Paid Content : ไม่ง่ายหากจะทำเงินจากผู้อ่านยุคดอทคอม
December 12, 2009
บริษัทที่ปรึกษาด้านสื่ออย่าง Oliber & Ohlbaum เผยแพร่ผลสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเมื่อเร็วๆนี้ และสะท้อนสิ่งที่เคยตรงข้ามกับความเชื่อหลายประการ อาทิเช่น ก่อนหน้านี้เคยมีสมมติฐานกันว่า ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ จะตามไปอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว เพื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติม หรือเนื้อหาอื่นๆ (เช่นบล็อกเป็นต้น)
ผลการสำรวจของผู้อ่านหนังสือพิมพ์คุณภาพในอังกฤษอย่าง Daily Telegraph กลับไม่ได้เป็นไปตามสมมติฐานดังกล่าว ตรงกันข้ามผู้ที่ไปตามอ่านเนื้อหาออนไลน์ในเว็บไซต์ของ Daily Telegraph กลับใช้เวลาอ่านเนื้อหาจากเว็บไซต์นี้เพียง 9% เท่านั้น ในขณะที่เวลาส่วนใหญ่กลับไปอยู่ที่สื่ออย่าง BBC ที่ 17% และสำนักข่าวคุณภาพแห่งอื่นๆ หรือ Quality press ที่ 22%

ผลการสำรวจผู้อ่านของ Daily Telegraph ใช้เวลาอ่านกับเว็บไซต์อื่นมากกว่าเว็บไซต์ของตนเอง
ในขณะเดียวกันพวกเขายังใช้เวลาไปกับการอ่านเนื้อหาจากเว็บไซต์ข่าวที่ไม่ได้เน้นเนื้อหาคุณภาพ หรือ Popular press อย่างเช่น Sun อีกถึง 11% ในทางตรงข้าม ที่เคยเชื่อกันว่าสื่อออนไลน์ที่ทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารใหญ่ๆ อย่าง Google News และ Yahoo News นั้น กลับดึงเวลาของผู้อ่านออนไลน์ไปเพียง 11% ซึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดอย่างที่เคยเข้าใจกัน
ถึงแม้ว่าจะมีการถามผู้อ่านว่าหากมีการคิดราคาการอ่านเนื้อหาออนไลน์ในราคา 2 ปอนด์ (108.25 บาท) ต่อเดือน มีผู้อ่านแสดงความเห็นด้วยเพียง 26% แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐานอีกประการคือ เมื่อ Oliber & Ohibaum ถามผู้อ่านว่าหากหนังสือพิมพ์ออนไลน์มีการคิดราคาพร้อมกันทั้งหมด ผู้อ่านที่เต็มใจชำระเงินด้วยราคาดังกล่าวกลับลดลงเหลือเพียง 16% สะท้อนถึงทางเลือกที่หลากหลาย และภาวะการปฏิเสธการบังคับในโลกออนไลน์มากขึ้น
สำหรับทางออกที่ Oliber & Ohibaum เสนอนั้น แทนที่จะเก็บเงินจากผู้อ่านในลักษณะ การลงทะเบียนเหมาจ่ายเป็นรายเดือน (subscription service) ควรจะเก็บค่าใช้จ่ายจากการอ่านเป็นรายบทความ (per article charges) มากกว่า โดยที่หากเก็บบทความละ 10 เพนนี (5.50 บาท) โดยรวมแล้วในที่สุด เว็บไซต์มีโอกาสสูงที่จะเก็บค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนที่ 2 ปอนด์ ดังตั้งใจแต่แรกเสียอีก แต่กระนั้นโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องบริการชำระเงินธุรกรรมย่อย (micropayment) ซึ่งไม่ทำให้ผู้อ่านต้องเสียเวลากับการลงทะเบียน และกรอกรหัสผ่านที่ยุ่งยาก อย่างบริการในอังกฤษที่ชื่อ payforit ก็เป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับเมืองไทยแล้ว การประกาศก่อตั้ง “ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์” และเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายกับเว็บไซต์ท่า อย่าง www.sanook.com, www.kapook.com, www.Mthai.com, www.ryt9.com, www.siamha.com, www.postjung.com, www.majorcineplex.com, www.pukpik.com www.thaiza.com เพื่อสร้างรายได้มากขึ้นจากทั้งค่าลิขสิทธิ์และค่าโฆษณา ในขณะที่บีบบังคับให้ผู้อ่านต้องจ่ายเงินให้กับเนื้อหาข่าวออนไลน์ จากเว็บไซต์ข่าวที่เป็นสมาชิกชมรมฯ นี้ สะท้อนถึงความไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคข่าวออนไลน์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้สภาพการตรึงกฎระเบียบหยุมหยิมของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการให้อนุญาตกับชำระเงินธุรกรรมย่อย แม้จะมีความตั้งใจดีในแง่ที่เป็นการป้องปรามการทุจริตจากผู้บริโภค แต่ในระยะยาวการใช้กฎระเบียบในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์จะไม่ทำให้ธุรกรรมออนไลน์ของเมืองไทยเติบโตขึ้นแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากบริษัทที่เกิดขึ้นเพื่อกิจการนี้โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีเพียงรายเดียว และเกิดขึ้นโดยบังเอิญเท่านั้น (ก่อตั้งและดำเนินการขึ้นก่อน ธปท. จะมีการประกาศกำหนดกฎเกณฑ์การอนุญาต)
น่าเสียดายที่ความไม่เข้าใจของ บรรดาสื่อใหญ่ที่ยังเคว้งคว้างหาหนทางทำเงินจากธุรกิจออนไลน์แบบกู่ไม่กลับ ทั้งผู้อ่านที่นับวันจะยิ่งหายไปจากการอ่านหนังสือพิมพ์รายวันด้วยมีทางเลือกในการบริโภคจากสื่ออื่นมากขึ้น หากเขาจะหันมาจับเนื้อหาของตนลงธุรกิจออนไลน์ก็กลับเจอ การตัดรายได้กันเองเสียอีก (cannibalization problem) แทนที่จะผนึกกำลังเพื่อหาโมเดลทางธุรกิจที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของโลกออนไลน์ พวกเขาหาแพะรับบาปและหวังว่ามันจะดีขึ้น ในขณะที่ผู้รักษากฎกติกาของประเทศก็ยังจมปลักอยู่กับกติกาอุตสาหกรรมการเงินในสมัยสงครามเย็น ทั้งหมดนี้จะทำให้อุตสาหกรรมข่าวสารข้อมูลของเมืองไทยล้าหลัง และไปไม่ถึงไหนเสียที
ที่มา – Newspapers online : The promiscuity problem, Micro-billing: the key to charging for media content
Comments
Got something to say?





