Practical Report ประวัติชีวิต พันศักดิ์ วิญญรัตน์

นักยุทธศาสตร์ นักคิด นักหนังสือพิมพ์ นี่เป็นนิยามของคนๆ หนึ่งที่มีบทบาทต่อด้านนโยบายเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นบุคคลที่ต้องถูกบันทึกไว้หน้าประวัติศาสตร์ ในแง่ของการถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองตั้งแต่ถูกจำคุกในคดีภัยสังคม เมื่อครั้งทำหนังสือพิมพ์จัตุรัส และยังเป็นผู้ถูกรัฐประหารทั้งสองครั้งเมื่อดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาฯ ให้แก่นายกรัฐมนตรีถึงสองคน

นามผู้นั้นคือ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์ “


พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เริ่มต้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการที่ธนาคารกรุงไทย จากการที่บิดาเป็นผู้ฝากฝังให้หลังจากเรียนจบด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ แต่ด้วยความสนใจด้านหนังสือพิมพ์ ทำให้เขาลาออกมาทำงานใหม่ที่หนังสือพิมพ์รายวัน Bangkok World  และได้ไปทำงานที่ปรึกษาให้แก่ NM Rothschild & Sons Co., Ltd. ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจที่เก่าแก่ของยุโรป

ช่วงเรียนและทำงานในช่วงแรกต้องถือว่าพันศักดิ์อยู่ต่างประเทศมากกว่าเมืองไทย บางช่วงไปอยู่สหรัฐอเมริกาเกือบ 10 ปีจนมีภรรยาคนแรกเป็นคนอเมริกัน ซึ่งอยู่ในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งของสหรัฐฯ การไปอยู่ต่างประเทศยาวนานและมีภรรยาเป็นคนอเมริกัน พร้อมไปกับการทำงานให้กับวาณิชธนกิจระดับสูง ได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดด้านระบบทุนนิยม โลกาภิวัตน์ ตลอดจนยุทธศาสตร์ของตะวันตกของเขาอย่างลึกซึ้ง เข้าใจความคิดที่อยู่ภายในของตะวันตกได้เป็นอย่างดี

ต่อมาพันศักดิ์ได้ร่วมกับเพื่อนทำนิตยสาร “จัตุรัส” รายเดือนในช่วงปี 2513 และรายสัปดาห์ในช่วงปี 2518 – 2519 อันเป็นช่วงเวลาของการตื่นตัวเรื่องบทบาทของสหรัฐในภูมิภาคและในประเทศไทย รวมถึงการต่อต้านการตั้งฐานทัพสหรัฐในประเทศไทย ผลการออกหนังสือทำให้ “จัตุรัส” ถูกมองว่าเป็นหนังสือฝ่ายซ้าย จัตุรัสในช่วงแรกถูกสั่งปิด และพันธ์ศักดิ์ถูกจำคุกในข้อหาภัยสังคม ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวต่างชาติที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐในเวลานั้นให้ออกจากคุกได้

แม้พันศักดิ์จะถูกมองว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย แต่หนังสือของเขาก็ได้รับความนิยมจากปัญญาชนจำนวนหนึ่ง รวมถึงเคยได้รับมอบภารกิจสำคัญอย่างการไปเจรจากับทางเวียดนาม ในระหว่างสงครามเวียดนามช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังจะถอนตัว เขาเข้าไปเป็นตัวแทนของทางไทยที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับเวียดนามหลังสงคราม และสุดท้ายก็มีบทบาทช่วยให้ธนาคารทหารไทยสามารถเข้าไปตั้งสาขาที่กรุงไซ่ง่อนได้หลังสงครามจบลง

พันศักดิ์กลับมาเปิดจัตุรัสอีกครั้งหลังจากลี้ภัยไปอยู่ในอเมริกา 2 ปี ครั้งนี้ “จัตุรัส” เน้นข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังไปไม่รอด ต้องปิดฉากลงไปในช่วงปี 2527 เพราะขาดเงินทุน หลังจากนั้นพันศักดิ์หันได้ไปจับธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีตำแหน่งเป็น Computer Consultant และเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายโดยเฉพาะด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ ที่เวลานั้นกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ  พันธ์ศักดิ์ทำธุรกิจนี้ช่วงปี 2528 – 2531

พันธ์ศักดิ์เคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

เรื่องลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ เราดูกระบวนการ intellectual transfer ว่าสินทรัพย์ทางปัญญาของโลกมีกระบวนการของมัน เราในฐานะประเทศด้อยพัฒนา จึงต้องเรียกร้องว่าด้วย สิทธิและ duty ที่เหมาะสม เพราะขณะนี้มันมีการผลิตที่จะเลือกโซน A B C มันก้าวล่วงเลยไปถึงว่ามนุษย์เผ่าไหนมีสิทธิก่อนกัน ที่จะได้รับสินทรัพย์ทางปัญญา นี่คือปัญหา

หลังจากยุติการทำธุรกิจ พันศักดิ์ถูกดึงตัวมาร่วมคณะ “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย และถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทีมงานในเวลานั้นประกอบไปด้วย บวรศักดิ์ อุวรรโณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,  ดร.วิษณุ เครืองาม, ดร.ชัยอนันต์ สมุทวาณิช เป็นต้น และต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่พันศักดิ์ได้แสดงฝีมือของตนเองได้ด้านยุทธศาสตร์ระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะยุทธศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เวลานั้นยังถือว่าอยู่ในภาวะสงคราม มีการปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนอยู่เรื่อยๆ

ในฐานะประธานที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก พันศักดิ์ได้เสนอแนวความคิดที่ “ฉีกออกจากกรอบอนุรักษณ์นิยม” เป็นอย่างมาก จากเดิมที่เรามองเพื่อนบ้านเป็นศัตรูมาตลอด ให้หันกลับมามองเพื่อนบ้านในฐานะมิตร ซึ่งเป็นฐานคิดของ “ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” อันลือลั่นในสมัย พล.อ. ชาติชาย นั่นเอง

การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไทยต่ออินโดจีนเวลานั้น ทำให้ความตึงเครียดภายในภูมิภาคลดอุณหภูมิลง เกิดความสงบดังที่พันศักดิ์เคยคาดหวังไว้ สันติภาพนี้กลายเป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จนทำให้เศรษฐกิจไทยในเวลานั้นขยายตัวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในช่วงเวลานั้น

พันธ์ศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง SIU ไว้ได้น่าสนใจมาก “คุณชาติชายให้ผมเข้าไปในฮานอยตอนที่ B52 กำลังบอมบ์อยู่ ผมไปคุยกับเวียดนามว่าคนไทยอยากสานเสวนาด้วย ในช่วงที่อเมริกันกำลังถอนตัวจากเวียดนาม งานของผมทำให้ธนาคารทหารไทยสามารถเปิดสาขาที่ไซ่ง่อนได้ตอนที่สงครามเลิก”

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของรัฐบาลชาติชายก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากรัฐประหารของ จปร.5 ซึ่งพันศักดิ์เองต้องหนีไปอยู่ที่อังกฤษเป็นช่วงหนึ่ง

พันศักดิ์กลับมาทำหนังสือพิมพ์อีกครั้งกับกลุ่มผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยเขารับบทเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Asia Times ที่นี่เขาต้องร่วมงานกับผู้สื่อข่าวและทีมงานชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นไปที่ข่าวในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ส่งผลให้เปิดมุมมองในการมองเอเชียของเขาได้ลึก-กว้างมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นฐานความคิดด้านเอเชียของพันศักดิ์จนทุกวันนี้

พันศักดิ์กลับเข้าวงการการเมือง โดยร่วมทีมที่ปรึกษาทักษิณช่วงเริ่มก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และร่วมรัฐบาลทักษิณในตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษานายกฯ” เป็นครั้งที่สอง พันศักดิ์ให้คำปรึกษาแก่ทักษิณทั้งภาพของโลกาภิวัตน์และภาพของเอเชีย ตลอดจนเป็นผู้เสนอนโยบายเศรษฐกิจแบบ Dual Track และต่อมาถูกพัฒนาเป็น “นโยบายประชานิยม” ต่างๆอย่างมากมาย เน้นไปที่กลุ่มคนรากหญ้า ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ และได้กลายเป็นลูกโซ่ของกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับล่างในเวลาต่อมา

การสร้างนโยบายเศรษฐกิจของพันศักดิ์เน้นไปที่ “การเปลี่ยนรูปของนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริง” เขาได้พูดในการสัมภาษณ์กับ SIU ว่า

“นโยบายปกติที่มาจากสภาพัฒน์ (NESDB) มันเป็นนโยบายที่มหภาคมาก ประชาชนก็เบื่อ เราก็รู้ว่าคนเบื่อ และในขณะที่คนมีพัฒนาการตลอดเวลา แต่กลับถูกกีดกัน (alienate) จากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเราต้องเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาทำ (function) และหวัง (hope) อยู่ในชีวิต ที่ผ่านมาเราได้แต่สร้างความหวังระดับมหภาคมากๆ (super macro hope) มันเลี่ยน คนก็เบื่อ คนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม อันนี้คุณทักษิณก็รู้ ยิ่งไปต่างจังหวัดยิ่งชัดเราก็แค่ทำนโยบายออกมาให้ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่และหวังอยู่ ให้เป็นรูปธรรม และต้องสามารถอธิบายได้ในทางการเงินการคลัง”

พันศักดิ์มองไปที่การเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานระหว่างภาคชนบทและสังคมเมืองได้อย่างน่าสนใจว่า

“วิธีการของเราก็คือ ต้องพยายามเชื่อมระหว่างการเป็นชาวไร่ชาวนากับการเป็นคนงานไปได้เรื่อยๆ ผ่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ และจะทำแบบนี้ได้เราต้อง “อัพเกรด” ชีวิตเกษตรในเชิงคุณภาพของการผลิต (qualitative change in production value) ตอนนี้ความสามารถในการผ่องถ่ายกันระหว่างแรงงานในโรงงานกับชาวไร่ชาวนาก็ มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้ไปแตะต้องเลย ถ้าหากคุณไปคุยกับคนขับแท็กซี่ เขาก็จะบอกว่าปีนึงจะหยุดขับแท็กซี่สองหรือสามหน เพื่อกลับไปดูแลไร่นาของเขา เสร็จแล้วก็กลับมาขับแท็กซี่ต่อ”

ผลของนโยบาย Dual Track ของพันศักดิ์ กลายเป็นปัจจัยหนึ่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยหลังวิกฤตปี 40  ต่อมาพันศักดิ์ได้หันไปจับนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เขากลายเป็นต้นตำรับและผู้ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์คนสำคัญของไทย

การแปรความคิดเป็นนโยบายและนำมาทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พันศักดิ์ก็สามารถบันดาลให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม จากไอเดียเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลายมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นกับสินค้าและบริการ จนนำมาสู่การก่อตั้งสำนักงานบริการและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) หรือ The Office of Knowledge Management and Development (OKMD) และ ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ หรือ Thailand Creative& Design Center (TCDC) สององค์กรผู้มีหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย

แต่เหมือนวัฏจักรชีวิตของเขาจะซ้ำร้อยเดิม รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้ภารกิจของประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงอีกครั้ง แม้ว่าพันศักดิ์จะไม่ได้ลากออกจากตำแหน่งประธานบริหาร TCDC และ OKMD แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้คณะกรรมการบริหารต้องเปลี่ยนชุด และทำให้พันศักดิ์ต้องพ้นตำแหน่งไปโดยปริยาย

จากนักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน ที่ปรึกษาธุรกิจ นักคิด นักยุทธศาสตร์จนถึงประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ผู้ชายคนหนึ่งได้ผ่านมาหมดแล้ว ช่วงชีวิตที่โลดโผนโจนทะยานเช่นนี้คงหาได้ยากยิ่งนักในสังคมไทย รวมทั้งความคิดอันเฉียบคมที่แปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้อย่างแนบเนียน แม้ความทะเยอทะยานในการเมืองของเขาไม่เคยปรากฏขึ้นให้เห็น แต่กลับถูกดึงไปอยู่ในวังเวียนทางการเมืองมาตลอดค่อนชีวิต

ทุกวันนี้เขายังคงมีความสุขกับเสียงเพลงจากเครื่องเสียงชั้นนำและแผ่นเสียงที่หาได้ยากเช่นเดียวกับเดินทางรอบโลก ขี่จักรยานท่องเที่ยวไปตามที่ใจปรารถนา ราวกับได้ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง

โดยมอบหมายงานให้กับคนรุ่นต่อไป เพื่อสานต่อ “กล่องแพนดอร่า” ที่เขาเปิดไว้ให้ก่อนแล้ว

  • Wabi Sabi

    เอาแล้วสิ แล้วคนรุ่นนี้ มีใคร “เข้าตา” บ้าง. อภิสิทธิ์?

  • atum

    ชอบท่านมากๆ เสียดายคนเก่งๆไม่ได้ทำงานเพื่อชาติ
    มีแต่พวกโง่ๆ อยากทำงาน