โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
พวกเขาปลาบปลื้มอะไรใน ปัญญา เรณู?
ในขณะที่ ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (สุรสีห์ ผาธรรม ตั้งใจรีเมคผลงานคลาสสิกเรื่อง ‘ครูบ้านนอก’ ของตนเอง) ซึ่งเข้าฉายเมื่อต้นปี 2553 นอกจากกระแสผู้ชมจะเงียบเชียบ กระแสนักวิจารณ์เองก็ไม่ใคร่จะต้อนรับ ทั้งที่วิถีชีวิตของตัวละครในภาคอีสานนั้นก็หาได้แตกต่างไปจาก ปัญญา เรณู มากนัก เราได้เห็นทั้งบ้านทรงไทยย้อนยุค ทุ่งนา โรงเรียน การศึกษาในชนบท กระทั่งมุขตลกที่เล่นกับความโป๊เปลือยของเด็กก็ยังมีเหมือนกัน
แล้วทำไมเรื่องหลังจึงได้รับกระแสชื่นชม มีการจัดรอบพิเศษพบปะกับนักแสดงและผู้กำกับ ไปจนถึง กระทรวงวัฒนธรรมรับลูก ออกหน้าออกตาสนับสนุน อย่างเฉียบพลัน?
ข้อแตกต่างสำคัญอย่างแรกคือ ครูบ้านนอกฯ ดำเนินเรื่องด้วย negative impact (เพราะพูดถึงความฉ้อฉลและอุดมการณ์บริสุทธิ์ที่ล่มสลาย) ส่วน ปัญญาฯ ใช้ positive impact สร้างเสน่ห์ให้ทุกองค์ประกอบในหนังอย่างเต็มที่ ยิ่งหนังเลือกให้ตัวละครเด็กวัยประถมเป็นตัวดำเนินเรื่อง ยิ่งเข้าไปจับใจคนดูได้ง่าย เพราะความสดใสบริสุทธิ์ยังถูกเก็บรักษาไว้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
รวมถึงภาพอุดมคติที่ ปัญญา เรณู ได้สร้างขึ้น
ราวกับหลุดมาจากโลกเมื่อหลายทศวรรษก่อน วิถีชีวิตที่เน้นให้เห็นภาพการทำนา เลี้ยงควาย ใกล้ชิดธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์ระคนแห้งแล้ง ความยากจนดิ้นรน แต่ก็ยังให้เราได้เห็นความรื่นรมย์แบบชนบท เป็นภาพจำของภาคอีสานที่เราคุ้นเคย ทั้งที่เด็กกรุงเทพในเรื่องยังถามหาอินเตอร์เน็ตไร้สายและที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เมื่อต้องพักในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงคำกล่าวนี้จะแสดงถึงภาวะ ‘ปัจจุบัน’ อย่างยิ่ง เราก็ยังพร้อมจะเปิดรับสิ่งที่ตอกย้ำความรู้สึกของเราว่า ภาพที่เห็นบนจอนั้นคืออดีตกาล
ไม่ว่าโลกจะหมุนไปแค่ไหน คนนอกพื้นที่มักยังมองอีสานแบบย้อนยุคกลับไปประมาณ 1-2 ทศวรรษเสมอ (แบบเดียวกับที่มักชอบพูดกันว่า ‘ประเทศลาวยังตามหลังเราอยู่ 30 ปี’) เราไม่สามารถเชื่อมโยงความทันสมัยเข้ากับพื้นที่ได้เลย (สุดท้ายหมู่บ้านที่เป็นท้องเรื่องก็ไม่มีทั้งอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ) และ ปัญญา เรณู ก็ทำหน้าที่ ‘สตัฟฟ์’ ภาคอีสานในอุดมคติของคนดูส่วนใหญ่(และคนทำ)ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งภาพเหล่านี้ยากนักที่เหล่าคนดูซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่จะได้พบได้เจอ กลายเป็นความ exotic บนจอภาพยนตร์ แต่ก็ย้อนแย้งดีเช่นกัน เมื่อภาพของคนอีสาน, ภาคอีสานแบบนี้ ก็อยู่ในหัวของพวกเขามาแต่ไหนแต่ไร
เช่นเดียวกับกลุ่มคนดูกลุ่มใหญ่ ที่ดู สวรรค์บ้านนา แล้วเข้าใจไปว่า แม้ฐานะทางเศรษฐกิจจะย่ำแย่ ต้องทนหาเช้ากินค่ำ ตรากตรำกับงานรับจ้างเป็นกรรมกรในกรุงเทพฯ หนังก็ต้องการให้เห็นชีวิตเปี่ยมสุขชวนซาบซึ้งราวกับสถิตในสรวงสวรรค์ของชาวนาในภาคเหนือ ทั้งที่ประเด็นจริงๆ นั้นต่างกันราวฟ้าเหว นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความ exotic ที่ย้อนแย้ง เมื่อภาพจับใจเหล่านั้น สถิตอยู่ในความคิดลึกๆของผู้ชมมาแต่กาลก่อน (ไม่ว่าจะเป็นการทำนา, เลี้ยงควาย, ดินแตกระแหง, และความรื่นรมย์ในแบบคนชนบท ที่ถูกนำเสนอด้วยความสวยงาม) ผ่านการปลูกฝังค่านิยม ความเชื่อ มายาคติ ต่อพื้นที่ต่างถิ่น หรือเรียกง่ายๆว่า ‘บ้านนอก’ ว่าต้องมีลักษณะอย่างไร จนกลายเป็นชุดความคิดสำเร็จรูปทางวัฒนธรรม
เสียงตอบรับในทางบวกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ นอกจากความดีในตัวหนังเอง ยังต้องผนวกความคิดสำเร็จรูปเหล่านี้เข้าไปด้วย โดยเฉพาะการนำเสนอภาพของคนชนบทที่ให้ความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ กึ่งพุทธกึ่งผี และอิทธิปาฏิหาริย์ ผสานเข้ากับน่าเอาใจช่วยของวงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนไกลปืนเที่ยงที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องดนตรีใหม่ โดยอยู่ในระดับพอดีๆ ที่คนดูเห็นได้ทันทีว่าลักษณะเช่นในหนังนี้คือความบริสุทธิ์เรียบง่ายของท้องถิ่นที่ยังไม่ถูกรุกรานจากภายนอก มีความเห็นส่วนหนึ่งมองว่าเด็กๆ และหมู่บ้านในเรื่องนั้น ‘ด้อยโอกาส’ แต่ก็ต้องการอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเช่นนี้ ซึ่งเป็นความคิดแบบชนชั้นกลางที่โหยหาธรรมชาติ หรือมองชนบทเป็นพื้นที่แฟนตาซี เสียเหลือเกิน
อย่างไรก็ดี ยังมีคนดูอีกกลุ่มหนึ่งตั้งแง่กับ ปัญญา เรณู เพราะประเด็นปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยโจมตีว่าหนังจงใจสร้างภาพอีสานแบบมายาคติ อีสานแบบที่ชนชั้นกลางในเมืองต้องการจะเห็น เด็กอย่างปัญญาและเรณูเป็นเด็กดีตามอุดมคติของรัฐไทย และอุดมคติของสื่อบันเทิงไทย (รวมถึงมีปัญหากับการ ‘สตัฟฟ์’ อีสานอย่างที่กล่าวไป) พร้อมกับตั้งคำถามว่าทำไมเด็กอีสานจะ ‘หน้าตาดี’ บ้างไม่ได้ ทำไมต้องตัวดำเมี่ยมเกรียมแดดกันขนาดนั้น?
ไม่เป็นไร หนังอีกเรื่องมีเด็กอีสาน ‘หน้าตาดี’ มานำเสนอ
อีสานใน ‘ฮักนะ ‘สารคาม’
แรกเริ่มเดิมที หนังเรื่องนี้ได้รับทุนไทยเข้มแข็ง โดยมี ทรงคุณ จันทจร เป็นเจ้าของโปรเจ็คต์ ด้วยจุดประสงค์เพื่อโปรโมตจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะได้ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ เข้ามารับหน้าที่ผู้กำกับและพัฒนาเรื่องกับบทภาพยนตร์
ธัญญ์วารินตัดสินใจเล่าเรื่องของชาวอีสานที่อาศัยอยู่ในเมือง โฟกัสไปที่เด็กวัยรุ่นชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัย มองในองค์ประกอบภาพรวม หนังแทบจะกลืนตัวแนบเนียนอยู่ในจักรวาลเดียวกับหนังรักวัยรุ่นที่ลงโรงฉายไล่เลี่ยกันอย่าง เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก และ Suck Seed ห่วยขั้นเทพ ได้เลย ถ้าเพียงว่าหนังเลือกเดินเรื่องด้วยภาษาไทยกลางเป็นหลัก แบบเดียวกับหนังไทย/ละครไทยกระแสหลักเรื่องอื่นๆ ที่แม้เรื่องราวจะเกิดนอกกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ที่ใช้ภาษาไทยกลางเป็นหลัก ก็ไม่ปรากฏริ้วรอยของภาษาท้องถิ่นให้เราได้ยินได้ฟัง
อีสานใน ฮักนะฯ เต็มไปด้วยการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ข้ามพ้นปนเปกันไปมา ส่วนหนึ่งเพราะ มหาสารคาม ที่เป็นท้องเรื่องนั้นเป็นแหล่งรวมสถานศึกษาทำให้มีคนต่างถิ่นมาก ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องพูดภาษาอีสาน (หลายสำเนียง และภาษาถิ่นอื่นๆ ประปราย) บางคนพูดภาษาไทยกลางไม่แข็งทั้งที่หน้าตาไม่มีเค้าความเป็นคนอีสานแม้แต่น้อย และในด้านกลับก็มีตัวละครจากครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่อีสานมานาน แต่ไม่เคยสนทนาสื่อสารด้วยภาษาถิ่นเลย
ความหลากหลายที่ทับซ้อนชวนสับสนเช่นนี้คือภาพ ‘เมืองใหญ่’ ในอีสานปัจจุบัน แล้วหนังยังเน้นให้เห็นชัดขึ้นผ่านการตั้งชื่อตัวละครที่กร่อนคำจากจังหวัดต่างๆอีกต่างหาก ตั้งแต่ อุบล(ราชธานี), มุก(ดาหาร), (ชัย)ภูมิ, (ขอน)แก่น, (ศรีสะ)เกษ, (กรุง)เทพ, (สุ)รินทร์, (บุรี)รัมย์, อำนาจเจริญ, (ย)โส(ธร) ไปถึง อยุธยา, ชัยนาท, ภูเก็ต โน่นเลย
ความเป็นสมัยใหม่ไม่ได้ทำให้อีสานถูกสลายอัตลักษณ์ หรือกลายสภาพเป็นเมืองในแบบเดียวกับกรุงเทพฯ โดยสมบูรณ์ เพราะตัวละครในเรื่องยังต้อง deal กับรากฐานของตนเอง ตั้งแต่เด็กหนุ่มทายาทวงหมอลำที่ปฏิเสธพื้นเพทางบ้านและปกปิดฐานะที่แท้จริงของตนเอง (ประเด็นส่วนนี้ค่อนข้างพ้นสมัยอยู่หน่อย ในเมื่อ ‘โทนี่ รากแก่น’ ลูกชายของหมอลำดัง ‘บานเย็น รากแก่น’ โด่งดังในฐานะช่างผมสมัยใหม่และดารากระแสหลักไปแล้ว) และเด็กสาวที่ต้องพบเจอทางแยกทางการศึกษาและความรัก เมื่อการแอดมิชชั่นไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพตามแฟนหนุ่ม ทำให้แม่ซึ่งทอผ้าหาเงินเลี้ยงชีพ ต้องคิดขายบ้านขายที่ดินส่งลูกเรียน
ธัญญ์วารินกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ ศิลป์สโมสร ช่วงหนึ่งว่า “ทุกอย่างมีราก แต่ข้างบนมันจะแตกหน่อเป็นอะไรก็ได้” ความคิดนี้แตกต่างจากภาพใน ปัญญา เรณู อย่างยิ่งซึ่งผูกสมัครรักใคร่กับ ‘ราก’ อย่างแนบแน่น – ตัวละครใน ฮักนะฯ ต้องเหวี่ยงตัวเองไปมาระหว่างสิ่งที่พวกเขาต้องการและรากของตัวเอง ที่บางคนก็มองเป็นอุปสรรค (อยากติดทีมชาติ, อยากไปเรียนมหาลัยในกรุงเทพ, อยากเป็นคนกรุงเทพ, อยากเป็นแฟนกับเด็กกรุงเทพ) สภาพของเมืองในอีสานที่เริ่มดูดเอาทุกสิ่งที่ถูกเหมารวมว่า ‘พัฒนา’ เข้ามา ผสมเข้ากับวัฒนธรรมพื้นถิ่นเดิมบางอย่าง คือสิ่งที่ ฮักนะฯ (หรือธัญญ์วาริน) มองว่าอีสานกำลังเป็นอยู่ วัยรุ่นอีสานยังชอบฟังวงหมอลำ วงดนตรีลูกทุ่ง พร้อมกับแต่งตัวแบบวัยรุ่นกรุงเทพ ในขณะที่บนถนนของหลายๆเมืองในอีสานก็เริ่มมีรถแท็กซี่วิ่งให้บริการ สถาบันกวดวิชาจากกรุงเทพเข้าไปเปิดสาขา อะไรที่เคยหาได้แต่ในกรุงเทพ ก็เริ่มกระจายตัวเข้ามาตามหัวเมือง
ด้วยเหตุผลที่ว่าไปนี้ ผมมองเห็นจุดร่วมประการหนึ่งที่แยกไม่ออก ทั้งจากปัญญา เรณู, ฮักนะ ‘สารคาม และหนังอีสานเรื่องอื่นๆ ที่เคยออกฉายมาก่อนหน้านี้ นั่นคือความสัมพันธ์แบบตัดไม่ขาดกับส่วนกลางของรัฐไทย, กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพฯ ที่ปรากฏ (เนื้อหาส่วนนี้เปิดเผยความลับของหนัง)
กรุงเทพฯ ที่เราเห็นใน ปัญญา เรณู อวตารมาในร่างของคณะนักเรียนที่มาทัศนศึกษาแล้วรถทัวร์เครื่องดับกลางทาง เลยได้มาใช้ชีวิตชนบทและสานสัมพันธ์กับเด็กๆ ในหมู่บ้านอยู่พักหนึ่ง แม้จะไม่กี่วันแต่ก็นานพอให้ปัญญารู้สึกรักชอบ ‘น้องมิว’ และเด็กๆ กรุงเทพได้รู้ว่าโรงเรียนบ้านโคกสะอาดกำลังเตรียมประชันวงดนตรีลูกทุ่งในอีกไม่ช้า
นอกจากกลุ่มเด็กนักเรียนกรุงเทพ ที่เป็นภาพแทนชัดเจนแล้ว ภาพของหมู่บ้านในอุดมคติ, เด็กดีในอุดมคติ ที่นำเสนอผ่านตัวปัญญาและเรณู ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นกรุงเทพใน ปัญญา เรณู ดังที่ทราบกันว่าชื่อตัวละครนั้นนำมาจากตัวละครเด็กดีในแบบเรียนชุด เรณู-ปัญญา ภาพของตัวเรณูในหนังอาจไม่ได้เป็นเด็กตามอุดมคติรัฐไทยแบบชัดเจนนัก (เพราะเธอยังหลอกลวงคนอื่นด้วยการสวมรอยเป็น ‘เจ้าแม่คะนองรัก’) แต่แสดงออกชัดเจนในตัวปัญญาที่เป็นเด็กดีตามแบบแผนถึงขั้นบริสุทธิ์ ทั้งกตัญญูกตเวที (ช่วยพ่อแม่ไม่ให้ถูกขโมยควายจนตัวเองล้มเจ็บ), ซื่อสัตย์เถรตรง (ไม่พยายามใช้วิธีนอกลู่นอกทางเพื่อให้ได้เป็นนักร้องนำ, บอกครูเมื่อมีเพื่อนโกงข้อสอบ) สุภาพเรียบร้อย และใกล้ชิดกับความเชื่อทางศาสนาศีลธรรม
นับว่าเป็นความผสมกลมกลืนกันที่ค่อนข้างแปลกประหลาด เมื่อหนังที่แสดงถึงความเป็นอีสานอย่างเข้มข้น ก็โอบอุ้มรับเอาอุดมคติแบบกรุงเทพส่วนกลางเข้ามารวมไว้ได้อย่างไม่ขัดเขินด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับความเป็นกรุงเทพในหนังที่ไม่ได้ถูกนำเสนอในลักษณะ ‘ขั้วตรงข้าม’ กับความเป็นชนบทในเรื่องเลย เพราะเมื่อถึงช่วงท้ายที่วงดนตรีบ้านโคกสะอาดต้องขึ้นประกวดด้วยสภาพจำกัดจำเขี่ย ก็ได้แก๊งกะเทยหางเครื่องจากกรุงเทพบุกป่าฝ่าผืนดินแตกระแหงมาช่วยได้ตอนวินาทีสุดท้ายพอดี จนเอาชนะวงใหญ่ระดับที่มีนักการเมืองเป็นแบ็คอัพได้สำเร็จ
กระทั่งตัวละคร ‘น้องมิว’ เด็กกรุงเทพที่ปัญญาหลงรัก ก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับหมู่บ้านแห่งนี้เลย แม้จะไม่เคยแสดงท่าทีเหยียดหยามหรือรังเกียจความเป็นบ้านนอกแบบเพื่อนคนอื่น (เธอกินตั๊กแตนทอดอย่างสบายอกสบายใจ ส่วนเพื่อนคนอื่นพากันร้องยี้ ไม่เว้น ‘น้องกี่’ กะเทยเด็กที่กลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระให้วงลูกทุ่งของปัญญา) นี่คือการแบ่งแยกตัดขาดระหว่างกรุงเทพและท้องถิ่นไกลปืนเที่ยง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความคิดทางด้านชนชั้น, ชนชาติ, ภาษา หรือภูมิศาสตร์พื้นที่เลยแม้แต่น้อย แต่เกิดจากการไหลเลื่อนของกลไกสังคมที่ถูกวางระบบความสัมพันธ์ไว้เท่านั้นเอง
สภาวะที่กล่าวไป ถูกอัดขยายให้เห็นชัดเจนขึ้นในฉากจบ (แม้จะไม่ได้เป็นความตั้งใจของผู้สร้าง) ที่ปฏิเสธวิทยาการสมัยใหม่อย่างถึงรากถึงโคน แน่นอนว่าวิทยาการทางการแพทย์นี้ย่อมนำเข้าจากกรุงเทพ การปฏิเสธวิทยาการนี้เหมือนเป็นการบอกว่าชนบทสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง และเพราะความสัมพันธ์อันเบาบางต่อกันและกัน ทำให้แม้จะขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปก็ไม่ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรง (ปลิงเข้าจู๋ปัญญาก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ, หรือหากส่วนกลางไม่ส่งจดหมายขอความร่วมมือมา ก็ไม่มีความจำเป็นที่โรงเรียนบ้านโคกสะอาดต้องเข็นตัวเองลงแข่งขันในงานยิ่งใหญ่เกินตัว)
ในขณะที่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ชิดเชื้อ และกระทบกระทั่งกันระหว่างอีสานแบบเมืองใหญ่กับกรุงเทพ ทำให้เราเห็นภาพที่ต่างออกไป ตั้งแต่วัฒนธรรมโรงเรียนกวดวิชา, ปัญหาทางเศรษฐกิจ, ภาษาพูด ที่ส่งผลแม้กระทั่งกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ส่วนตัว ไปจนถึงทัศนคติแบบส่วนกลางที่ romanticize การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น(หมอลำ) ซึ่งถูกขับเน้นในตอนท้าย ผ่านสไตล์แบบรายการ คนค้นฅน (เพลง คิดฮอด ที่ใช้เป็น theme ของหนังจึงเหมาะเจาะอย่างยิ่ง เพราะนี่คือตัวอย่างชั้นเลิศของการ blend ระหว่างพื้นถิ่นกับกระแสหลักกรุงเทพ)
เทพที่พูดภาษากลางมาตลอดเรื่องต้องพูดภาษาอีสาน และเปิดเผยตัวตนที่แท้เพื่อจีบเกษ (ซึ่งตอนแรกเกษเองก็ชอบแต่ไม่กล้าพูดด้วยเพราะเธอพูดไทยกลางไม่แข็ง) แต่ตอนหลังความรักของทั้งคู่ทำให้ความฝันถึงตำแหน่งทีมชาติของเกษต้องดับลง และเมื่อภูมิซึ่งเป็นลูกคนมีฐานะและใกล้เคียงกับความเป็นกรุงเทพที่สุด ไม่สนใจพื้นเพทางบ้านของมุกจนเกิดความระหองระแหง เธอเลยเริ่มหันเหไปหาแก่น เด็กหนุ่มที่พื้นเพใกล้เคียงกัน พูดจาภาษาเดียวกัน (แม่มุกทอผ้า แม่แก่นทอเสื่อ) – ส่วนตัวละครอื่นที่หลงรักเทพแต่ไม่สมหวัง ต่างก็ได้พบรักในแบบของตัวเองทั้งสิ้น (ยุทธ รูมเมตของเทพได้เจอชายหนุ่มในฝัน, (สุ)รินทร์ สาวมนุษยศาสตร์เอกเขมร พบรักกับ (บุรี)รัมย์) – กระทั่งปมที่ดูเหมือนไร้สาระของ อุบล ที่ทำให้เธอไม่ยอมจบการศึกษาแม้จะเรียนมาเจ็ดปี ก็ยังอาจเกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ
แต่ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ เมื่อเทพได้สลายตัวตนปลอมๆ ที่เขาสร้างขึ้นแล้ว หนังทั้งเรื่องก็ไม่เหลือ ‘คนกรุงเทพ’ ที่แท้อีกเลย
แหยมยโสธร มีการย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเป็นจุดหักเหของเรื่อง, แหยมยโสธร ๒ มีปลัดหนุ่มจากกรุงเทพเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตกำนันแหยม, ฅนไฟบิน มีตัวร้ายเป็นขุนนางจากกรุงเทพ ทั้งหมดนี้รวมถึง ปัญญา เรณู ยังแสดงให้เห็นกรุงเทพที่เป็นตัวเป็นตน จับต้องได้ อธิบายโดยสังเขปได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ ฮักนะ ‘สารคาม และ ลุงบุญมีระลึกชาติ เสนอภาพกรุงเทพฯ เป็นเพียงกลุ่มก้อนของชุดความเชื่อ, ทัศนคติ, นโยบายที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็แพร่กระจายกลับลงมาสู่ท้องถิ่นผ่านช่องทางต่างๆ กระทั่งส่งอิทธิพลต่อผู้คน (กรุงเทพในลุงบุญมีฯ คือนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของรัฐในช่วงสงครามเย็น)
ความเป็นกรุงเทพ, ความเป็นคนเมือง, ความเป็นคนท้องถิ่น กำลังถูกจับแยกออกจากกันเรื่อยๆ ผ่านการนิยามผ่านสื่อต่างๆ และด้วยปัจจัยรายล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน ทั้งทางด้านสังคม-การเมือง-วัฒนธรรม โดยละเลยไปว่าทุกอย่างที่กล่าวมานั้นล้วนผสมปนเปอยู่ในพื้นที่เดียวกันจนยากจะแยกแยะออกมาเป็นชิ้นส่วนได้แบบจะแจ้ง ลักษณะแบบพหุวัฒนธรรมที่เห็นใน ลุงบุญมีระลึกชาติ (คนอีสาน, คนกรุงเทพ, คนลาว, ฝรั่ง) และ ฮักนะ ‘สารคาม (คนไทยหลากพื้นเพ ทั้งในและนอกอีสาน) เป็นเครื่องยืนยันที่หนักแน่นถึงความจริงข้อนี้ และนี่อาจจะตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดว่าทำไมคนดูที่เป็นชนชั้นกลางในเมืองจึงได้ชื่นชอบ ปัญญา เรณู



