ศตวรรษที่ 21 ว่ากันว่าเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย การตกต่ำของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก หัวใจมังกรกำลังเคลื่อนย้ายมาอยู่ทิศบูรพา แต่โชคนี้จะง่ายอย่างที่เห็นหรือไม่ เอเชียจะรุ่งโรจน์ดังที่ยุโรปเคยเป็นหรือไม่ ไทยกำลังเผชิญกับอะไรในศตวรรษใหม่นี้ SIU จะนำเสนอการกลับมาของ “มหาเอเชียบูรพา” เป็นตอนๆ ทุกสัปดาห์นับแต่นี้เป็นต้นไป
หนังสือ “นาวิกศาสตร์” ฉบับปีที่ 92 เล่มที่ 12 ธันวาคม 2552 พูดถึงการสวนสนามทางทะเล ในงานวันครบรอบ 60 ปี วันสถาปนากองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (The People’s Liberation Army – Navy หรือ PLAN) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 ในบทความที่ชื่อ “นาวิกานุภาพกองทัพเรือจีนครบรอบ 60 ปี” โดยมองว่า การทำการสวนสนามทางทะเลครั้งดังกล่าวจีนมีวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นยุทธศาสตร์สำแดงกำลัง (Presentation of Force) และยุทธศาสตร์แบบป้องปราม (Deterrence) ไปพร้อมกัน โดยแสดงให้เห็นว่าจีนมีกำลังเพียงพอที่จะปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ นอกจากนี้จีนยังใช้มาตรการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน (Confidence Building Measures : CBM) ด้วยการเชิญนานาชาติเข้าร่วมการสวนสนามครั้งนี้
เรือที่เข้าร่วมการสวนสนามได้แก่เรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 2 ลำ เรือพิฆาต Shenzhen และเรือพิฆาต Lanzhou ติดตั้ง Anti Ship Cruise Missile (ASCM) แบบ YJ-83 ระยะยิง 280 กิโลเมตร เป็นต้น
แม้จะมีข้อคลางแคลงใจว่าจีนกำลังจะเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก แต่ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาได้ให้คำมั่นว่า “จีนจะยึดมั่นอย่างไม่คลอนแคลนในหนทางการพัฒนาอย่างสันติ และจะไม่พยายามครองความเป็นเจ้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจีนจะก้าวหน้าไปมากเพียงใด จีนจะไม่ขยายดินแดนด้วยกำลังทหาร ไม่แข่งขันสะสมอาวุธ และจะไม่เป็นภัยคุกคามทางทหารต่อประเทศใดทั้งสิ้น”
กองทัพเรือจีนมีการพัฒนาจากแรกเริ่มก่อตั้งโดยมีเพียงเรือรบ 9 ลำ และเรืออื่นๆอีก 17 ลำ โดยอาศัยความสำเร็จจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้จีนมีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนากองทัพ (ในปี 2553 จีนแถลงว่าเพิ่มงบประมาณทางทหารขึ้นไปอีก 15.3% เป็นเงิน 472.9 พันล้านหยวน หรือ 2.17 ล้านล้านบาท) ทำให้ปัจจุบันจีนผลิตเรือดำน้ำได้เป็น 62 ลำในปี 2550 ซึ่งในจำนวนนี้สหรัฐอเมริกาตรวจพบว่าจีนสร้างเรือดำน้ำติดอาวุธปล่อยนำวิถี (SSBN) ชั้น Jin เป็น 2 ลำ และเรือดำน้ำนิวเคลียร์โจมตีชั้น Shang 2 ลำ เรือฟริเกต 50 ลำ และเรือพิฆาตอีก 28 ลำ นอกจากนี้จีนยังมีแผนซื้อเรือบรรทุกเครื่องบิน Varyag จากยูเครน แต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ

การผลิตและบริโภคน้ำมันดิบของจีน : ที่มา – Stratfor
เมื่อมองในมุมเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จีนมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมจากประเทศเน้นการเกษตรกรรม มาเป็นการอุตสาหกรรมแบบส่งออก ทำให้จีนเปลี่ยนจากประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ อาทิ เช่นน้ำมัน แร่เหล็ก บ็อกไซต์ และทองแดง มาเปลี่ยนเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า และการนำเข้าทรัพยากรเหล่านี้มีแต่จะขยายตัวเพิ่มไม่หยุด หากจีนยังคงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เพื่อฉุดให้เศรษฐกิจของจีนมีการเติบโตอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 ต่อปี

เปรียบเทียบการผลิตและการบริโภคคอมโมดิตีของจีน : ที่มา – Stratfor
จีนเริ่มมองเห็นถึงความจำเป็นในการป้องกันเส้นทางขนส่งทางทะเลจากแหล่งวัตถุดิบไปยังท่าเรือจีน ซึ่งการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกนี้มีลักษณะคล้ายญี่ปุ่น แต่ที่ต่างกันออกไปคือจีนต้องการพึ่งพากองกำลังทางเรือของจีนเอง มากกว่าที่จะไปพึ่งพากองกำลังทางเรือของสหรัฐอเมริกาแบบที่ญี่ปุ่นทำในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
จีนจึงวางแผนพัฒนากำลังทางเรือของตนเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากแนวทางเชิงตั้งรับป้องกันชายฝั่ง (Brown-Water Navy) มาเป็น Active Green Water Defence Strategy ในปี พ.ศ. 2530 และตั้งเป้าในการมุ่งสู่ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึก (Blue Water Navy) ในช่วงศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2563 – 2583) (( ดูข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ ท.ทหาร : ภัยคุกคาม – จีน Go Blue-Water Navy ))
การพัฒนาดังกล่าวนี้จีนต้องใช้ระยะเวลาจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างประสบการณ์ และความคุ้นเคยของการปฏิบัติการทางทะเลของกำลังทหารเรือ เหมือนญี่ปุ่นในช่วงพัฒนากำลังทางเรือของตนเองในช่วงสงคราม รัสเซีย-ญี่ปุ่น ในน่านน้ำทะเลเหลือง – ยุทธการยึดพอร์ทอาเธอร์ ซึ่งในครั้งนั้นญี่ปุ่นมีกำลังทางเรือที่เล็กกว่ามาก แต่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง และข้อเสียเปรียบในการเดินเรือของรัสเซียเอง ทำให้ญี่ปุ่นชนะไปในที่สุด และสามารถสร้างกองทัพเรือชั้นแนวหน้าของโลกในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นมาได้ (กองทัพเรือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เป็นสองประเทศแรกๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญการใช้เรือบรรทุกเครื่องบินในยุทธการทางทะเลก่อนประเทศอื่นๆ ซึ่งในขณะนั้นยังเน้นการใช้เรือประจันบานขนาดหนักอยู่ ((จนต้องมีการทำสนธิสัญญาจำกัดขนาดเรือประจันบานออกมา แต่หลายประเทศเช่นญี่ปุ่นก็ไม่ได้สนใจทำตามนัก ญี่ปุ่นผลิตเรือประจันบานขนาดยักษ์ชั้นยามาโตะออกมาสองลำคือ “ยามาโตะ” และ “มูซาชิ” ตามลำดับ)) )

เปรียบเทียบกำลังรบทางทะเล จีน vs สหรัฐอเมริกา : ที่มา – BBC
นั่นทำให้จีนกำลังใช้ปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดโซมาเลียเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับกองทัพเรือของตนเองมากขึ้น และนอกเหนือจากประสบการณ์ดังกล่าวแล้ว จีนยังต้องการท่าเรือนอกเหนือจากเขตน่านน้ำตนเอง เพื่อการส่งกำลังบำรุงกองทัพเรือที่มีการปฏิบัติการในน่านน้ำทะเลลึก และจีนก็ได้เข้าไปมีบทบาทตลอดจนลงทุนพัฒนาท่าเรือในเขตมหาสมุทรอินเดียด้วยแล้ว เช่นท่าเรือ Sittwe ในพม่า, Chittagong ในบังคลาเทศ, ท่าเรือ Hambantota ของศรีลังกา ตลอดจนท่าเรือ Gwadar ในปากีสถาน เป็นต้น

การสร้างเขตอิทธิพลในท่าเรือนอกน่านน้ำจีน หรือยุทธศาสตร์ร้อยไข่มุก (string of pearl) : ที่มา – Stratfor
แต่อย่างไรก็ตามการขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทะเลของจีนออกไปในขอบเขตของมหาสมุทรอินเดีย จะทำให้เขตอิทธิพลทางทะเลของจีนซ้อนทับกับเขตอิทธิพลทางทะเลของอีกสามประเทศมหาอำนาจอันได้แก่ อินเดีย, ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา
นี่ยังไม่นับการอ้างสิทธิทางทะเลเหนือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในเขตทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนหมู่เกาะสแปรตลี ที่เป็นเขตอ้างสิทธิทับซ้อนกับหลายประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศอย่างเช่นมาเลเซียต้องสั่งซื้อเรือดำน้ำเข้าประจำการเพิ่มเติมซึ่งเป็นเรือดำน้ำชั้น Scorpene ซึ่งเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าที่ผลิตโดยบริษัท DCNS ประเทศฝรั่งเศส และบริษัท Navantia ประเทศสเปน และนี่จะทำให้กำลังทางทหารของประเทศในเอเชียอาคเนย์เสียสมดุลไป และยิ่งกระตุ้นให้เกิดการความระแวงในกำลังทางเรือของประเทศอาเซียนอื่นๆ จนทำให้ต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือของตนเองบ้าง
การพัฒนายุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึกของจีนจะทำให้สหรัฐอเมริการู้สึกไม่ปลอดภัย กรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นมาแล้ว สหรัฐฯในเวลานั้นเลือกคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่น โดยหวังจะทำให้ญี่ปุ่นหยุดการแผ่อิทธิพลลงมาในประเทศจีนและเอเีชียตอนใต้ แต่ตรงข้ามกลับทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน การขาดน้ำมันซึ่งเป็นทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิตและสินค้าทางยุทธศาสตร์จะทำให้ญี่ปุ่นใช้น้ำมันหมดไปภายในหกเดือน นั่นทำให้ญี่ปุ่นวางแผนโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์อย่างสายฟ้าแลบเพื่อตัดอิทธิพลของสหรัฐฯในเขตมหาสมุทรแปซิฟิคลงไป จนทำให้สงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นยังสมรภูมิเขตแปซิฟิคทันที
แน่นอนว่าจีนย่อมต้องเก็บบทเรียนของญี่ปุ่นมาแล้ว และจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองแบบที่ญี่ปุ่นทำอีก จีนเลือกขยายอิทธิพลทางทะเลของตนออกไปยังมหาสมุทรอินเดีย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ละครฉากนี้ซับซ้อนขึ้น เพราะจีนจะต้องวางสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์กับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง จรดแอฟริกา
โอกาสในเวลานี้ยังเป็นของจีน เนื่องเพราะเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงฟื้นตัวจากการถดถอยอย่างไม่แข็งแรงมากนัก และที่สำคัญสหรัฐฯยังคงติดหล่มสงครามในตะวันออกกลางอย่างไม่เห็นทางออกในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย
