นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันข้อมูลถึงเส้นทางการเงินเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวของกลุ่มคน เสื้อแดงที่มีลักษณะผิดปกติว่า ยืนยันว่าไม่ได้พูดใส่ร้ายใคร เนื่องจากไม่ได้ระบุว่าการโอนเงินดังกล่าวมาจากกลุ่มไหนและจะไปที่ใด ไม่เคยบอกว่ามีการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด แต่รัฐบาลได้รับเบาะแสจากประชาชนและสมาชิกรัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบตัวเลขการโอนเงินบางตัวที่พบความผิดปกติตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เป็นต้นมา แต่ในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น จึงเริ่มมีการลงทุนมากขึ้น ดังนั้นอาจจะเป็นตัวเลขที่เป็นผลดีต่อประเทศก็ได้
“เมื่อพบตัวเลขเงินหมุนเวียนมากผิดปกติ และสูงกว่าตัวเลขถัวเฉลี่ยของทุกเดือนที่ผ่านมานับจากปลายปี 2552 หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อมูลกลับไปยังผู้แจ้ง เบาะแส ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกระยะหนึ่ง ตอนนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น” นายปณิธานกล่าว
เมื่อถามว่า มีหลักฐานว่ามีโอนเงินจากนอกประเทศไปให้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า “มันทับซ้อนกันอยู่ บางเส้นทางโอนไขว้ไปมา บางเส้นทางก็เป็นเส้นทางเดิม” เมื่อถามว่านอกจากการโอนเงินผ่านทางธนาคารแล้ว มีการขนเงินสดเข้ามาตามแนวชายแดนหรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า “ตามชายแดนเราก็เคยจับได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก็กลับไปมา เป็นเรื่องที่เรากำลังเฝ้าระวัง”
อภิสิทธิ์รับมีรายงานแต่ต้องตรวจสอบก่อน
ด้านนายอภิสทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปตรวจสอบ เพราะมีรายงานเข้ามา แต่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน รัฐบาลไม่ได้ปล่อยข่าวเพราะมันมีรายงานเข้ามาโดยตลอด รัฐบาลมีเบาะแสจริงและไม่มีเหตุผลใดที่จะไปใส่ร้าย ตนไม่ขอลงรายละเอียดขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ละเอียดก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เส้นทางการเงินที่ผิดปกติจะส่งสัญญาณอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า บ่งบอกอย่างที่ตนเคยกล่าวไว้ว่า เดือนกุมภาพันธ์จะเป็นการเคลื่อนไหวที่เข้มข้น เมื่อถามว่า การบังคับใช้กฎหมายในการดูแลสถานการณ์การชุมนุมจะใช้ได้เมื่อไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราสามารถใช้กฎหมายปกติได้ แต่เมื่อใดที่คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ตอนนี้ถือว่าการใช้กฎหมายปกติดูแลสถานการณ์ได้
