
ผมมาถึงปากเซจวนค่ำ กว่าจะหาที่พักได้ตะวันก็ตกดิน ผมได้ที่พักในราคาสองร้อยบาท ไม่เลวร้ายนักสำหรับสองคน น้าพรผู้เป็นเจ้าของเพิ่งกลับมาจากออสเตรเลียหลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น หลายสิบปี บ้านพักแกไม่ค่อยมีแขกชาวต่างชาตินัก จะมีแค่หนุ่มสาวลาวที่แวะมาใช้บริการห้องชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
สองคน……….ผมมาปากเซเพื่อจะรอรับไลลาที่กำลังเดินทางโดยรถไฟมาจากกรุงเทพ ไลลาบอกกับผมไว้นานแล้วว่าอยากมาเที่ยวลาวใต้ มาครั้งนี้เธอบอกว่าจะมาพร้อมกับจักรยานคู่ใจของเธอ ที่ลงทุนเปลี่ยนยาง อาบน้ำ ขัดตัวให้ใหม่จนน่าดูทีเดียว แม้มันจะไม่ใช่จักรยานราคาแพงอะไร แต่ไลลาก็ดูแลมันอย่างดี

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมปั่นจักรยานถามหาท่ารถที่จะมาจากฝั่งอุบลราชธานี ผมไปถึงที่นั่นเร็วกว่าที่เรานัดกันไว้สองชั่วโมง ไม่ทันที่ผมจะได้รอรถบัสคันใหญ่ก็วิ่งเข้ามา เป็นอันว่าไลลาบอกเวลาผิด โชคดีที่ผมแวะมาดูก่อนไลลาแบกสัมภาระพะรุงพะรังลงมาจากรถ ทั้งกล้องถ่ายรูปทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุค จักยาน กระเป๋าเสื้อผ้า ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นไอพอดกับลำโพงเล็กๆที่ไปไหนมาไหนเธอมักจะพกติดตัว อยู่เสมอ
พูดถึงเรื่องเพลง เรามักจะเปิดเพลงเบาๆไว้เป็นเพื่อนอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่คลายเหงา แต่บางครั้งก็เพื่อความบันเทิง เพลงไหนร้องตามได้ก็ร้อง เพลงไหนร้องไม่ได้ก็ฟังไปก่อน พอเปิดซ้ำไปซ้ำมาสองสามรอบ เดี๋ยวก็พอฮัมได้เอง เรามีรสนิยมการฟังเพลงที่แตกต่างกันออกไปบ้าง บางครั้งเราต้องสลับกันเลือกเพลงที่จะเล่นคนละเพลง ผมจะชอบเพลงเก่า เพลงช้าๆเพราะๆ เนื้อหาสวยๆ เน้นเพลงไทยที่ร้องตามได้ ส่วนไลลาจะชอบฟังเพลงร็อคฝรั่งแบบหนักๆ เปิดทีต้องเปิดดังๆ ร้องได้บ้างไม่ได้บ้าง ผิดคีย์ผิดโทนบ้าง แต่ก็ถือเป็นการคลายเครียดที่เพลินไปอีกแบบ ในเครื่องเล่นmp3 ของผมจะมีเพลงอยู่ไม่มากมายนัก เนื่องจากความจุของมันไม่เท่าไหร่ พื้นที่ที่เหลือในหน่วยความจำผมต้องเก็บไว้ใช้ทำอย่างอื่น ผิดกับเครื่องไอพอดที่นำสมัยของไลลา ที่มีตั้งเพลงตั้งแต่เก่ายันใหม่หลายพันเพลง แถมด้วยมิวสิควีดีโอสำหรับดูเพื่อความบันเทิงอีกหลายสิบเพลง เวลาปั่นจักรยานผมมักจะยัดหูฟัง เปิดเพลงเบาๆ พร้อมกับร้องเพลงตามไปด้วย เพลงที่ผมกดฟังบ่อยมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเพลง ชะตากรรม ของวงมาลีฮวนน่าเวอร์ชั่นเล่นสด ผมชอบเนื้อหาของเพลงนี้ แม้จะดูเศร้าไปนิด แต่ฟังแล้วซึ้งจับใจ เสียงของนักร้องเองก็เท่ห์ไม่เบามันทำให้ผมมีกำลังใจในการเดินทางเพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่เปิดมัน ผมเริ่มฟังเพลงนี้ตั้งแต่ร้องไม่ได้ เปิดไปเปิดมาหลายรอบ จนเดี๋ยวนี้จำเนื้อร้องได้เกือบทุกท่อน ส่วนเพลงอื่นๆ อย่างของวง อพาทเมนต์คุณป้า สล็อตแมคชีน อัสนีย์วสันต์ ก็ถูกเปิดวนไปวนมาไม่น้อยเช่นกัน ขาดอยู่ก็เพียงวงคาราบาว ที่ปกติผมมักจะเปิดฟังขณะทำงานอยู่ทุกๆวัน แต่งวดนี้ดันไม่มีติดตัวมาซะงั้น



ช่วงบ่ายเราออกปั่นจักรยานรอบๆเมืองปากเซ ลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำโขงและย่านต่างๆของเมือง
เมืองปากเซรอบรอบไปด้วยภูเขาสูง บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่วุ่นวายเหมือนบ้านเรา เมืองนี้ เป็นเมืองท่าที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายจะต้องแวะพักก่อน จะมุ่งน่าลงไปชมความงามของเกาะแก่งต่างๆในแม่น้ำโขง อีกทั้งยังเป็นทางผ่านไปชมน้ำตกคอนพะเพงที่ลือชื่อ รอบๆเมืองปากเซยังมีน้ำตกอีกมากมายหลายแห่งที่สวยงามเป็นเสน่ห์ดึงดูดอีก อย่างหนึ่งของเมืองนี้

ในช่วงค่ำของแต่ละวัน จะมีรถบัสของนักท่องเที่ยวขนคนเข้าออกเมืองนี้มาจอดตรงใจกลางเมือง ซึ่งบริเวณนี้จะมีโรงแรม ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร ร้านค้าบริการประเภทต่างๆตั้งอยู่มากมาย พอรถบัสจอด ฝรั่งหัวทองหัวดำก็จะเดินกางแผนที่หาที่พัก หาของกิน เป็นที่คึกคักของแม่ค้าแม่ขายแถวนั้น
เราอยู่ที่นั่นอีกคืนนึงก่อนเดินทางต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้นมีฝนตกลงมาตั้งแต่เช้ามืด เราไม่รีรอให้ฝนหยุดตก หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว เรารีบเก็บสัมภาระขึ้นรถจักรยาน ปั่นออกไปท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ตกบ้างหยุดบ้าง มุ่งหน้าไปเมืองจำปาสักเมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น เมืองปากเซอย่างในปัจจุบัน เมืองเล็กๆแห่งนี้มีโบราณสถานที่สำคัญและเป็นแหล่งมรดกโลกอย่างวัดพู

ตลอดเส้นทางหมายเลข 13 ที่มุ่งหน้าสู่เมืองจำปาสัก เราเจอทั้งฝนทั้งลมทั้งแดด อีกทั้งสภาพถนนก็ยังไม่เรียบพอที่จะทำให้เราปั่นแบบสบายๆได้ เราต้องขึ้นเนิน ลงเนินอยู่บ่อยครั้ง ผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ดูจากสีหน้าของไลลาแล้วเพียงวันแรกที่ได้ปั่นผมก็ไม่คิดว่าเธอจะไปต่อไหว เนินบางลูกไลลาต้องลงเดินจูงรถ ผมก็ต้องปั่นช้าๆเพื่อไม่ให้ไลลาเหนื่อยมากนัก
ระหว่างทางเราต้องแวะพักกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งทานข้าว ดื่มน้ำ พักแข้งพักขา ผมถือโอกาสอาบน้ำในลำคลองไปในตัว ชดเชยเมื่อเช้าที่รีบร่งมากไปหน่อยจนไม่ได้อาบน้ำ บริเวณนั้นมีเด็กๆชาวลาวกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ลำคลองในหน้าฝนน้ำจะหลากเป็นพิเศษ ไหลแรง แต่ก็สะอาดดีทีเดียว เราแวะกันจนหายเหนื่อย แต่ขนาดแวะพักกันบ่อยๆ ไลลาก็ดูไม่น่าจะปั่นไปถึงจำปาสักไหว
แต่ไม่ได้เป็นไปตามที่ผมคาดนัก ไลลากัดฟันปั่นมาเกือบห้าสิบกิโลเมตร จนถึงริมแม่น้ำโขง ที่นี่เราต้องเอารถจักรยานขึ้นแพยนต์ ที่ชาวบ้านใช้เป็นทางสัญจรไปมาเพราะบริเวณนี้ยังไม่มีสะพาน แพยนต์ดขนาดใหญ่สามารถบันทุกได้ทุกอย่างตั้งแต่ วัว ควาย รถไถ รถตู้ รถโดยสาร แม้กระทั่งรถบรรทุก รถตู้ของนักท่องเที่ยวหลายคันเรียงรายกันอยู่บนแพ กว่าแพจะเต็ม เราต้องรอซักพัก


เมื่อข้ามไปถึงฝั่งจำปาสัก เราตั้งใจที่จะหาบ้านพักก่อนที่จะปั่นจักรยานต่อไปที่วัดพู เราได้ห้องพักราคาหนึ่งร้อยยี่สิบบาท สภาพห้องแม้จะไม่ดีมากนักแต่ก็ไม่สกปรกเท่าไหร่ อีกทั้งบรรยากาศที่นี่ก็สวยและสงบ มีเฉลียงสำหรับทานข้าวยื่นเข้าไปในแม่น้ำโขง นักท่องเที่ยวบางคนนอนหลับพักผ่อนพร้อมด้วยหนังสือเล่มบางๆอยู่บนเฉลียงนั้น เมื่อเก็บข้าวของ พักทานข้าว และพักผ่อนนิดหน่อยเราก็เดินทางต่อไปวัดพู

ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักประมาณ 8 กิโลเมตร ค่าเข้าชมคนละ 30000 กีบ ตกประมาณ 150 บาทไทยแต่ยังไม่ทันที่จะเข้าไปถึงตัววัดพูฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจนเราเปียกโชค เราต้องหยุดพักที่ศาลาริมทางกว่าครึ่งชั่วโมงรอจนฝนซาลงหน่อย กว่าจะได้ขึ้นไปชมความงามของวัดพูก็เย็นแล้ว วัดพูมีสถาปัตยกรรมแบบขอมโบราณซึ่งเมื่อก่อนเป็นอาณาจักรที่ ยิ่งใหญ่ ลักษณะก็จะคล้ายๆเขาพระวิหาร แต่มีขนาดเล็กกว่า ทางขึ้นก็จะมีเสานางเรียงคล้ายๆกับปราสาทเขาพนมรุ้ง(แต่เล็กกว่า) เอาเป็นว่าเป็นเหมือนปราสาทลูกๆหลานๆของนครวัดก็แล้วกัน



วัดพูจัดเป็นเขตมรดกโลกที่สำคัญของชาวลาว ตัวปราสาทบางแห่งยังคงบูรณะอยู่ รายรอบทางเดินเต็มไปด้วยต้นจำปาขนาดใหญ่ เล่ากันว่ามี่อายุหลายร้อยปีทีเดียว หากเดินตามทางขึ้นไปด้านบน จะเจอปราสาทองค์สุดท้าย จากตรงนี้จะมองเห็นวิวเมืองจำปาสักจากมุมสูง และเห็นแม่น้ำโขงลิบๆจากที่นี่
เดินเล่นซักพักเราก็ปั่นจักรยานกลับ ยังไม่ทันจะถึงบ้านพัก เจ้ารถจักรยานผมก็ยางรั่วอีกแล้ว ผมนั่งเปลี่ยนข้างทาง มีเด็กๆมามุงดูอยู่สี่ห้าคน ผมใช้เวลาเปลี่ยนไม่นานเท่าไหร่ อาจจะเริ่มเซียน ในใจยังคิดว่า รั่วอีกก็ไม่เป็นไรตอนนี้เซียนแล้วโว้ย ปั่นมาได้ยังไม่ถึงห้านาที ฉิบหาย! รั่วอีกแล้ว อะไรกันนักหนานี่ รอบนี้ผมจูงเดินซะเลย ยังไงไปเปลี่ยนที่บ้านพักละกัน

หัวค่ำนั้นเรานั่งเล่นกันที่เฉลียงบ้านพักกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าการเดินทางซึ่งกันและกัน ชาวเกาหลีคู่นึ่งแนะนำที่พักให้เราที่ดอนเดด
บ้านพักนี้มีเมนูอาหารมากมาย ทั้งอาหารไทย ฝรั่ง อาหารพื้นเมือง โดยเฉพาะเมนูที่ทำจากปลาสดๆจากแม่น้ำโขงล้วนน่าลิ้มลองทั้งนั้น แต่สำหรับเราสองคนนั้นอาหารแต่ละมื้อคือข้าวผัดไข่ ซึ่งถูกที่สุดในบรรดาเมนูที่มีอยู่ในร้าน แถมยังได้เยอะขนาดที่หนึ่งคนกินไม่หมด มื้อต่อมาเราเลยสั่งแค่จานเดียวแล้วแบ่งกันกิน ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอต่อเราสองคน แถมรสชาดก็ไม่เลวซะด้วย

ใจจริงผมอยากจะนั่งเล่นอยู่ที่เฉลียงนั้นทั้งคืน บรรยากาศเงียบๆสงบๆแบบนี้เหมาะสำหรับการคิดไรไปเรื่อยเปื่อย แต่เราก็รีบเข้านอนกันตอนเกือบสี่ทุ่ม เก็บแรงไว้สำหรับปั่นจักรยานในวันพรุ่งนี้ต่อ
วัดพู จำปาสัก
อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ
