ หากรู้จักวางกลยุทธ์

1. คัดเลือก “สนามรบ” เพื่อฝึกฝนให้ครบ 10000 ชั่วโมง

Outliers ได้เผยให้เห็นว่า นักกีฬาและนักดนตรีที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าอาศัยพรสวรรค์เป็นใบเบิกทางนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากโอกาสทั้งโดยบังเอิญและจงใจที่เอื้อให้พวกเขาได้รับสิทธิพิเศษในการฝึกฝนจนครบ 10000 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

แต่หากเราเกิดในช่วงปลายปีซึ่งทำให้เสียเปรียบในการคัดเลือกตัวนักกีฬา และยังไม่มีโอกาสในการฝึกซ้อมดนตรีร่วมกันวันละ 8 ชั่วโมงในเมือง ฮัมบูรก์เหมือนวงดนตรี The Beatles เราควรจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียเปรียบเช่นนี้ ?

โชคดี ! ที่ฟ้าประทานโลกาภิวัตน์ทำให้คนธรรมดามีทางเลือกในการแข่งขันได้มากมายเช่นนี้ คนที่เสียเปรียบในสนามแข่งขันอันหนึ่ง จึงสามารถเลือก “สนามอื่น” เพื่อฝึกฝนตนเองให้ครบ 10000 ชั่วโมง

กีฬาบางประเภทต้องเล่นเป็นทีม ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาการคัดตัวของโรงเรียน เพื่อสร้างโอกาสในการฝึกฝนลับคมฝีมือ แต่ก็ยังมีกีฬาอีกมากมายที่สามารถฝึกฝนโดยใช้ความขยันหมั่นเพียรส่วนบุคคล เพื่อแซงหน้าเข้าสู่ทีมชาติในอนาคตได้

หากไม่มีโอกาสที่เอื้ออำนวยให้ฝึกซ้อมวงดนตรีอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือน The Beatles แต่ยุคสมัยนี้ก็สามารถฝึกฝนเพียงลำพังเพื่อให้ครบ 10000 ชั่วโมง เพื่อเป็นศิลปินเดี่ยวได้ไม่ยากนัก

แน่นอนว่า Bill Gates คือ ผู้โชคดีที่ได้เกิดในช่วงปี 1952-1958 ทำให้เหมาะสมในการบุกเบิกตลาดคอมพิวเตอร์ซึ่งจะเติบโตยิ่งใหญ่ในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เกิดในช่วงเวลาที่ไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ จะไม่สามารถร่ำรวยมหาศาลได้โดยการสร้างตัวจากอุตสาหกรรมประเภทอื่นที่ตนเองมีความถนัดมากกว่า

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การมองหางานที่รักเพื่อให้สามารถจดจ่อตัวเองในการฝึกฝนฝีมือจนครบ 10000 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากตัวเราไม่มีความหลงใหลอย่างเพียงพอ

ตัวเลข 10000 ชั่วโมง ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งว่า มนุษย์มีความจำกัดที่จะเชี่ยวชาญได้เพียงไม่กี่เรื่อง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจที่จะเติบโตในอาชีพใด ก็ควรที่จะคำนวณทางหนีทีไล่ให้ดีเสียก่อน หากค้นพบว่า ยังขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม ก็ควรจะถอนตัวออกมาจากกิจกรรมนั้น เพื่อรักษาเวลา สำหรับฝึกฝน 10000 ชั่วโมงที่ตัวเราสามารถเป็นเจ้าสนามได้อย่างแท้จริง

2. สร้างประโยชน์จาก “เครือข่ายรอบตัว”

Chris Langan มีไอคิว 195 ซึ่งเหนือกว่าไอนสไตน์ที่มีไอคิว 150 แต่คนทั้งโลกกลับรู้จักและยกย่องความอัจฉริยะของไอนสไตน์ ในขณะที่แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อของ Chris Langan หากเขาไม่ได้คัดเลือกมาเล่นเกมโชว์ที่โด่งดังของอเมริกา

Chris Langan โชคร้าย ! ที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมแห่งความยากไร้และขาดแคลน เขาจึงไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนศิลปะการเล่าเรื่อง (Story Telling) ที่ทำให้ Oppenheimer นักฟิสิกส์อัจฉริยะรุ่นเดียวกับไอนสไตน์ รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากโรงเรียน และสามารถใช้วาทศิลป์ในการโน้มน้าวให้ผู้มีอิทธิพลในโครงการสร้างระเบิดปรมาณูแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าโครงการ ทั้งๆที่อาจจะมีนักฟิสิกส์คนอื่นที่เหมาะสมกว่าก็ตาม

“ไอคิว 150 ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแล้ว” ที่เหลือล้วนแต่เป็นทักษะประเภทอื่น เช่น ศิลปะการเล่าเรื่อง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยตัดสินที่โน้มน้าวใจให้เครือข่ายรอบตัวสนับสนุนทรัพยากรให้ตัวเราใช้เป็นทุนรอนในการสร้างฝันให้เป็นจริง

หากว่า Chris Langan ได้รับรู้สัจธรรมที่ล้ำลึกนี้ ตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตนักศึกษา โลกใบนี้ก็อาจมีไอนสไตน์คนที่ 2 ก็เป็นได้

Bill Gates ไม่ใช่ยอดฝีมืออันดับ 1 ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เขามี “ทักษะอื่นๆ” ที่จำเป็นในการสร้างไมโครซอฟต์ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังทำให้เขาเป็นเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันหลายปี

ไมโครซอฟต์ไม่ได้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำเงินที่สุดในโลก

ไทเกอร์ วูดส์ ในสมัยที่ยังไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลก ก็ยังสามารถทำเงินได้มากกว่าคนที่มีอันดับสูงกว่า เนื่องเพราะวงสวิง ที่สวยงามของไทเกอร์วูดส์ถูกใจผู้ชมมากกว่านักกอล์ฟอื่นใด

ไมค์ ไทสัน ในยามตกอับก็ยังสามารถได้รับค่าตัวที่สูงกว่าแชมป์โลกบางคน เนื่องเพราะลีลาการชกที่ดุดันและชื่อเสียงในอดีตของเขานั้น ได้ติดตราตรึงใจแฟนมวยมิรู้ลืม

10000 ชั่วโมงแรก ต้องเลือกที่จะทุ่มเทให้ทักษะเฉพาะทาง หากทว่า 10000 ชั่วโมงถัดจากนี้ จะต้องบริหารให้ดีระหว่างทักษะเฉพาะทาง หรือทักษะสนับสนุน เพื่อให้ตัวเราสามารถบรรลุความฝันในสนามแข่งขันที่ได้เลือกเฟ้นมาอย่างดีแล้ว

3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงานเป็นทีม

The Beatles โชคดี ! ที่ได้ไปเล่นดนตรีในเมืองฮัมบูร์ก จึงสามารถฝึกฝนทักษะการเล่นดนตรีร่วมกันจนครบ 10000 ชั่วโมง

แต่เบื้องหลังความสำเร็จในการปลุกปั้น “4 เต่าทอง” จนบรรลุพรสวรรค์ล้ำเลิศในการเล่นดนตรีร่วมกัน คือ ยอดชายเหนือชายที่ชื่อ Brian Epstein ซึ่งรับหน้าที่ผู้จัดการทีม ตั้งแต่ The Beatles ยังเป็นวงดนตรีข้างถนนอยู่ในเมืองลิเวอร์พูล

ภายหลังการเสียชีวิตของ Brian Epstein ในปี 1967 ได้ทำให้ The Beatles เกิดความระส่ำระสายครั้งใหญ่ ทั้งในเชิงการบริหารจัดการเงินและความรู้ด้านธุรกิจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การเป็นพี่เลี้ยงที่เปรียบเสมือนเพื่อนและพ่อของ Brian Epstein ที่คอยเป็นกาวใจประสานให้ 4 หนุ่มแห่งเมืองลิเวอร์พูลสามารถทำงานกันได้อย่างรื่นรมย์

แน่นอนว่า The Beatles ได้ผ่านชั่วโมงบินมาเกิน 10000 ชั่วโมงไปไกลโขแล้ว จึงสามารถใช้ทุนรอนทางดนตรีส่วนตัวในการผลิตผลงานยิ่งใหญ่ไปได้อีกหลายเพลา แต่ถึงที่สุด พรสวรรค์ทางดนตรีของแต่ละคนก็ไม่สามารถที่จะเจิดจ้าถึงที่สุดในฐานะThe Beatles ได้อีกต่อไป จึงต้องอำลาจากกันอย่างขมขื่นในปลายปี 1969

สายการบิน Korean Air ได้ชื่อว่าเป็นสายการบินที่ประสบอุบัติเหตุสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งๆที่ทักษะของนักบินไม่ได้ด้อยกว่าสายการบินอื่นๆเลย

Outliers ได้สรุปให้เห็นอย่างน่าเชื่อว่า “วัฒนธรรมอำนาจ” ได้ขัดขวางการทำงานเป็นทีมของเหล่านักบิน จึงทำให้ความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนไม่สามารถแสดงศักยภาพได้ตามที่ควรจะเป็น

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เช่น การบังคับให้พนักงานทุกคนใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ได้ทำให้ลดช่องว่างในการสื่อสารตามลำดับชั้นตามแบบวัฒนธรรมเกาหลี จึงทำให้ความเชี่ยวชาญของแต่ละคนสามารถทำงานประสานเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัจฉริยภาพที่เกิดจากการฝึกฝน 10000 ชั่วโมง จะไม่สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดได้ หากไม่ละเอียดอ่อนเพียงพอที่จะมองเห็น “สายใยเล็กๆ” ที่เชื่อมร้อย 10000 ชั่วโมงของเรา ให้สั่นพ้องกับ 10000 ชั่วโมงของผู้อื่นในทีมงานเดียวกัน

โชคร้าย ! คือ ทีมงานที่ดีมีจำกัด และบางครั้งเราอาจเป็นนักบินที่ต้องสังเวยชีวิต ก่อนที่ Korean Air จะเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาง่ายๆเช่นนี้ ดังนั้น วิธีที่ฉลาดกว่า คือ การย้ายจาก Korean Air ไปทำงานในสายการบินที่มีสถิติของอุบัติเหตุน้อยกว่านี้

จงใช้ 10000 ชั่วโมงแห่งความชำนาญ ในการเจรจาต่อรองเพื่อพาตัวเองเข้าไปสู่ทีมงานที่มีสายใยเล็กๆ ซึ่งแข็งแกร่งเหนียวแน่นที่สุด

4. จงเป็น Outliers ในสาขาที่ Outliers

โชคร้าย ! ที่ภาษาอังกฤษ ไม่เอื้ออำนวยในการฝึกฝนวิชาคณิตศาสตร์ จึงทำให้คนจีนมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์เหนือล้ำกว่าคนตะวันตก

แต่ความโชคร้ายนี้ ก็ไม่ควรทำให้ใครต้องท้อถอย เพราะจะเห็นว่า การประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ไม่ได้ตัดสินชี้ขาดที่คณิตศาสตร์

แน่นอนว่า Bill Gates ยอดชายที่รวยที่สุดในโลกอาจจะมีทักษะทางคณิตศาสตร์ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้เขารวยที่สุดในโลก คือ การเป็น Outliers ในอุตสาหกรรมไอที ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ Outliers ในการเติบโตและทำเงินที่สุดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ยิ่งกว่านั้น เนื้อหาที่นำเสนอในหนังสือ Outliers ยังถูกโจมตีจากผู้รู้ในหลายสาขาวิชาว่าอาจจะไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด

ดังนั้น คุณูปการของหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องของเนื้อหา แต่อยู่ที่ “วิธีคิด” ในการมองโลกด้วยสายตาที่แตกต่างเพื่อจะค้นหาปัจจัยเล็กๆ ที่ถูกละเลยมองข้ามไป ซึ่งอาจจะกำหนดชะตากรรมความสำเร็จล้มเหลวของชีวิตคุณ

หน้าที่ในการมองหากลยุทธ์เพื่อนำพาชีวิตเข้าสู่การเป็น Outliers ไม่ใช่หน้าที่ของหนังสือ Outliers แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา หากปรารถนาจะลิ้มรสอันหอมหวานในการยกระดับชีวิตธรรมดาที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็น Outliers ที่คนทั้งโลกต้องจับตามองอย่างชื่นชม

  • http://mash.pmtkmitnb.com Addicted to Love

    เจ๋ง!!!

  • http://www.abactoday.com abac

    ชอบๆๆ ขอบคุณคับ

  • Outliers ไม่ไช่หนังสือ ฮาว ทู น่ะครับ
    ส่วน Malcolm Gladwell ก็ไม่ได้จะเขียนเล่มนี้มาให้คนอ่านเรียนรู้วิธีรวย เขาแค่เอาผลวิจัยจากวิธีตั้งคำถามของเขาออกมาเล่าเรื่องเพื่อให้คนอ่านมองโลกในอีกมุมหนึ่งบ้าง มากกว่าแค่แข่งกันฉลาด แข่งกันเก่ง เท่านั้นเอง

  • http://www.palawat.com kan

    คุณสามจุด (…) ผมอาจจะเห็นไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่นะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ Malcolm เสนอมา ไม่ได้ต่างอะไรจากที่เราเคยรู้กันมาแล้วเลย (ชะตาชีวิตคนขึ้นอยู่กับฟ้ากำหนด มากกว่าเราลิขิตชีวิตเอง) ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับแนวคิดส่วนตัวของผม (ที่ประนีประนอมที่สุดของผมคือคนละครึ่ง)

    ผมวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ในวงปิดกับคุณเจริญชัยมากกว่านี้อีกนะครับ (จริงๆ ผมไม่ชอบหนังสือของ Malcolm สักเล่มเลย)

    จริงๆ บทวิจารณ์หนัง The Pianist นี่ ผมตั้งใจให้มันเป็นบทวิพากษ์ของ Outlier นะครับ แต่ไม่รู้ใครจะเข้าใจสิ่งที่ผมตั้งใจเสียดสีแค่ไหน (ฮา)

    หาก “ฟ้าลิขิต” มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราขนาดนั้นแล้วไซร์ เมื่อเกิดเป็นคนยิว ที่อยู่ในโปแลนด์ และมีชีวิตอยู่ในปี 1939 จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โอกาสรอดชีวิตของเรามีแค่ไม่ถึง 10% ถ้าอย่างนั้นก็ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไปเถอะ?

    ตรงข้ามผมกลับรู้สึกว่าการศึกษาชีวิตของ ผู้อยู่รอด 10% ที่เหลือ (หรือนักฮอคกี้ที่เกิดเดือนท้ายๆ) น่าสนใจมากกว่าเยอะ ว่าคนพวกนี้ “มีอะไรดี” ถึงสามารถเอาชนะหรือเบียดพวก Outlier พวกนี้ขึ้นมาได้?

    ที่สำคัญ Malcolm พูดถึงเรื่องพวกนี้แบบ เอาสถิติมาจับแพะชนแกะ โดยไม่มีฐานทฤษฎีรองรับสักเท่าใด ยากที่ผมจะยอมรับได้ครับ (แต่ให้เป็นข้อสังเกตก็น่าสนใจดี)

    หนังสือแนวนี้อย่าง Built to Last ของ Jim Collins หรือที่เขาเขียนเล่มล่าสุดออกมา พูดถึงความล้มเหลวของบริษัทผู้นำ ยังน่าสนใจมากกว่าครับ ที่พยายามทำความเข้าใจกล่องดำ อย่างมีรากฐานงานวิจัยรองรับ.

  • ผมเขียนว่า เขาเล่าเรื่องเพื่อให้คนอ่านมองโลกในอีกมุมหนึ่งบ้าง ครับ

    ไม่ได้แปลว่าเขาเขียนเรื่องที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดบนโลกเคยคิดได้มาก่อนเลย ดังนั้นการที่คุณkan รู้สึกว่าสิ่งที่เขาเขียนไม่ได้ต่างจากที่คุณรู้มาก่อนเลย ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ล่ะครับ เพราะหลายๆคนก็ไม่ได้คิดเหมือนอีกหลายๆคนเช่นกัน โลกเรายังมีที่เหลือให้คนคิดไม่เหมือนกันเยอะครับ

    แต่ในส่วนของรายละเอียด ผมคิดว่าถ้าอ่านงานของคุณ Gladwell เป็นภาษาอังกฤษ ในบริบทของสังคมตะวันตก ผมว่าเขาไม่ได้จะบอกว่าชีวิตเราขึ้นอยู่กับโชคชะตาน่ะครับ แต่เขาทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังปล่อยให้ชะตากำหนดตัวเองอยู่หรือเปล่ามากกว่า เช่นบทของ Chris Langan เขาก็เอาโชคชะตาของ Langan มาอธิบาย ถ้าคนอ่านพอมีความคิดหน่อย ก็จะตั้งคำถามกับตัวเองแหล่ะครับ ว่าจะจมอยู่ในเมืองเล็กๆโดนเพื่อนแกล้งต่อไป หรือเอาตัวเองไปไว้ในเมืองที่ส่งเสริมความสามารถตัวเองดี แต่ถ้าพวกงมงายมาอ่าน ก็อาจจะคิดแค่ว่า โอ้ น่าสงสาร Chris Langan จริงๆเลย ที่เกิดมาฉลาดแต่บ้านไม่สนับสนุน ของแบบนี้ผมว่าประโยชน์มันจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนอ่านเหมือนกันครับ

    แต่เห็นด้วยว่างานของ Malcolm Gladwell ส่วนมาก คือการจับแพะมาชนกะแกะเพื่อให้ได้ผลตามที่เขาอยากจะเขียนเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ไช่เรื่องใหม่ที่จะมีคนคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะก็เคยเห็นมามากมายที่คนรู้สึกแบบนี้ แต่ผมก็ยอมรับว่าผมชอบงานเขียนของเขาใน New Yorker ส่วนมากอยู่ดี เพราะมันเหมือนมีคนมาคอยกระตุ้นตั้งคำถามง่ายๆในสังคมให้คนในเมืองได้คุยกัน ไม่ว่าผลของมันจะมั่วหรือผ่านการการคิดแบบวิทยาศาสตร์หรือไม่ แต่งานเขียนของเขาก็เป็นสิ่งกระตุ้นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของสังคมอยู่ดีครับ อาจเหมือนบทความในเวบนี้มั้งครับ ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นคนมาคิดมาคุยกันอยู่ดี คุณค่ามันคงอยู่ตรงนั้นมากกว่า

    อีกประเด็นคือ ผมว่า Malcolm Gladwell เขาคงไม่ได้เขียนเรื่องนี้คิดมาเพื่อให้คนยอมรับในโชคชะตาหรอกครับ เขาแค่หยิบเอาปัจจัยภายนอกมาชี้ให้คนอ่านเห็นมากกว่า ว่ามันมีผลกระทบมากแค่ไหน เพื่อทำให้คน(ที่อาจจะมีที่มาที่ไปที่คิดไม่เหมือนคุณkan) ตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้น ที่ผมเขียนมาก็ไม่ได้ผ่านทฤษฎีอะไรหรือการวิจัยอะไรน่ะครับ ผมแค่เอานิ้วจิ้มคีย์บอร์ดแล้วก็พิมพ์ลงมาตามที่คิดๆไปเรื่อยครับ

    ผมว่าไอเดียหลักๆของเล่มนี้ก็คือ การเป็นคนเก่งไม่ไช่เรื่องง่าย แต่จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ มันยากกว่านั้นอีก มันต้องอาศัยปัจจัยอื่นอีกเยอะครับ

  • 28 ขีด

    คุณสามจุด (…) ชื่อน่ารักจัง คิดได้ไงเนี่ย คุณกานต์

    ยินดีที่ได้รับฟังความเห็นครับ สร้างความแตกต่าง ทำให้ Creative งอกงามเจริญพันธุ์

    ผมว่าจุดแข็งของ Gladwell คือ Story Telling นำเรื่องธรรมดามาเล่าในมุมที่แปลกใหม่ แถมยังเล่าได้อย่าง “มันส์หยด” อีกด้วย

  • http://bizlil.com erg

    ว้าว ที่นี่คือแหล่งสุมของสุดยอดครีเอทีฟเลยนะเนี่ย เดี๋ยวไปหาหนังสือมาอ่านก่อน

  • JiM

    เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ Nassim Taleb ได้เคยเสนอมาแล้วใน Fooled by Randomness Taleb เปิดเรื่องด้วยคำถามว่า “If you are so rich, why aren’t you so smart?” ผมมองว่า Outliers คล้ายๆกับนำไอเดียของ Taleb มาฉายซ้ำอีกรอบหนึ่งเท่านั้นเอง

    ซึ่งอันที่จริง ความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งมีเมื่อ 10-20 ปีนี้ แต่การต่อสู้ระหว่างแนวคิด Free Will vs Determinism นี้มีมานานเป็นพันปีแล้วครับ

    Free Will ก็คือมนุษย์มีสิทธิที่จะเลือกทางเดินเองได้ มีสิทธิที่จะพยายามเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ (พระเจ้า) ประทานสมองและความสามารถมาให้มนุษย์แต่ละคน แต่ว่าแต่ละคนต้องช่วยตัวเอง ความสำเร็จของแต่ละคนจึงอยู่ที่ความมานะบากบั่น อยู่ที่ Skill ที่ได้รับการฝึกฝน

    Determinism กลับตรงข้าม โดยมองว่าผลทั้งหลายนั้นเกิดแต่เหตุ (ในทางพุธคือกรรม) บิล เกตส์ รวยได้เพราะเหตุบังเอิญเกิดในยุคคอมกำลังจะเฟื่องฟู เพราะเหตุบังเอิญได้สมองอันสูงส่งจากพ่อแม่ เพราะบังเอิญได้เกิดในอเมริกา เพราะบังเอิญได้เจอเพื่อนที่มีความสามารถ เพราะบังเอิญไปอ่านเจอเรื่องคนที่กำลังพัฒนา DOS ฯลฯ และหากเราได้อ่านหนังสือชีวประวัติเศรษฐีแต่ละท่าน ก็จะเห็นได้ว่าแต่ละท่านนั้นอันที่จริงรวยด้วย เหตุ ต่างๆนานาๆกันไป เหตุเช่นได้เกิดมาในบ้านคนจีนซึ่งมีความขยันค้าขาย (คนเราเลือกเกิดไม่ได้) เหตุที่ว่าได้เจอกับ XXX หรือได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับ YYY และมีคน ZZZ แนะนำให้ทำ จึงเกิดเป็นไอเดียธุรกิจ สุดท้ายแล้วปัจจัยทุกประการล้วนมาจากภายนอกที่เราไม่สามารถเลือกได้เลย

    แนวความคิดนี้เรียกอีกอย่างนึงว่า Newtonian Physics โดยมีการอธิบายเทียบกับโต๊ะบิลเลียดว่า ถ้าเราตั้งลูกบิลเลียดไว้ แล้วเขวี้ยงลูกใดลูกหนึ่งไปกระแทกลูกที่เหลือ ถ้าเรารู้มุมกระทบ รู้ความเร็วต้น รู้มวล รู้แรงเสียดทาน รู้ขนาดโต๊ะ ขนาดลูก ฯลฯ เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วลูกบิลเลียดแต่ละลูกจะหยุดตรงไหนก่อนหน้าที่จะเขวี้ยงลูกด้วยซ้ำ ประเด็นก็คือ ในชีวิตจริงเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีปัจจัยอะไรบ้างมากระทบ รู้แต่อย่างเดียวว่าทุกอย่างมันถูก Determined มาแล้ว ดังนั้น Destiny ของมนุษย์จึงถูกกำหนดมาไว้แล้วแต่แรก และเราไม่สามารถ “เลือก” อะไรได้เลย (เรา “เลือก” จะทำอะไรซักอย่าง ก็เกิดจากการตัดสินใจโดยเหตุและปัจจัยที่มากระทบ ซึ่งเหตุและปัจจัยนั้นเราไม่สามารถ “เลือก” ได้เลย)

    ทฤษฎีอนาคตประวัติศาสตร์ของอาซิมอฟ ก็มาจากแนวคิดเช่นนี้นี่เอง

    ด้วยเหตุนี้ ความรวยของบิล เกตส์ จึงเป็นเรื่องแสนธรรมดาใน Statistics เช่นเดียวกับการจับมนุษย์โลก 6 พันล้านคนมายืนเรียงกัน การจะมีบิล เกตส์ที่รวยล้นฟ้าก็ไม่ต่างกับ Outlier การที่มีมนุษย์สูง 2.4 เมตรเหนือมนุษย์ทั่วไป

    ปล. การเอาไอคิวไอน์สไตน์มาเทียบกับ Chris Langan นั้นไม่ค่อยจะถูกต้องนะครับ การที่ Chris Langan ไอคิวสูงกว่า เราสามารถสรุปได้ว่า Chris Langan นั้นเก่งกว่าไอน์สไตน์ในด้าน *การทำข้อสอบวัดไอคิว* แต่ผมเชื่อว่า ไอน์สไตน์เก่งกว่า Chris Langan *ในเรื่องฟิสิกส์* แต่การจะสรุปว่าใครฉลาดกว่าใครนั้นเป็นอีกเรื่องนึง ผู้เชี่ยวชาญด้านความฉลาดบางท่าน (เช่นอาจารย์ของคุณหนูดี) จึงได้เสนอให้แยกการวัดความฉลาดเป็นด้านๆ (ซึ่งคุณหนูดีเหมือนจะมีทุกด้านเลย – ฮา)

  • JiM

    อ่านตรงนี้ของคุณ kan แล้วสะดุดนิดนึงครับ

    “ตรงข้ามผมกลับรู้สึกว่าการศึกษาชีวิตของ ผู้อยู่รอด 10% ที่เหลือ (หรือนักฮอคกี้ที่เกิดเดือนท้ายๆ) น่าสนใจมากกว่าเยอะ ว่าคนพวกนี้ “มีอะไรดี” ถึงสามารถเอาชนะหรือเบียดพวก Outlier พวกนี้ขึ้นมาได้?”

    Outliers ก็คือ “คนพวกนี้” น่ะแหละครับ! ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคชะตา หรือว่าเพราะ “ความสามารถ” อะไรที่แตกต่างจากอย่างอื่นมากๆ (statistically significant) ก็เรียกว่า Outlier หมดนะครับ

    ผมว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจปรัชญาพื้นฐาน โดยมากจะตีความแนวคิดประเภทนี้ผิดไป เช่นคุณ kan บอกว่า “โอกาสรอดชีวิตของเรามีแค่ไม่ถึง 10% ถ้าอย่างนั้นก็ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไปเถอะ?” เท่าที่ผมสัมผัสมา คนเกินกว่า 99% ก็มักจะตั้งคำถามเช่นนี้หลังจากได้ยินแนวคิดเรื่อง Determinism แบบหนังสือ Outlier หรือ Fooled by Randomness

    คุณเข้าใจผิดอย่างแรงเลยครับ

  • JiM

    ว่าจะข้ามไปแล้วเพราะเรื่องนี้อธิบายค่อนข้างยาก แต่ก็อดไม่ได้ อิอิ

    สมมตินะครับว่า คุณไปบอกคนยิวว่าเอ็งมีโอกาสรอดแค่ 10% ให้ยอมรับชะตาซะเถอะ แล้วชาวยิวผู้นั้นเชื่อและยอมรับความตาย ความตายของยิวผู้นั้นถูก determined โดยการที่คุณไปบอก

    สมมติอีกนะครับว่า คุณไปบอกคนยิวอีกคนนึง แต่ยิวคนนั้นไม่เชื่อและเลือกที่จะสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ นักปรัชญาที่เชื่อ Determinism นั้นเชื่อว่า **ต้องมีอะไรซักอย่าง** ที่ทำให้คนยิวคนนั้นเกิด “ความคิดที่จะสู้” ขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่เขาสอนดี อาจจะเป็นเพราะสารเคมีบางอย่างในสมอง อาจจะเป็นเพราะเคยได้อ่านหนังสือเรื่องราวของบุคคลยิ่งใหญ่แล้วเกิดกำลังใจ ฯลฯ ที่แน่ๆคือต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้คนยิวคนนั้นเกิดกำลังใจต่อสู้ เพียงแต่ว่าเรารู้หรือไม่รู้เท่านั้นเอง สรุปแล้วคือคนเราไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เองเลย

    แล้วก็วนกลับมาที่เดิม หากเราตั้งคำถามซ้ำว่า เช่นนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยหรือ? ถ้ายังสงสัยเช่นนี้อยู่ขอแนะนำให้อ่านข้างบนอีกรอบครับ แล้วค่อยอ่านลงไปด้านล่าง …

    หากผมแนะนำคุณว่าคุณไม่ต้องทำงานหาเงินหรอกเพราะทุกอย่างเป็นชะตาลิขิต
    การที่คุณไม่ทำงานนั้น <– เกิดจากการที่ผมบอกคุณครับ

    แต่หากว่าคุณไม่เชื่อผม เพราะว่าคุณครูสอนคุณว่าความมานะบากบั่นนี้แหละฝืนชะตาได้
    การที่คุณมานะบากบั่น <– เกิดจากคุณครูท่านนั้นไงล่ะครับ

    การที่ผมบอกคุณ หรือการที่คุณครูสอนคุณ นั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่ตัวเราเองไม่สามารถเลือกได้ครับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกล้านแปดที่พาคุณมาอยู่ในจุดนั้น สุดท้ายแล้วเราสามารถเลือกอะไรได้เองบ้าง?

    :)

  • http://www.palawat.com kan

    คุณจิมครับ

    ผมคิดว่าการหาข้อถกเถียงในเชิงปรัชญาต้องดูว่าเรากำลัง deal กับ “คนฟัง” ใน level ไหนนะครับ

    สำหรับคุณจิมที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในเรื่อง free will ผมจึงไม่มีปัญหาอะไรกับคุณจิมนะครับ คุณจิมจะคัดค้านหรือเห็นด้วยหรืออะไรก็ไม่เป็นไร ผมถือว่าไม่ใช่ปัญหาของผมแล้ว (ฮา)

    แต่ผมจะมีปัญหากับผู้อ่านที่อ่านเสร็จแล้วได้ข้อสรุปว่า โลกนี้ถูกกำหนดมาแล้วเรียบร้อย (ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม) หรือคือเห็นว่าเราเป็นเพียงแค่สมการหนึ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วเท่านั้น

    อย่างที่ผมบอกไปครับ “ที่ประนีประนอมที่สุดของผมคือคนละครึ่ง” ซึ่งแนวคิดนี้ก็มาจาก dialectic นั่นแหละครับ คือมนุษย์เราแม้จะได้รับอิทธิพลจากโลกภายนอก แต่เราเองก็มีโลกภายในที่สามารถไปเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกได้ตามความเห็นของเราอีกทีได้ ตามข้อจำกัดที่เกิดจากโลกภายนอกที่มี พอเราเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกไปแล้ว มันก็จะกลายมาเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ที่มาจำกัดเราใหม่ต่อ เป็นผลสะท้อนแบบนี้ไม่รู้จบ

    จากที่คุณจิมเขียนมา ผมคิดว่าคุณจิมยังไม่เข้าใจปรัชญาพุทธเท่าที่ควร หรือไม่ก็สับสนกับพุทธแบบจารีตที่ไม่ใช่ต้นฉบับนะครับ

    พุทธเชื่อในเรื่อง “อิทัปปัจยตา” หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันมีเหตุเกิดขึ้น และมันก็ไปสร้างผลใหม่ต่ออีกทอดไม่รู้จบ มันเพียงเตือนเราเสมอว่า การที่เรากระทำอะไรไปบางอย่าง — มันมีผลต่อเนื่องนะ และที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะมีเหตุมาก่อน มันเป็นเรื่องของ “เหตุ และ ผล” นะครับ พุทธเป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านแนวคิดของศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด อย่างพราหมณ์หรือฮินดู นะครับ จึงเกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกลมหายใจ ไม่ใช่ “พระเจ้ากำหนด”

    อิทัปปัจยตาจึงเป็นการพูดถึงกฎของธรรมชาติ อันเป็นกฎสากลที่บังคับและควบคุมทั้งจักรวาล กฎข้อนี้สรุปได้สั้นๆว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุและปัจจัย “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ” อิทัปปัจยตา จึงกล่าวถึงเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดผล และผลนั้นก็กลายเป็นเหตุและปัจจัยของผลอื่นที่ตามมาอีก พัวพันเกี่ยวเนื่องเป็นปัจยาการครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่สิ้นสุด

    ส่วนเรื่อง กรรม – และการใช้กรรม หรือกรรมเป็นตัวกำหนด เป็นแนวคิดแบบ ถ้าผมเรียกอย่างไม่เกรงใจ ก็คือพุทธแปลงครับ ในช่วงหนึ่งพุทธถูกฮินดูกลืนแนวคิดไปมาก มันก็เป๋ๆไปบ้างครับ (พุทธจารีตในไทยปัจจุบันได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของ พุทธโฆษาจารย์ ซึ่งรจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคขึ้นมา แต่ใส่แนวคิดของพราหมณ์ลงไปมาก)

    ถ้าพุทธเชื่อเรื่องกรรม แบบที่คุณจิมเข้าใจเนี่ยะ จะไม่มีทางสอนเรื่องอิทัปปัจยตา และอานาปานสติเลยครับ

    ส่วนเรื่องคนยิวในโปแลนด์

    ผมหมายถึงคนพวกนี้แหละครับ ที่เป็น outlier ของคนยิวทั้งหมดในเวลานั้น ที่มีโอกาสประสบเหตุถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์สูงมากที่สุด (ส่วน 10% ที่รอดชีวิตนั้นจะเป็น outlier ของ outlier ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ) ผมเพียงแต่ยกมาเป็นบทโต้หนังสือ outlier ว่าเสนอแนวคิดที่ใช้ไม่ได้เท่านั้นเองครับ

  • JiM

    ง่า … ผมไม่เชื่อ Free Will นะครับ …

    Re: “พุทธเชื่อในเรื่อง “อิทัปปัจยตา” หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันมีเหตุเกิดขึ้น และมันก็ไปสร้างผลใหม่ต่ออีกทอดไม่รู้จบ”

    การที่คุณบอกว่า “ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันมีเหตุเกิดขึ้น” นั่นหละคือ Determinism ครับ ในเมื่อผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเกิดเพราะเหตุก่อนหน้ากำหนดมาแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเลือกจะทำอะไรได้เลยครับ เพราะการเลือกทำอะไรก็แล้วแต่ เราเลือกโดยใช้ factors ต่างๆที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในอนาคต และในเมื่อเรากำหนด factors เหล่านั้นไม่ได้ เราจึงเลือกจะทำอะไรเองไม่ได้เลยในที่สุด (แม้ว่าในความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไปจะรู้สึกว่าเลือกได้)

    ศาสนาพุทธเชื่อแนวนี้ครับ นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากก็มีความเชื่อแบบนี้ ไอน์สไตน์ก็เป็นผู้หนึ่งที่บอกว่า ศาสนาพุทธดูแล้วเหมือนจะมีเหตุผลที่สุด

    “Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: It transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural and the spiritual, and it is based on a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity”

    คุณ kan เข้าใจพุทธผิดแล้วล่ะครับว่าพุทธเป็น Free Will ศาสนาพุทธเรานี้เป็นอีกขั้วขอ Free Will เลยก็คือเชื่อเรื่องกรรมเป็นตัวกำหนด ชาวตะวันตกบางส่วนดูถูกความเชื่อแบบนี้อย่างรุนแรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องคนพิการ คนพิการของเราถูกประณามว่าเป็นเพราะชาติก่อนทำอะไรไม่ดีไว้ ชาตินี้จึงต้องชดใช้กรรม และถูกเรียกอย่างดูถูกว่าไอ้ด้วน ไอ้บอด ไอ้เป๋ ซึ่งทั้งชาติไม่มีวันได้โงหัวขึ้นมาเหมือนคนอื่น เป็นชนชั้นต่ำต้อยในสังคมไทย เหล่านี้เป็นผลพวงของความเชื่อแบบพุทธ และแทรกซึมมาโดยที่ชาวพุทธไม่รู้ตัวเลย ตรงกันข้าม คริสต์เชื่อว่า “พระเจ้า” เป็นผู้สร้างคนพิการเพื่อทดสอบ ชาวคริสต์ให้เกียรติคนพิการอย่างมากเพราะถือว่าได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้าให้พิสูจน์ตัวเอง (Free Will) พระเจ้าสร้างคุณให้พิการ และคุณมีสิทธิที่จะต่อสู้เพื่อตัวเอง คนพิการจะมีทางเดินพิเศษของตัวเอง มีที่จอดรถพิเศษ มีห้องน้ำพิเศษ ฯลฯ

    ที่ ironic ก็คือ วัฒนธรรมตะวันตกอัน “ชั่วร้าย” อันนี้ ในที่สุดก็หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมไทย อุอุ

    นอกจากเรื่องพุทธแล้ว คุณ kan ยังเข้าใจผิดเรื่องคริสต์นะครับ คริสต์ศาสนาสอนว่าพระเจ้าเพียงแค่สร้างมนุษย์นะครับ พระเจ้าไม่เคยกำหนด พระเจ้าให้สิทธิในการเลือกครับ พระเจ้าสร้างอดัมแต่ให้สิทธิอดัมในการเลือกเองว่าจะกินแอปเปิ้ลหรือไม่ (แต่ผมมองว่าพระองค์สร้างงูและอีฟมา determine การตัดสินใจของอดัม) ความเชื่อแบบที่ว่ามนุษย์มีสิทธิเลือก มีสิทธิต่อสู้ นี้เป็นความเชื่อแบบคริสต์ครับ

    ที่ ironic อีกแล้วก็คือชาวพุทธยุคใหม่ที่เชื่อทั้งพุทธ (เพราะอิทธิพลความเชื่อดั้งเดิม) และเชื่อทั้ง Free Will (เพราะอิทธิพลจากตะวันตก) ซึ่ง Logic ขัดกันในตัวเองอย่างรุนแรง เรื่องนี้น่าจะเป็นหัวข้อวิจัยทาง Sociology ที่น่าสนใจมากๆอันนึงนะผมว่า

  • http://www.palawat.com kan

    ผมอยากให้คุณจิมโยนแนวคิดเรื่องกรรมแบบพุทธจารีตทิ้งไปก่อนนะครับ

    อย่างที่ผมบอกครับ ถ้าพุทธจริงๆ เวลามองดูคนพิการ จะไม่มีทางพูดว่า “ชาติก่อนทำอะไรไม่ดีไว้ และชาตินี้จึงต้องชดใช้กรรม” อันนั้นเป็นความเชื่อของพราหมณ์ ครับ

    ระบบคิดของอิทัปปัจยตา มีส่วนสำคัญสองส่วนนะครับคือ
    1. สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุและปัจจัย
    และ
    2. “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”

    คล้ายๆกับว่า คุณมีสมการ 1 + 2 = 3

    เหตุคือ เอา 1 มาบวกกับ 2 จึงได้ 3

    ถ้าคุณไม่อยากให้เกิด 3 ขึ้น ก็เอาเลขอื่นมาบวกสิครับ หรือไม่งั้นก็เปลี่ยนเครื่องหมาย (อันนี้แล้วแต่ว่า factor ไหนเปลี่ยนได้ง่ายยากกว่ากัน) แต่อย่าลืมว่าตัวผลลัพธ์คือ 3 มันเป็น factor ในสมการในอนาคตต่อ นัยยะของการสามารถเปลี่ยนแปลงได้คือความหมายข้อ 2 ของอิทัปปัจยตา นี่แหละครับ

    นี่เป็นแนวคิดหลักในเรื่องอริยสัจ 4 ด้วยคือ ทุกข์ (วิเคราะห์สภาพแวดล้อม – environment scan), สมุทัย (สาเหตุของปัญหา), นิโรธ (เมื่อไม่มีเหตุแห่งปัญหา – หรือแก้เหตุแห่งปัญหาแล้วสภาพที่ว่าจะเป็นอย่างไร การแก้ปัญหานั้นแก้ได้จนตลอดหรือไม่), มรรค (ว่าด้วยวิธีการแก้ปัญหา)

    พุทธจึงสอนว่า ที่เรามีทุกข์ก็เพราะไปยึดติดกับสภาพที่มันมีการเปลี่ยนแปลง ทางแก้ก็คือรู้เท่าทันอารมณ์และการยึดติดนั้น “ตลอดเวลา” ซึ่งอารมณ์นั้นจะถูกส่งผ่านมาจากทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวสัมผัส และใจ ต้องใช้สติตรวจจับอารมณ์ที่ส่งเข้ามาผ่านทวารเหล่านี้และปัดให้ตกไป (นิกายอื่นในอินเดีย อาจจะเสนอวิธีอื่นเช่น ทำให้ตาบอด หูหนวก เพื่อไม่ต้องรับอารมณ์ แต่ก็ไม่ใช่ทางแก้ที่ตลอด เพราะในที่สุดก็รับผ่านใจได้อยู่ดี)

    มันก็เท่านี้แหละครับ ไม่มีอะไรเลย มันจึงสอดคล้องกับวิธีคิดของวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าจะพูดไป ก็ล้วนแต่มีฐานคิดจาก thermodynamics ที่มีทิศของการเปลี่ยนแปลงเป็นศรของเวลาที่แน่นอนทางหนึ่ง — คือย้อนเวลากลับไม่ได้ แม้สมการสามารถจะทำได้ เนื่องจากเป็นกฎของมิติในจักรวาลนี้

    อันนี้ก็สอดคล้องกับ dialectics อีกครับว่า แม้ว่ามนุษย์จะอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อม แต่ก็สามารถดัดแปลงแก้ไขสภาพแวดล้อมนั้นไปตามความคิดของเขาเองได้ หรือแม้แต่แนวคิดของ collective ที่ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เกิดมาจากผลรวมของกิจกรรมในเงื่อนไข เวลา และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกัน

    ผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่าอาจจะเข้าใจ free will คนละทางกับคุณ jim เพราะผมยังไม่ได้ศึกษาการตอบโต้กันระหว่างศึกษาปรัชญาเรื่อง free will และ determinism อย่างละเอียด เหมือนคุณ jim ที่ผมพูดไปตอนต้นก็เป็นการตีความตามแนวคิดของผมเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะตรงกับต้นฉบับเขาหรือไม่

    ดังที่ผมกล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ส่วนตัวผมจึงไม่เห็นความขัดแย้งทาง logic อะไรระหว่างพุทธกับอิทธิพลตะวันตก แบบที่คุณ jim มอง

    ส่วนเรื่องคริตสศาสนานั้นผมก็รู้น้อยครับ ที่ผมพูดถึงนั้นเป็นการสู้ทางความคิดระหว่าง พุทธ vs พราหมณ์ / ฮินดู เสียมากกว่าครับ

    คริตสศาสนาเอง ผมยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่าง free will และ determinism อย่างที่คุณ jim ว่าหรือไม่ ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ความศรัทธา (เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในพระผู้เป็นเจ้า) และ หลักเหตุผล (วิทยาศาสตร์) เสียมากกว่า

    ซึ่งถ้ามองมุมนี้ก็คล้ายกับ พุทธ vs พราหมณ์ / ฮินดู นั่นแหละครับ ทำให้ภายหลังพราหมณ์ / ฮินดู ปรับปรุงแนวคิดจากการนับถือพระเจ้าในเชิงบุคคลาธิษฐานมาเป็นเชิงสัญญะมากขึ้น

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ทั้งสองท่าน “ฟังทางนี้” ผมมีเรื่อง “ขำๆ” ที่ยังติดตราตรึงใจผม ตั้งแต่ได้ยินได้เห็นครั้งแรก

    ตัวละครตัวหนึ่ง ในหนังเรื่องหนึ่ง
    …กำลังเดินออกจากสภาซีเนตอันทรงเกียรติ อย่างกระหยิ่มในชัยชนะ ที่ศัตรูพลาดพลั้งโดยมิรู้ตัว
    …เขาพูดกับสหายว่า

    “เราต้องหาซื้อไก่มาเซ่นไหว้เทพเจ้าเพื่อฉลองสักหน่อย”

    “แต่ท่านไม่เชื่อในเทพเจ้ามิใช่หรือ”

    ตัวละคนตัวนั้นซื้อไก่ จ่ายเงิน ทิปคนขาย พร้อมกับเดินถือไก่อย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับตอบว่า

    “เราเป็นคนไม่เชื่ออะไร ไม่เชื่อแม้แต่ตนเอง แต่ต่อหน้าคนส่วนใหญ่ เราพร้อมจะเชื่อทุกสิ่ง”

    นี่คือ นักการเมืองขนานแท้ ความเชื่อไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงกัน แน่นอนว่าได้ความรู้ แต่สิ่งสำคัญคือ จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเชื่อและคนอื่นเชื่อ อย่างไร ?

  • Kan Yuenyong

    Big, this is a very important rational of thinking. We are talking about fact and analytics, not a belief. It’s nothing related to “Politics” at all. If I make a decision based on politics, I’ll never contribute to the comments at all.

    Sometime we can use politics way to solve problems, but sometime it’s also not work. Perhaps it creates more problem.

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    เห็นด้วยครับ ว่าการเมือง อาจจะสร้างปัญหาในหลายครั้ง ต้องใช้หลายๆวิธี

    แต่ที่อยากจะสื่อไม่ใช่แค่เรื่อง “การเมือง” แต่หมายถึง ความเชื่อในความจริงแบบบริสุทธิ์

    หลายๆครั้ง เราไม่รู้หรอกว่า อะไรจริง ไม่จริง

    วิทยาศาสตร์ที่ฝรั่งสอนมาก็มีจุดบกพร่องเยอะ และหลายอย่างก็เป็นแค่ความเชื่อ
    นิวตัน ไอนสไตน์ ดาร์วิน ก็ล้วนแต่มี “ความเชื่อ” บางประการอยู่ในทฤษฎี

    สรุปคือ ความจริงอาจจะมีอยู่ แต่มนุษย์มีข้อจำกัด ดังนั้น เราจึงถกเถียงเรื่อง “ความจริง” ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เกินกว่านี้อาจจะเป็นเรื่องความเชื่อ

    การถกเถียงเพื่อหาความจริงเป็นเรื่องดีครับ SIU ก็เป็นตัวแทนของสิ่งนี้ ผมยินดีมากๆที่มีคนเข้ามาร่วมสนุกกับเรา ผมจึงอยากร่วมสนุกเพิ่มขึ้นว่า เราต้องระวังในการถกเถียง เพราะสิ่งที่เราเชื่อมั่นสุดๆว่าจริงนั้น แท้จริงอาจเป็นเพียงความเชื่อ โดยที่เราก็ไม่รู้ตัวเองว่ากำลังเชื่อ เพราะในโลกจริงไม่ใช่ในทฤษฎีย่อมไม่มีใครบอกเราได้ว่า

    “เราเป็นคนที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือเป็นผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นคน”

  • Kan Yuenyong

    So, what is your suggestion in order to find truth? Keeping it silence and hope that someday we will “luckily” reaching to the truth?

    I just explained about a real concept under Bhuddism philisophy. So, if you have a different idea, just keeping a debate by providing your evidence or your logical proof. That’s all. Nobody said that “you should belief me, because my thinking is more real or more perfect than you”. I think that everybody already realize that we can not approach to the ultimate truth at all. We just get what is “as good as it get” at a present stage.

  • ในฐานะคนดูและคนกลางคนหนึ่ง ผมค่อนข้างคล้อยตามคุณ Kan ในส่วนของเนื้อของพุทธนั้นเป็น Free Will น่ะ แต่จากที่เคยอ่านเจอศาสนาพุทธก็ไม่ได้เชื่อใน Free Will หรือ Determinism แบบเพียวๆน่ะครับ กฎของกรรมในพุทธก็ต่างจากของฮินดูอีก พุทธนี่เชื่อว่ามันมีกรรมที่เกิดจากการกระทำก่อน แต่มันก็มีปัจจัยอื่น (ขอโทษที่ผมจำศัพท์เทคนิคใดๆไม่ได้เลย) ที่นำให้แต่ละคนที่มีกรรมนั้นเลือกทางชีวิตที่เหลือได้ต่างกัน

    แต่ก็อย่างว่ากว่าจะลงไปหาว่าตกลงพุทธของใครพุทธกว่ากัน มันก็เป็นอีกประเด็นไปแล้ว และก็ไม่คิดว่ามันจะไปหักล้างข้อหักล้างของนักหักล้างคนอื่นยังไง เพราะถ้ายังใช้วิธีใช้เหตุผลแบบนี้ไปเรื่อย มันก็จะมีการตัดคำมาหักล้างไปเรื่อย ยิ่งอธิบายก็ยิ่งมีข้อให้หักล้างไปเรื่อย สุดท้ายมันก็ทำได้แค่การเข้าใกล้สิ่งที่เคยมีอยู่แล้วเท่านั้นเอง

    ยังไงก็ตามผมก็รู้สึกว่าประโยคของคุณ Kan ใน reply ที่ 11 ที่ว่า

    “ผมคิดว่าการหาข้อถกเถียงในเชิงปรัชญาต้องดูว่าเรากำลัง deal กับ “คนฟัง” ใน level ไหนนะครับ”

    เหมือนเป็นการแสดงถึงความดูถูกคนอ่านมากมากน่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนอ่าน Outliers หรือคนอ่านเวบนี้ก็ตาม

    และไม่น่าเชื่อว่าผมเห็นด้วยกับคุณเจริญชัยในย่อหน้าสุดท้ายของ reply ที่ 16 ทั้งที่มันเป็นย่อหน้าที่จักกะจี้มาก แต่มันอธิบายการโต้เถียงกันของสองนักปราชญ์ได้ชัดมาก คือจากภูมิต่างๆที่ใส่กันมา ไม่น่าเข้าใจยากว่าเป็นคนมีความรู้อยู่ในlevelสูงทั้งสองท่าน แต่ถ้ามองในแง่การโต้วาที ผมว่ามันไม่ได้นำไปสู่อะไรที่สร้างสรรค์เลยครับ เพราะสุดท้ายก็พิสูจน์อะไรไม่ได้สักอย่าง นอกจากใช้วาทะเกยกันไปเสยกันมา (ถึงแม้นั่นจะเป็นความมันสะใจอย่างหนึ่งของพวกชอบโต้วาทีก็ตาม)

    ผมทราบว่ามันง่ายเกินไปครับ ที่จะรอให้คนอื่นเขียนอะไรออกมาก่อน แล้วค่อยหยิบมาค้าน หยิบมาขัดๆถูๆไปวันๆ โดยที่ไม่มีความคิดอะไรใหม่ออกมาเลย นอกจากจำเอาคำคนโน้นมาใช้ตรงนั้นตรงนี้ อันนี้ผมต้องขอโทษด้วยครับ มือใหม่มาก แต่อยากออกความเห็น

  • อีกเรื่องน่ะครับ ผมไม่ได้จะไปแก้ตัวอะไรให้หนังสือที่คุณเจริญชัยเอามาเสนอน่ะครับ แต่รู้สึกว่าการตัดสินหนังสือเล่มหนึ่งมันไม่น่าจะขึ้นอยู่กับแค่ว่าเรื่องนี้เรื่องนั้นเป็นเรื่องใหม่ไหมน่ะครับ

    เช่น ผมคิดว่าไม่ว่าโลกนี้จะมีคนแต่งเพลงด้วยคอร์ดชุด 12-bar มากี่สิบปีแล้ว แต่ถ้ามีใครหยิบมันขึ้นมาใช้แต่งเพลงอีก มันก็เป็นเพลงใหม่อยู่ดีครับ และถ้าเพลงนั้นมันเพราะ มันก็เป็นเพลง 12-bar ที่เพราะครับ มันไม่ไช่ว่าถ้าเขาเล่นคอร์ดชุดเดียวกับคนอื่น แล้วงานเพลงเขาจะด้อยค่าลง เพราะมันก็มีตัวแปลอื่น เช่น เนื้อร้อง จังหวะ การประสาน การเรียบเรียงอะไรอีกมากมาย ที่ทำให้เพลง blues ธรรมดา มันมีคุณค่าได้

    นักอธิบายปรากฎการณ์, นักโต้วาที, กับ นักสร้างสรรค์ มันเลยคงต้องใช้ทักษะที่ต่างกันจริงๆด้วย

  • JiM

    ฮาฮา โลกเรามีเรื่องนึกไม่ถึงมากมายจริงๆครับ

    เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยเล่าเรื่องที่ผมชื่นชอบความลึกล้ำจวงโจว “เราเป็นคนที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือเป็นผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นคน” ให้คุณ Big แต่คุณ Big บอกว่าไม่ชอบดูมันเลื่อนลอย ไม่นึกว่าวันนี้คุณ Big จะนำมาพูด เวลาเดียวกันนั้นเองที่ผมพร่ำเพ้อในประวัติศาสตร์จีน ถึงกับอ่านหนังสือ “ประวัติศาสตร์จีน” พันกว่าหน้าของทวีป วรดิลกจนจบ คุณ Big บอกว่าไม่ชอบ ชอบกรีกโรมันเพราะคลาสสิคกว่า ใครจะนึกว่าคุณ Big วันนี้กลับเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนท่านนึง และในช่วงวัยเด็กที่ผมยืม “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” มาแล้วยัดเยียดให้คุณ Big ว่าต้องอ่าน ใครจะนึกว่าคุณ Big จะกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิยายจีน

    ก่อนอื่นเลยขอเริ่มต้นจากเนื้อเรื่องนี้ก่อนนะครับ

    “Malcolm Gladwell ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ อัจฉริยะในการเล่าเรื่อง ที่ร้อยปียากพบพาน แต่น่าเสียดายที่ผู้เขียนเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึง “ปัจจัย” มากมายที่มีผลต่อความสำเร็จ โดยไม่ได้บอกกล่าวถึง “วิธีการ” ในการครอบครองปัจจัยเหล่านั้น”

    อันที่จริง ผู้เขียนกำลังเสนอความคิดว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จนั้นหลายๆครั้งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการในการครอบครองแต่อย่างใด และดังนั้นเราจึงยากที่จะบอกว่าคนคนนั้นเก่งเทียมฟ้าหรือว่าแค่ชะตากำหนด ผมแนะนำว่าให้อ่าน Fooled by Randomness ซึ่งจะอธิบายได้ดีกว่า สุดขั้วของความคิดแนวนี้ก็คือ Determinism นั่นเอง เพราะที่สุดของที่สุดแล้วไม่มีปัจจัยอะไรที่เราสามารถเลือกได้เองเลยจริงๆ

  • JiM

    ถัดมานะครับ เมื่อได้เห็นความเห็นคุณ Kan ว่า

    “ผู้อยู่รอด 10% ที่เหลือมีอะไรดี ถึงสามารถเอาชนะหรือเบียดพวก Outlier พวกนี้ขึ้นมาได้” ก็เลยสงสัยว่าคุณ Kan เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ในเมื่อ “ผู้อยู่รอด 10%” = “Outlier” ??? Outlier มาจาก Out + Lier (Lie ที่แปลว่าวางตำแหน่ง ไม่ใช่แปลว่าโกหก) Outlier ในทางสถิติ หมายถึงจุดที่ออกนอกเส้นแนวโน้มอย่างมีนัยยะสำคัญ

    และยิ่งได้เห็นที่คุณ kan พูดว่า “ที่สำคัญ Malcolm พูดถึงเรื่องพวกนี้แบบ เอาสถิติมาจับแพะชนแกะ โดยไม่มีฐานทฤษฎีรองรับสักเท่าใด” ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณ Gladwell เขาเข้าใจสถิติตรงไหนผิดไปหรือครับ? แล้วก็อดแจมด้วยไม่ได้ เท่าที่ผมอ่านความเห็นมา ผมเข้าใจว่าคุณ Gladwell เหมือนจะเข้าใจถูกแล้วนะครับ นี้เลยสะกิดความสนใจของผมต่อบทความนี้

    และยิ่งได้ยินที่คุณ Kan บอกว่า “คุณจิมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในเรื่อง free will” … ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่าคุณ Kan คงยังไม่เข้าใจสถิติและปรัชญาที่แฝงในแนวคิดนี้มากกว่า …

  • Tinuviel

    ถ้าโดยส่วนตัวก็ยังรู้สึกว่า เราสามารถเลือกได้ แม้จะมีปัจจัยพื้นฐานเป็นตัวส่งหรือตัวกำหนดมาในระดับหนึ่งก็ตาม หากเลือกไม่ได้แล้ว เราจะไปถึงนิพพานได้อย่างไร

    ในกรณี อนาคตประวัติศาสตร์ ของอสิมอฟ เหตุการณ์ในอนาคตแม้จะทำนายได้ (คล้ายว่า determine ไว้แล้ว) แต่นั่นจะต้องเกิดจากปัจจัยหรือ factor ที่ควบคุมเอาไว้หลายๆ ตัว จะเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่ สปน#2 ควบคุมไม่ได้อยู่เหมือนกัน นั่นแสดงว่า การ determine ไม่สามารถทำได้เสมอไป

    นอกเรื่อง outlier ใช่ไหมคะ? ขออภัยเพราะยังไม่ได้อ่าน ^^” (ว่าแต่ทำยังไงให้มันขึ้นย่อหน้าใหม่คะ พิมพ์ทีไรมันติดกันเป็นพืดทุกที)

  • Tinuviel

    อ๊ะ ทำได้แล้ว ^^

  • Kan Yuenyong

    Khun Jim, I have to accept that I still not study or have a thorough knowledge about “Determinism” and “Free will”. I feel, I have no right to make argument based on the philosophy.

    However, when we’re talking about “Outlier”. About the people who born on the first half of the year, let’s say Jan – June, which they are outlier. But I’m talking about people who has disadvantage, in this case, born on the second half of the year. Why they can beat Malcolm’s Outlier?

    There are lots of flaw on Outlier on statistic as well. I’ll show you later if I have time.

    But still, you have know enough knowledge on Bhuddism as well. Hence, you made a wrong assumption on Bhuddism’s way of thinking.

  • JiM

    Van Doren ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “A History of Knowledge” ไว้อย่างน่าฟังว่า มรดกทางความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักปราชญ์ชาวกรีกก็คือ “การยอมรับว่าไม่รู้”

    คนจีนอินเดียที่ว่าลึกล้ำ สามารถจินตนาการสร้างพระเจ้ามาได้ร้อยพัน ยังแพ้ยิวที่สามารถสร้าง “พระเจ้า” ที่มีอมตะนิรันดร์กาล ไร้รูป ไร้นาม (Yahweh = I am who I am) ไม่มีผู้ใดทำลายได้ แต่สุดท้ายชาวกรีกกลับเหนือล้ำกว่าอีกครึ่งขั้น ด้วยการยอมรับว่า “ไม่รู้” และเปิดประตูให้มนุษย์เดินทางไปสู่วิทยาการอันยิ่งใหญ่ สำหรับวิทยาศาสตร์แล้วอะไรที่ไม่รู้ก็ยอมรับว่าไม่รู้ อะไรที่เข้าใจผิดไปก็พร้อมจะเปลี่ยนใหม่ อะไรมีเหตุผลมากกว่าก็เชื่ออันนั้น วิทยาศาสตร์จึงเป็นอมตะอย่างแท้จริงอย่างที่ไม่มีอะไรจะสู้ได้ วิทยาศาสตร์ยอมรับอะไรก็ได้ที่ถูก และวิชาสถิตินี้เองที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของวิทยาศาสตร์ในการแยกความจริงออกจากความเชื่อ แยกความมีเหตุผลออกจากความงมงาย

    อย่างไรก็ตาม การแยกความเชื่อออกจากความจริงนี้แสนจะยากเย็น เพราะทุกคนต่างถือว่าสิ่งที่ตัวเชื่อคือความจริง คริสต์เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริงสูงสุด อะไรที่ไม่ดีอันนั้นไม่ใช่คริสต์ที่แท้ พุทธก็เชื่อว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเที่ยงแท้ที่สุด อะไรที่ไม่ถูกต้องอันนั้นไม่ใช่พุทธแท้ ให้โยนทิ้งไป (เช่นความเชื่อแบบกรรมเป็นพุทธจารีต เป็นพราหมณ์ เป็นนั่นเป็นนี่ และเหล่านี้ไม่ใช่พุทธที่แท้จริง) ถ้าเรายังละความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้ เถียงกัน 200 ปีจนจบครูเสดก็ยังไม่จบครับ ผมจึงขอเสนอว่าให้เราละ “ความเชื่ออย่างแรงกล้า” ในศาสนาใดๆก็ตาม ไว้ก่อน เพราะหากเรายังหลุดจากกรอบความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ ผมว่าความเข้าใจปรัชญาและวิทยาศาสตร์พื้นฐานของเราห่างไกลกับการไปสู่ Creative Economy อีกหลายสิบปี

  • JiM

    *อนาคตประวัติศาสตร์ของอาซิมอฟ นำเอาแนวคิด Deterministics มาเป็นแนวเฉยๆครับ และจากเรื่องนั้นก็คือ Hari Seldon คำนวณพลาดไป แสดงว่ามีปัจจัยอื่นที่ Determine อนาคต ที่ Hari Seldon ไม่ได้คาดไว้ ไม่ได้แปลว่า Determinism ไม่จริงแต่อย่างใด …. อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถสรุปได้ว่า Free Will เป็นจริงหรือเปล่า โดยอ้างอิงจากนิยายนะครับ ^^

    **วิธีอธิบาย Determinism ที่ดีที่สุดก็คือการตอบด้วยคำถามนะครับ สำหรับคำถามของคุณ Kan นะครับ “Why they can beat Malcolm’s Outlier” นะครับ ผมขอถามคุณ Kan กลับละกันครับว่า Why they can beat Malcolm’s Outlier?

    ไม่ว่าคำตอบของคุณ Kan คืออะไร ก็อันนั้นแหละครับที่เป็นปัจจัยที่ Determine ความสำเร็จอันนั้น ถ้าไล่ต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วมันก็จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ในที่สุด … ลองดูสิครับ

  • Kan Yuenyong

    Your argument about Bhuddism “พุทธก็เชื่อว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเที่ยงแท้ที่สุด อะไรที่ไม่ถูกต้องอันนั้นไม่ใช่พุทธแท้ ให้โยนทิ้งไป (เช่นความเชื่อแบบกรรมเป็นพุทธจารีต เป็นพราหมณ์ เป็นนั่นเป็นนี่ และเหล่านี้ไม่ใช่พุทธที่แท้จริง) ถ้าเรายังละความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้ เถียงกัน 200 ปีจนจบครูเสดก็ยังไม่จบครับ” , shown that you’re not qualified for Bhuddism study.

    If you have different idea or logical proof, please provide a debate. Don’t just mention that a debate lead to infinite argument. This is not a good reason for us to stop a debate. It’s a matter of thinking to improve each other way of thinking.

    Each of argument or writing that I made here, it’s not just a reading, but I also proved it in some extent. Or you can say that I made some experiment, so it just not alone argument.

    Don’t you think like me that I have very little knowledge on freewill and determinism, so it’s better for me to study further before I made some argument? Or else it’s a very little productive way of exchanging ideas, because it will only just find way to beat each other in rhetoric?

    By the way, I’d like to limit a topic to only Malcolm’s Outlier not to extend the topic into an area of determinism philosophy. Although, I have a different idea on determinism as well, but I better study it before making any argument.

    I don’t want to be like a blind who try to describe a whole elephant. It’s useless.

  • JiM

    บังเอิญจริงๆที่เรื่องของ “ตาบอดคลำช้าง” นี่แหละครับ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันผมออกจากรอบความเชื่ออย่างแรงกล้า เหลือแต่เพียงเชื่ออย่างมีเหตุผล

    เชื่อว่าหลายๆคนก็คงมีความสงสัยเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือตายแล้วสิ้นสุด เมื่อสมัยมัธยมได้เรียนเรื่องตาบอดคลำช้าง ที่พระพุทธองค์ดูถูกเหล่ามนุษย์ทั้งหลายว่าล้วนแต่ไม่รู้ความจริง ผมอ่านเรื่องนี้ด้วยความสนใจอย่างมาก และสุดท้ายคำตอบที่ผมได้รับก็คือ

    “ไม่ต้องคิดหรอก เป็นอจินไตย รู้ไปก็ไม่ได้ประโยชน์” (น่านน.. ท่านด่าพราหมณ์ทั้งหลายว่าเหมือนคนตาบอด แล้วท่านตอบว่าไม่ต้องคิดนะครับ อืมม…)

    ถ้ากฎแห่งกรรมมีจริง คำถามที่ใครก็ตอบไม่ได้ก็คือ แล้วจุดเริ่มมันอยู่ตรงไหน?
    หันมามองฝั่งตรงข้ามของพุทธ หากแต่ว่าถ้าพระผู้สร้างมีจริง คำถามที่ใครก็ตอบไม่ได้ก็คือ แล้ว “พระผู้สร้าง” ท่านมาจากที่ใด

    ฝ่ายแรกบอกว่าไม่ต้องคิด ไร้สาระ
    ฝ่ายหลังบอกว่าพระผู้สร้างคือผู้สร้างทุกสิ่ง จึงไม่สามารถสร้างตัวเองได้

    งั้นผมขอถาม “พุทธที่แท้จริง” ก่อนเลยครับว่าตกลงแล้วมันยังไงกันแน่

    อย่าบอกว่าอย่าไปคิดนะครับ “If you have different idea or logical proof, please provide a debate. Otherwise, you’re not qualified for Bhuddism study” :)

  • AI

    ตามที่เข้าใจ พระพุทธองค์ ทรงสอนให้พ้นทุกข์ โดย กระบวนการแสวงหาความรู้เป็นระดับขั้น รู้ ตื่น และเบิกบาน โดยวิธีบฏิบัติ ด้วย ศีล สมาธิ และ ปัญญา โดย ศีล เป็นการเตรียมความพร้อมของสภาพแวดล้อม ของกายและจิต เพื่อปฏิบัตืสมาธิได้ผลเกิดสมธิ เมื่อมีสมาธิย่อมเกิดปัญญา (ตื่นซึ่งมิได้หมายถึงตระหนก และเบิกบานซึ่งมิได้หมายถึงมีความสุขสมหวังอันเกิดจากกิเลสและความอยากทั้งปวง เท่าที่เข้าใจได้อย่างนี้) ซึ่งแบ่งเป็นระดับของญาณระดับต่าง ๆ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แค่มีสมาธิก็ยากแล้ว บกพร่อง ถูก ผิดอย่างไร เป็นเพียงความเห็น ความเข้าใจของผมเองนะครับ ถ้าต้องการรายละเอียด ความเข้าใจลึกซึ้งกว่านี้ต้องศึกษาเองจากพระธรรม หรือสนธนาธรรมกับพระภิกษุ ซึ้งมีความรู้เองนะครับ

  • http://www.palawat.com kan

    ต้องขออภัยคุณจิมด้วยนะครับที่เข้ามาตอบช้า ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศพอดีได้จังหวะเคลียร์งานว่างๆ เลยมาตอบ comment ที่ค้างไว้

    ก่อนอื่นเกี่ยวกับเรื่อง ultimate truth ด้วยข้อสรุปส่วนตัวผม คิดว่ายากจะเข้าถึงได้ทั้งหมด มากที่สุดเท่าที่เราทำได้คือส่วนเสี้ยวสำคัญ และที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เหมือนกับการคำนวณหาค่า π ที่จะใช้ค่าประมาณการหรือค่า 3.14159 หรือจะเอาแบบละเอียดที่ว่ากันว่าปัจจุบันคำนวณได้หลักทศนิยม 30 ล้านตำแหน่ง จะเอาความละเอียดระดับไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรและเพื่ออะไร

    ก็เหมือนกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับทฤษฎีที่ยึดเป็นหลัก และหลักฐานใหม่ๆ ที่ค้นพบในชั้นหลัง เรื่องนี้โต้เถียงและขัดเกลาให้ถูกต้องขึ้นได้ เช่นตัวอย่าง ที่มาของคนไทย บางทฤษฎี (กรมพระยาดำรงฯ และขยายต่อโดยหลวงวิจิตรฯ) ก็ว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แต่นักประวัติศาสตร์ในชั้นหลังก็ว่า คนไทย (ไต – หรือไท) ก็อยู่กระจายเต็มพื้นที่แถบนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว อันนี้ก็แล้วแต่ว่า นักประวัติศาสตร์แต่ละคนจะเอาหลักฐานมาโต้เถียงหักล้างกัน

    หรือข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนแผ่นดินในสมัยพระนารายณ์ , พระเจ้ากรุงธนบุรี ก็สุดแต่จะแสดงข้อมูลขึ้นมาโต้แย้งกัน

    เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันอีกทีนะครับว่า สำหรับผมไม่มีความจริงสูงสุด เราหาข้อมูลและยอมรับความจริง “ที่ดีที่สุด” เท่าที่มีในปัจจุบัน หากใครมีหลักฐานหรือทฤษฎี ก็สามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อขัดเกลาความจริงให้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

    ผมจึงจะไม่เคลมว่า ข้อมูลที่ผมนำเสนอเป็น “พุทธแท้” เป็นการเสนอข้อมูลหลักฐานชิ้นหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณจิมหรือใครมีข้อมูลและข้อโต้แย้งที่ดีกว่าก็นำเสนอมาแลกเปลี่ยนหักล้างกันได้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา

    ข้อถกเถียงที่สำคัญที่สุดของหัวใจพุทธศาสนาอยู่ที่เรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” ครับ

    ปฏิจจสมุปบาท เป็นการอธิบายกลไกการทำงานของ “จิต” โดยอาศัยหลักการเรื่อง ผลนั้นย่อมเกิดแต่เหตุ หรือความเป็นปัจยาการ (อิทัปปจยตา) ของธรรมชาติมาเป็นพื้นฐาน โดยเริ่มตั้งแต่การสัมผัสผ่านอายตนะ จนเกิดการยึดมั่นถือมั่น และเกิดความทุกข์กับอารมณ์ต่างๆ

    อรรถาธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ทำเพิ่มขึ้นในชั้นหลังของพระพุทธโฆษาจารย์ ชี้ว่าเป็นเรื่องข้ามภพ ข้ามชาติ (คือ ตาย-แล้ว-เกิดใหม่) นี่เป็นการตีความคำศัพท์อย่าง ภพ-ชาติ-ชรามรณะ อย่าง “ภาษาคน” (หรือภาษาสมมติ) แต่ท่านพุทธทาสภิกขุชี้ว่าผิด คำศัพท์และคำอธิบายในปฏิจจสมุปบาทต้องมองเป็น “ภาษาธรรม” (หรือปรมัตถสัจจะ)

    กลไกการทำงานตั้งแต่ อวิชชา – สังขาร – วิญญาณ ไปจนถึง ภพ-ชาติ-ชรามรณะ เป็นวงรอบการทำงานหนึ่งของการ ปฏิสัมพันธ์ของจิตกับความคิดที่เกิดจากการรับรู้ผ่านอายตนะต่างๆเข้ามา วงรอบนี้จะเร็วก็ได้ ช้าก็ได้ แต่โดยทั่วไปจะเร็วและชั่วพริบตาหนึ่งมีได้หลายครั้ง คนโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่ามีอารมณ์กี่ชนิดเกิดขึ้นมาในจิตแต่ละครั้งบ้าง

    หากสามารถฝึกบังคับจิตได้ดี จะสามารถ “เบรก” วงรอบของการทำงานจิตในลักษณะนี้ได้ เราจะรู้ทันจิต และจะปัดอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้ตกไปได้ตามต้องการ

    ถ้าบังคับสภาพแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้ชั่วคราว จิตก็จะมีความสงบ เรียกว่านิพฺพุติ (นิพพานน้อยๆ) ถ้าทำสภาพความสงบของจิตได้ตลอดและต่อเนื่อง ก็เรียกว่านิพพาน

    นี่จึงไม่เกี่ยวอะไรกับ “การตาย แล้วเกิดใหม่” อย่างที่พระพุทธโฆษาจารย์อ้าง ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องที่เกิดในชีวิตเดียวของเรานี้ ส่วนเรื่องตายแล้วเกิดใหม่จะมีไหมเป็นอย่างไร คำตอบคือ “ไม่ทราบ” เพราะ “ไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไร”

    เรื่องนี้พิสูจน์ได้จาก อานาปานสติ ถ้าฝึกด้วยวิธีที่ถูกต้อง นี่ก็คือ manual ของการควบคุมจิตโดยใช้ลมหายใจ 16 ขั้นจากง่ายไปยาก ซึ่งจะล้อกับการเข้าใจและควบคุมวงรอบ ปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นในห้วงความคิด

    เรื่องพวกนี้เมื่อเกิดความสับสน ก็มักจะทำให้นำเอาธรรมะระดับสมมติ ไปปนเปกับธรรมะระดับปรมัตถ์ เพื่อนำเอาความเชื่อมาค้ำยันระบบศีลธรรม

    จริงอยู่แม้สังคมก่อนสมัยใหม่ จะยังไม่ซับซ้อนพอและระบบศีลธรรมยังเพียงพอที่จะนำมาใช้กำกับสังคมได้ แต่สังคมสมัยใหม่ที่มีความหลากหลาย และความเชื่อที่ต่างกันออกไป (บางครั้งคนละศาสนากัน) ดังนั้นจำเป็นจะต้องใช้หลักนิติธรรมที่ยืนอยู่บนหลักการไม่ละเมิดมาเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยสังคมแทน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ

    เรื่องนี้จึงไม่แปลกที่ คุณจิมจะได้รับคำตอบเมื่อเราซักไซ้ไปเรื่อยๆ ว่ามันเป็นเรื่องอจินไตย เพราะเมื่อไปปนธรรมะคนละระดับกันเสียแล้ว ข้อมูลที่เสนอนั้นจึงสูญเสียความทนได้ต่อการพิสูจน์ไป