Practical Report เที่ยวน้ำตกเมืองปากซ่อง

สวัสดีครับ

หลังจากที่เราพักผ่อนมาทั้งคืน ผมตื่นมาด้วยความสดชื่น ก่อนปั่นจักรยานออกไปหาอะไรในตลาดทาน รอรถของพี่ชัยและคณะที่ออกไปทำธุระแต่เช้า เรากลับเข้ามาที่บ้านลุงพรซักเสื้อผ้าเก็บข้าวเก็บของ ไม่นานนักรถของพี่ชัยและคณะก็มาถึง เรารีบยกจักรยานขึ้นกระบะหลัง รถกระบะเคลื่อนออกจากตัวเมืองปากเซมุ่งหน้าลงใต้ไปเมืองปากซ่อง

เมืองปากซ่องอยู่ห่างจากเมืองปากเซประมาณ50กิโลเมตร เมืองปากซองอยู่สูงกว่าเมืองปากเซมาก ถนนที่มุ่งหน้าไปปากซ่องนั้นดูไม่ชันมากนักแถมไม่มีเหวไม่มีหน้าผาไม่มียอด เขาเหมือนกันขึ้นภูเขาอื่นๆทั่วไปขับรถ ถ้านั่งอยู่บนรถแบบไม่สังเกตุจะไม่รู้เลยว่ากำลังขึ้นสู่ที่สูง แต่หากขับรถไปได้ซักพักจะรู้สึกเลยว่ารถกำลังไต่ระดับขึ้นภูเขาไปเรื่อยๆ เพราะรถจะอืดและเสียงเครื่องยนต์จะดังเพราะใช้พลังงานมากเป็นพิเศษ รถขับมาได้ซักพักเราเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาเรื่อยๆ เดาว่าคงใกล้ถึงเมืองปากซ่องเต็มที

พี่ชัยจอดรถหน้าร้านขายอะไหล่แห่งหนึ่ง ก่อนถึงตัวเมืองปากซ่องประมาณ 10 กิโลเมตร คณะของแกมีธุระต้องทำที่นี่ เราสองคนจึงขอลงตรงนี้ พี่ชัยแนะนำเส้นทางและน้ำตกที่สำคัญๆสองสามแห่ง ซึ่งเป็นทางผ่านก่อนจะลงไปถึงเมืองปากเซ ผมโบกมือลาก่อนบอกว่าเดี๋ยวเจอกันที่บ้านพักคืนนี้

เราปั่นจักรยานลงไปเส้นทางเดิม อากาศที่นี่หนาวเย็นจนเราแปลกใจ เมฆฝนตั้งเค้าบดบังแสงอาทิตย์จนหมด ผมจับดูปรอทที่ติดอยู่ที่จักรยานบอกอุณหภูมิ20องศากำลังเย็นแบบพอดี การขับขี่ก็สบายมากๆ เพราะถนนเส้นนี้ลงอย่างเดียวไม่มีขึ้น เราปล่อยให้รถไหลลงมาตามทางเรื่อยๆ ออกแรงปั่นช่วยบ้างเพื่อเพิ่มความเร็วให้รถจักรยาน บางช่วงจักรยานของเราสามารถทำความเร็วได้ถึง50กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านโค้ง ลงเนินลูกแล้วลูกเล่า ทั้งตื่นเต้นทั้ง หวาดเสียว นับว่าเป็นการปั่นจักรยานที่สนุกและผ่อนคลายมากหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาหลาย วันแล้ว

ตลอดเส้นทางระหว่างที่เราปั่นมาจะพบไร่กาแฟเล็กๆเรียงรายอยู่เต็มไปหมด สองข้างทาง วิวสองข้างทางเพลินจนเราลืมเหนื่อย เราเริ่มแวะน้ำตกแรกที่พี่ชัยบอกว่าสวยที่สุดคือตาดเยือง ทางเข้าตาดเยืองเป็นทางลูกรัง ทำเอาเราหัวสั่นหัวคลอนกว่าจะเข้าไปถึงทางลงน้ำตก ระหว่างที่หาทำเลจอดจักรยาน เราสองคนก็ได้ยินเสียงน้ำตกกระทบน้ำเบื้องล่าง ทำเอาผมตื่นเต้น เพราะเสียดังใช้ได้เลย ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาตาดเยืองมาก่อน แล้วน้ำตกที่ดังๆของที่นี่ก็เห็นจะเป็นตาดฟานกับตาดผาส้วม แต่ก็ตัดสินใจไปตามคำแนะนำของพี่ชัย แม้จะแอบสงสัยเล็กๆว่า มันจะสวยจริงหรือเปล่าวะ ระหว่างทางเดินลงไปเราเดินสวนกับฝรั่งสองคน ที่กำลังใส่เสื้อกันฝน ผมยังแอบแซวอยู่ว่าแค่จะไปดูน้ำตก ทำไมต้องใส่เสื้อกันฝนด้วยวะ แต่พอเดินลงไปถึงได้เข้าใจ ข้างหน้าผมเป็นสายน้ำที่ล่วงหล่นลงทางน้ำข้างล่าง เสีงน้ำดังกระฮึ่มไปทั่ว สายน้ำถูกลมพัดพามาโดนหน้าผมทำเอาสดชื่นดีทีเดียว แต่ไม่นานนัก ตัวผมก็เปียกโชกไปด้วยสายน้ำที่ลมพัดมา เราชมความงาม อยู่สักพัก แม้เนื้อตัวจะเปียกโชก แต่ก็ไม่ยอมกลับขึ้นไปสักที เพราะน้ำตกนี้สวยสมคำโฆษณาของพี่ชัยเค้าจริงๆ แต่จะสวยที่สุดหรือเปล่าไม่รู้เพราะผมเพิ่งมาเห็นแค่น้ำตกเดียว

ระหว่างที่เราสองคนเดินกลับขึ้นไปข้างบน อยู่ๆฝนก็ตกลงมาซะงั้น เรารีบวิ่งหลบฝนกันแทบไม่ทัน รอไม่นานฝนก็ซาลง เราจึงตัดสินใจขี่จักรยานฝ่าฝนออกไป ทางลูกรังเส้นเดิมยิ่งเละเทะกว่าเดิม เรากลับสู่ถนนสายเดิม ปั่นฝ่าสายฝนม่นานก็มาถึงทางเข้าตาดฟานที่โด่งดัง ทางเข้าตาดฟานปั่นจักรยานสบายกว่ากัน เพราะเป็นทางเข้าไปสู่รีสอร์ตแห่งหนึ่งด้วย เราได้ยินเสียงน้ำดังมาแต่ไกล คราวนี้เสียงดังกว่าเดิมหลายเท่า เราเดินไปจุดชมวิวแต่ไม่ยักเห็นน้ำตก ได้ยินเพียงแต่เสียงน้ำกระหึ่มอยู่ข้างหน้า คราวนี้ข้างหน้าผมมีเพียงกลุ่มหมอกและไอน้ำสีขาว เป็นเพราะลมที่พัดพาเอาไอน้ำจากน้ำตกฟุ้งขึ้นมากลายเป็นม่านหมอกสีขาวเต็มไป หมด เราสองคนยืนลุ้นรอให้กระแสลมสงบลง เพื่อจะได้เห็นตาดฟานอันโด่งดังอยู่สักพักใหญ่ นักท่องเที่วหัวทองที่มาถึงพร้อมกับเรารอไม่ไหวจนต้องไปหาอะไรกินรอลมสงบ ส่วนเราสองคนยังรอลุ้นใจจดใจ ไม่นาน สายลมก็เปลี่ยนทิศทางทำให้เรา เห็นตาดฟานได้หน่อยนึง ก่อนสายลมจะพัดเอาไปน้ำมาปกคลุมไปทั่วอีก เรายืนลุ้นกันอยู่นานพอสมควรกว่าจะได้เห็นตาดฟานเต็มๆสองตา ตาดฟานนั้นยิ่งใหญ่กว่ากันเยอะ น้ำตกที่ล่วงหล่นจากเหวสูงลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง แต่ถึงยังไงซะ ผมก็ยกความงามให้ตาดเยืองว่าสวยที่สุดอยู่ดี

หลังจากนั้นเราก็ปั่นจักรยานออกไปกลับสู่ถนนเส้นเดิมมุ่งลงปากเซ ตั้งใจว่าจะแวะน้ำตกอีกสักสองแห่ง คราวนี้สายฝนหยุดไปแล้ว เหลือเพียงสายลมเย็นๆพัดมาประทะหน้าระหว่างที่ปั่ลงเขา คราวนี้ ผมกับไลลาผลัดกันถ่ายวีดีโอ บางช่วงเร็วจนผมแทบจับจักรยานไม่ทัน ทั้งวิวและสายลมเย็น ทำเอาเราเพลิดเพลินอยู่อึดใจใหญ่ จนผ่านทางเข้าน้ำตกไปโดยไม่รู้ตัว ระหวางทางเราแวะชิมสับปะรดทีเห็นวางขายอยู่สองข้างทาง สับปะรดที่นี่หวานชื่นใจมากจนเราต้องสั่งอีกลูก แม้ค้าก็ใจดีปอกให้เราทานสดๆ ผมและไลลายกให้สับปะรดที่นั่นว่าเป็นสับปะรดที่อร่อยที่สุดในโลก

ปั่นต่อมาอีกไม่นาน ท้องของเราสองคนเริ่มร้อง ตอนนี้ผมหิวจนตาลาย แต่ยังคิดอยู่ว่าจะไปหาอะไรกินที่ปากเซ เราปั่นกันเพลินจนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายแก่ๆ เรามาถึงทางเข้า ตาดผาส้วม อีกน้ำตกที่โด่งดัง แต่เป็นต้องเปลี่ยนใจเมื่อท้องเริ่มร้อง และเห็นทางเข้าที่ต้องขึ้นเนินเขา แล้วเข้าไปอีก 20 กิโลเมตร เราจึงตัดใจจากผาส้วมด้วยความเสียดาย และมุ่งหน้าลงไปปากเซเพื่อหาอะไรกินกันดีกว่า คราวนี้เส้นทางไม่สบายเหมือนตอนแรกแล้ว แดดเริ่มออก อุณหภูมิสูงขึ้น เส้นทางที่มีขึ้นเนินบ้าง และไม่มีวิวสองข้างทางให้ดูแล้ว เราสองคนก้มหน้าก้มตาปั่นจนมาถึงตัวเมือง เพื่อสั่งอาหารไทยจานใหญ่ราคาย่อมเยาว์เติมพลังงาน ก่อนกลับไปอาบน้ำอาบท่า พักแข้งขาที่เกสเฮาส์

ค่ำวันนั้นพี่ชัย พี่ดุ๋ย และพี่ตุ้ยกลับมาตอนค่ำๆ หลังจากคุยกันตามประสา พร้อมจิบเบียร์เย็น ส่วนไลลาที่เจอทั้งแดดทั้งลม หลับไปก่อนตั้งแต่หัวค่ำแล้ว คราวนี้พี่ชัยบอกว่ากำลังมุ่งหน้ากลับไปสะหวันนะเขต ผมจึงขออาศัยติดกลับไปด้วย คราวนี้ผมจะได้กลับไปเจอพี่ๆที่สะหวันนะเขต พร้อมกับไปวาดรูปเรือให้พี่ตุ้ยน้อย ที่ได้ข่าวว่ากำลังจะมีแข่งเรือหางยาวเร็วๆนี้ คืนนั้นผมนอนลับสนิทฝันดีไปด้วยความปลื้มปิติ ดีใจที่ได้เจอพวกพี่ๆใจดี ช่วงเวลาสั้นแต่มิตรภาพงอกงาม ที่ดีใจยิ่งกว่าที่รุ่งขึ้นผมจะกลับไปเจอพี่ๆที่สะหวัน ก่อนออกเดินทางพี่ชัยยังใจดีช่วยผมซื้อเสื้อไปอีกหนึ่งตัว

ผมกลับเข้านอน วันรุ่งขึ้นเราจะออกจากปากเซช่วงบ่ายๆ มุ่งหน้าสู่สะหวันนะเขต

อาจิณโจนาธาน  อาจิณกิจ ระหว่างทางไปมอสโค

เรื่องย้อนหลัง วิถีบนเกาะ