Practical Report Pan Asianism ตอนที่ 2 : พลวัตญี่ปุ่น และการดิ้นรนพ้นกับดักบนทศวรรษที่สูญหาย

ศตวรรษที่ 21 ว่ากันว่าเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย การตกต่ำของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก หัวใจมังกรกำลังเคลื่อนย้ายมาอยู่ทิศบูรพา แต่โชคนี้จะง่ายอย่างที่เห็นหรือไม่ เอเชียจะรุ่งโรจน์ดังที่ยุโรปเคยเป็นหรือไม่ ไทยกำลังเผชิญกับอะไรในศตวรรษใหม่นี้ บทความชุด “มหาเอเชียบูรพา” นี้จะนำเสนอกรอบวิเคราะห์การผงาดขึ้นของประเทศเอเชียและการช่วงชิงอำนาจด้วยกรอบคิดทางภูมิรัฐศาสตร์

 

 

ลูกผู้ชายต้องคงสีหน้าอันสดชื่นเหมือนดังดอกซากุระเมื่อยามแย้มบานเอาไว้ ตราบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต”

ยามาโมโตะ สึเนโตโม ในคัมภีร์ ‘ใบไม้ซ่อนเงา’

ในปีนี้ ญี่ปุ่นกลับมาสู่จุดสนใจของโลกอีกครั้ง หลังจากประสบชะตากรรมคลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลห่างออกไปทางตะวันออกราว 70 กิโลเมตร จากชายฝั่งเขตโตโฮกุของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา แผ่นดินไหวนี้มีความรุนแรงขนาด 9.0 ริกเตอร์ ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ขนาดใหญ่และทำลายพื้นที่ในบริเวณกว้าง จนทำให้ผู้มีเสียชีวิตมากกว่า 15,000 ราย ทั้งยังมีผู้บาดเจ็บและผู้สูญหายจำนวนมาก  ที่สำคัญคลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ยังได้สร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมา จังหวัดฟุกุชิมา จนทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสีรั่วไหล การซ่อมแซมความเสียหายของโรงไฟฟ้ายังต้องทำจนถึงปัจจุบัน

หลายคนอาจจะมองว่าจากพิบัติภัยครั้งนี้จะทำให้สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบและเกิดการถดถอยอย่างมาก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในพื้นที่อื่นที่อยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก ภาพถ่ายจาก Boston Globe ซึ่งได้รับมาจากสำนักข่าวเกียวโดและเอพี ซึ่งเปรียบเทียบสภาพพื้นที่หลังเกิดเหตุใหม่ ๆ (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554) และหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วสามเดือน (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554) บนถนนสายหนึ่งในเมืองมิยาโกะ ในจังหวัดอิวาเตะ ทำให้เราพบว่าชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นในพื้นที่นั้นเริ่มค่อย ๆ กลับสู่สภาวะปกติอย่างช้า ๆ ในขณะที่ตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจากหลายสำนักก็ระบุตรงกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในไม่ช้านี้

 

ภาพถ่ายจาก Boston Globe ซึ่งได้รับมาจากสำนักข่าวเกียวโดและเอพี ภาพซ้ายมือเป็นพื้นที่หลังเกิดเหตุใหม่ ๆ (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554) และภาพด้านขวามือเป็นภาพหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วสามเดือน (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554) บนถนนสายหนึ่งในเมืองมิยาโกะ ในจังหวัดอิวาเตะ (ที่มา : http://www.boston.com/bigpicture/2011/06/japan_three_months_after_the_q.html)

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อมองภาพระยะยาวสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างช้า ๆ และกลายเป็นภาวะชะลอตัว มานานนับทศวรรษแล้ว การพยายามอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากเป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับ 225.80% ของ GDP ซึ่งจัดเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะในสัดส่วนมากที่สุดของโลก

หากเทียบกับประเทศจีนแล้ว การวิเคราะห์สถานการณ์ของญี่ปุ่นนั้นยุ่งยากและซับซ้อนกว่ากันมาก ในประเทศจีนนั้นชนชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังดำรงความเป็นอำนาจนำ แม้จะมีความขัดแย้งกันภายในกลุ่มชนชั้นนำบ้าง หรือมีแนวโน้มย่อยที่ต่อต้านอำนาจนำนี้ แต่ทิศทางการพัฒนาประเทศยังอยู่ในแนวทางที่แน่นอน มีความคาดเดาได้ และอำนาจทางการเมืองยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดจากปักกิ่ง ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เปิดให้มีการใช้กลไกตลาดอย่างระมัดระวัง อย่างน้อยแนวโน้มหลักของจีนดังที่เราเห็นนี้จะยังคงดำรงอยู่อีกทศวรรษข้างหน้านี้ ก่อนจะถูกพลังใหม่ ๆ ภายในจีนเองขึ้นมาท้าทายต่อไปในอนาคต (อ่านบทความเก่า Pan Asianism ตอนที่ 1: ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึกของจีน)

แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นในเวลานี้ ยังมีพลังและแนวโน้มย่อย ๆ ที่พยายามต่อสู้ผลักดันตนเองขึ้นมากำหนดบทบาทชี้นำและรังสรรค์ทิศทางใหม่ของประเทศ ให้หลุดพ้นจาก “กับดักแห่งทศวรรษที่สูญหาย” ในอนาคต สภาพเช่นนี้ทำให้อนาคตของญี่ปุ่นไม่สามารถคาดเดาได้ และมีความแปรปรวนอยู่ไม่น้อย ในแง่หนึ่งสภาพปัจจุบันของประเทศญี่ปุ่นก็เสมือนตัวดักแด้ที่กำลังจะแปรสภาพเป็นผีเสื้อ ไม่ก็คล้ายกับสภาพของน้ำเดือดที่กำลังเปลี่ยนเป็นไอ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน  การคาดการณ์อนาคตของญี่ปุ่นจึงต้องพิจารณาจากปัจจัยรอบด้านอย่างรอบคอบและระมัดระวัง แต่ที่สำคัญคือเราไม่อาจมองข้ามญี่ปุ่น ในบริบทการผงาดขึ้นของเอเชียไปได้เลย

 

ตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริง (Real GDP growth) และภาวะเงินเฟ้อของญี่ปุ่น เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ที่มา : EIU)

 

สภาพทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อพิจารณาจากรากฐานทางภูมิรัฐศาสตร์ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะที่ถูกแบ่งแยกออกจากภาคพื้นทวีปของเอเชีย เกาะที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น เป็นเกาะขนาดใหญ่มี 4 เกาะประกอบด้วย เกาะฮอนชู เกาะนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่บริเวณกลางของประเทศ เป็นที่ตั้งของที่ราบสำคัญอย่างที่ราบคันโตและคันไซ ทางตอนใต้ของประเทศนั้นเกาะคิวชูอยู่ในตำแหน่งใกล้กับประเทศเกาหลีมากที่สุด ใกล้กันนั้นก็เป็นเกาะชิโกะกุ ในขณะที่เกาะฮอคไกโดนั้นอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ นอกเหนือจาก 4 เกาะใหญ่นี้ ญี่ปุ่นยังมีเกาะขนาดเล็กอีกราว 6,800 เกาะ

 

แผนที่แสดงความหนาแน่นของประชากรญี่ปุ่น พื้นที่ ๆ มีประชากรมากที่สุดในเกาะฮอนชู คือที่บริเวณคันโต, ยามาโตะ และ โนบิ (ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Japan_Population_density_map.svg )

 

ญี่ปุ่นมีพื้นที่อยู่บนแถบแนวภูเขาไฟ (Ring of fire) ซึ่งบริเวณนี้จะเกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง และแม้กระทั่งภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่นเองก็ยังเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท พื้นที่ที่คนอยู่อาศัยได้จะเป็นพื้นที่ขอบชายฝั่งของประเทศและมีสัดส่วนเพียง ร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งนี่เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับ ร้อยละ 13 ของประเทศอินโดนีเซีย ร้อยละ 16 ในเกาหลีใต้ และร้อยละ 28 ในแคลิฟอร์เนีย (ขนาดของแคลิฟอร์เนียมีพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น)

ในบริเวณพื้นที่ที่อาศัยได้เหล่านี้ ญี่ปุ่นมีพื้นที่ราบซึ่งเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง และเป็นอู่อารยธรรมสำคัญอยู่สามบริเวณ  ที่ราบที่กินอาณาบริเวณกว้างขวางที่สุดคือพื้นที่แถบคันโต ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่สำคัญรอบ ๆ อย่างเช่นโยโกฮามา ที่ราบแห่งที่สองคือที่ราบยามาโตะหรือกิงกิ อันเป็นที่ตั้งของเขตคันไซ ที่นี่มีเมืองสำคัญอย่างโอซาก้าซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น รวมถึงเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโตอีกด้วย และพื้นที่ราบสำคัญอันดับสามคือที่ราบโนบิ อันเป็นที่ตั้งของเมืองนาโงย่า

 

ภาพอัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริง ในระยะเวลา 50 ปี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอยลงช้า ๆ และปัจจุบันอยู่ในภาวะชะงักงัน

 

ที่ราบลุ่มทั้งสามนี้มีขนาดและความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ ทำให้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและมีฐานกำลังคน จนทำให้สามารถประชันอำนาจทางการเมืองกันได้ ชนชั้นนำที่ราบลุ่มยามาโตะซึ่งต่อมาจะกลายเป็นจักรพรรดิญี่ปุ่นรวมอำนาจได้ก่อนเพื่อน จนกระทั่งสามารถก่อตั้งเมืองหลวงแห่งแรก ๆ ที่นาราราวปี ค.ศ. 710 และต่อมาก็ย้ายมาตั้งที่เกียวโตในปี ค.ศ. 794 โดยอาศัยสภาพภูมิศาสตร์ชั้นเยี่ยมของที่ราบลุ่มแห่งนี้ ที่มีทั้งแนวป้องกันตามธรรมชาติจากทิวเขา พื้นที่ราบลุ่มเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และยังมีพื้นที่อ่าวสำหรับทำการประมง อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาก็มีการท้าทายอำนาจจากบรรดาเจ้าเมือง (ไดเมียว) จากพื้นที่ต่าง ๆ จนทำให้ไดเมียวในบริเวณที่ราบคันโต ที่มีกำลังทางทหารและความอุดมสมบูรณ์ไม่ด้อยไปกว่าบริเวณยามาโตะ สามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นโชกุน (คำศัพท์แปลว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด) และตั้งรัฐบาลบาคุฟุ (คำศัพท์แปลว่าจวนแม่ทัพ) ขึ้นมาได้ในราวช่วงศตวรรษที่ 12 ที่คามาคุระซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงโตเกียวในปัจจุบัน แต่ในเวลาต่อมาตระกูลอาชิคางะก็ล้มรัฐบาลบาคุฟุและย้ายศูนย์อำนาจจากคามาคุระกลับมาที่เกียวโตโดยอ้างการสนับสนุนจากจักรพรรดิ ในภายหลังอำนาจของโชกุนอาชิคางะก็เสื่อมลงจนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เกิดการรบพุ่งระหว่างไดเมียวตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงอำนาจทั่วญี่ปุ่น ซึ่งในยุคนี้ถูกเรียกว่ายุคเซงโงกุ หลังผ่านสงครามอันยาวนาน ตระกูลโตกุกาวาก็สามารถรวมอำนาจและย้ายศูนย์การปกครองจากเกียวโต กลับสู่เอโดะ (หรือในปัจจุบันคือโตเกียว) ในบริเวณที่ราบคันโตอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 16 ในเวลาต่อมาแม้จะมีการปฏิวัติเมจิในปี ค.ศ. 1868 เพื่อเปิดประเทศและปฏิรูปประเทศให้สามารถรับมือการกดดันของอิทธิพลการล่าอาณานิคมจากประเทศตะวันตก แม้จะโค่นอำนาจรัฐบาลบาคุฟุของตระกูลโตกุกาวาลงไปได้ แต่ศูนย์อำนาจก็ไม่ได้ย้ายกลับไปที่เกียวโตอีก

 

เส้นทางการแผ่อิทธิพลทางทหารและการค้า

เมื่อญี่ปุ่นจัดการเรื่องศูนย์อำนาจภายในลงได้ ด้วยความที่เป็นประเทศเกาะซึ่งต้องพึ่งพิงการนำเข้าทรัพยากรและวัตถุดิบจากต่างประเทศ และขาดแคลนกำลังแรงงาน ญี่ปุ่นจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะต้องหาทางแผ่อิทธิพลในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เกาหลี  ไซบีเรีย แมนจูเรีย จีน และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และควบคุมเส้นทางเดินเรือทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องแคบมะละกา

ในช่วงแรกญี่ปุ่นเลือกเดินเส้นทางด้านการทหาร ญี่ปุ่นทำสงครามกับรัสเซียเพื่อแย่งชิงพื้นที่บริเวณแมนจูเรียในช่วงปี ค.ศ. 1904 – 1905ต่อมาเข้าครอบครองคาบสมุทรเกาหลีและเกาะไต้หวันในปี ค.ศ. 1910 และเพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของประชากรจาก 30 ล้านคนมาเป็น 60 ล้านคน ในช่วงปี ค.ศ. 1868 – 1926 อุปทานภายในกดดันให้ญี่ปุ่นต้องแสวงหาแรงงาน วัตถุดิบ และแหล่งระบายสินค้าเพิ่มเติม ญี่ปุ่นจึงเริ่มรุกรานประเทศจีนในช่วงปี ค.ศ. 1930

การแผ่อำนาจเช่นนี้ของญี่ปุ่นทำให้ไม่ช้าญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะในบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของสหรัฐฯ ในขณะนั้น สหรัฐฯ กังวลอิทธิพลของญี่ปุ่นในเขตแปซิฟิคซึ่งกำลังทรงอำนาจมากขึ้นทุกขณะ จึงขู่เพิกถอนการส่งน้ำมัน (ในเวลานั้นญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 80) ญี่ปุ่นตัดสินใจเทความเสี่ยงจนหมดหน้าตัก โดยโจมตีอ่าวเพิร์ลของสหรัฐฯ อย่างสายฟ้าแลบ แล้วเข้าร่วมกับเยอรมนีและอิตาลี ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อตัดอิทธิพลของสหรัฐฯ รวมทั้งเข้าควบคุมแหล่งทรัพยากรและน้ำมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินในที่ผิดพลาด และทำให้ญี่ปุ่นต้องย่อยยับด้วยสงครามในท้ายที่สุด

หลังสงครามโลกญี่ปุ่นฟื้นจากเถ้าถ่านกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง คราวนี้ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์การค้าและพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ในช่วงแรกสินค้าของญี่ปุ่นเป็นสินค้าราคาถูกมีคุณภาพต่ำ แต่ในระยะหลังญี่ปุ่นพัฒนาคุณภาพสินค้ามากขึ้น  หลายอุตสาหกรรมอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ยานยนต์ เริ่มได้รับการยอมรับและกลายเป็นผู้นำตลาดในที่สุด ปัจจัยแห่งความสำเร็จในด้านหนึ่งก็เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และความอุตสาหะของผู้ประกอบการของญี่ปุ่นเอง อย่างเช่น นายโคโนสุเกะ มัตสุชิตะ ผู้ก่อตั้งบริษัทมัทสึชิตะจากเพียงผู้ผลิตหลอดไฟฟ้า จนกระทั่งกลายมาเป็นผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จนถึงปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการระดับสูงโดยเฉพาะในกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (The Ministry of International Trade and Industry: MITI) และผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมที่เรียกกันว่าไคเร็ทสึ ซึ่งพัฒนามาจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใกล้ชิดกับผู้นำทางทหารในสมัยสงครามโลกที่เรียกว่าไซบัทสึ โดยทั่วไปไคเร็ทสึเหล่านี้จะประกอบด้วยแกนกลางเป็นธนาคารเพื่อคอยสนับสนุนทางการเงินผ่านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับบริษัทหลักในกลุ่ม ในวงนอกออกไปก็จะเป็นบริษัทบริวารและบริษัทผลิตชิ้นส่วนที่คอยป้อนสนับสนุนบริษัทหลักดังกล่าว ผู้นำธนาคารและบริษัทหลักในกลุ่มไคเร็ทสึ รวมถึงข้าราชการระดับสูงในมิติมักจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เพราะมักเป็นเพื่อนร่วมรุ่นการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างโตได (มหาวิทยาลัยโตเกียว) มหาวิทยาลัยวาเซดะ มหาวิทยาลัยเคโอ และ มหาวิทยาลัยเกียวโต มาก่อน ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแบบนี้ทำให้นโยบายทางด้านการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระหว่างรัฐบาลและไคเร็ทสึเหล่านี้มักเป็นไปอย่างสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ว่ากันว่าพันธมิตรสามเส้าระหว่าง นักการเมือง ข้าราชการ และผู้นำธุรกิจไคเร็ทสึ นี่เองที่อยู่เบื้องหลังการปกครองญี่ปุ่นของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เป็นเวลาถึงเกือบ 54 ปี ในอีกด้านหนึ่งอัตราการออมระดับสูงของคนญี่ปุ่นที่ผ่านระบบไปรษณีย์ญี่ปุ่น ก็กลายเป็นแหล่งเงินทุนอัดฉีดผ่านธนาคารที่อยู่แกนกลางของไคเร็ทสึอีกทอดหนึ่งด้วย

สหรัฐอเมริกาต้องการใช้ญี่ปุ่นเป็นแนวหน้าของประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิคเพื่อเป็นแนวปิดล้อมค่ายคอมมิวนิสต์และต้องการแสดงให้เห็นว่าประเทศทุนนิยมเสรีอย่างญี่ปุ่นมีพัฒนาการที่เหนือกว่าจึงยอมหรี่ตาให้กับ นโยบายการกดค่าเงินเยนให้ต่ำกว่าความเป็นจริงของญี่ปุ่นมาตลอด ในอีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องสูญเสียทรัพยากรไปกับงบประมาณทางด้านการทหาร เพราะพึ่งพิงกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาแทนโดยเฉพาะการรักษาเส้นทางขนส่งทางทะเล

ด้วยสาเหตุเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีอัตราเติบโตในระดับสูงในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 แม้ภายหลังด้วยข้อตกลงพลาซา หรือ พลาซ่าแอคคอร์ด (The Plaza Accord) สหรัฐฯ เริ่มกดดันญี่ปุ่นให้ขึ้นค่าเงินเยน ญี่ปุ่นยังรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ได้ โดยต้องย้ายฐานการผลิตที่เน้นแรงงานออกนอกประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก่อให้เกิดห่วงโซ่ทางอุตสาหกรรมทั่วภูมิภาคเอเชีย นี่จึงเป็นจุดกำเนิดยุทธศาสตร์ฝูงห่านบิน ที่มีญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูง ส่วนประเทศอุตสาหกรรมใหม่  (Newly Industrializing Countries: NICs) ของเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เข้าฝูงตามมา แต่ในเวลาต่อมาเมื่อสงครามเย็นยุติ สหภาพโซเวียตล่มสลาย จีนเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจมาเป็นกลไกตลาด เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มประสบภาวะชะงักงัน ทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้น หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมหาศาลดังที่เราได้กล่าวถึงไปข้างต้นแล้ว

นอกเหนือจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นยังแก้ไม่ตกแล้ว ญี่ปุ่นยังเผชิญปัญหาท้าทายจากความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี และความสัมพันธ์ที่เอาเข้าจริงก็ไม่สนิทใจนักกับจีน ที่สำคัญพื้นฐานสำคัญของญี่ปุ่นคือการที่ญี่ปุ่นต้องประสบกับภาวะประชากรสูงวัย ประชากรที่มีอายุสูงกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 40 ในขณะที่ประชากรในวัยทำงานลดลงจากร้อยละ 64 เหลือเพียงร้อยละ 52 อัตราการเกิดของคนญี่ปุ่นก็ลดลงคาดกันว่าประชากรญี่ปุ่นจะลดลงจาก 128 ล้านคน เหลือ 115 ล้านคนในปี ค.ศ. 2030 และเหลือเพียง 95 ล้านคนในปี ค.ศ. 2050 ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้จะยิ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อไปอีก

 

ในปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนทางแยกว่าจะผงาดกลับมาเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลอีกครั้ง หรือจะทรุดโทรมลงกลายเป็นประเทศธรรมดา ๆ ประเทศหนึ่ง แม้บนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวก็ยังมีคำถามว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวเช่นเส้นทางที่เคยย่ำเดินมาแล้วในช่วงก่อนสงครามโลกด้วยพลังทางการทหาร หรือเส้นทางการฟื้นตัวในช่วงยุคหลังสงครามโลกด้วยพลังทางเศรษฐกิจ หรือจะเป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน แต่ที่แน่ ๆ แรงกดดันจากพื้นฐานทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ญี่ปุ่นเคยดิ้นรนจนผงาดขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำถึงสองครั้งด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน จะทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในอนาคตข้างหน้า

บางทีเส้นทางใหม่ที่ญี่ปุ่นเลือกนั้น หากชะตากรรมไม่เลวร้ายเกินไปนัก แทนที่ญี่ปุ่นจะเลือกเส้นทางการทหาร ญี่ปุ่นอาจจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของโลกให้ก้าวไปอีกระดับหนึ่งก็เป็นไปได้ ซึ่งเรายังต้องจับตาดูพัฒนาการของญี่ปุ่นต่อไป.