Practical Report สรุปการประชุมหารือร่วมรัฐสภา 22-23 เมษายน 2552

ได้มีการเปิดเวทีหารือร่วมรัฐสภา ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. เพื่ออภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตทางการเมืองตามคำขอของรัฐบาล โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในวันที่ 22-23 เมษายน 2552

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : รัฐสภาไทย



ทิศทางการอภิปรายในสภา
แนวทางการอภิปรายในสภาแบ่งออกเป็นสี่แนวทางใหญ่ด้วยกัน กล่าวคือแนวทางแรกกลุ่ม ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้าน อภิปรายปกป้องการชุมนุมของประชาชนฝ่ายเสื้อแดง ในวันที่ 8 – 13 เมษายน 2552 กล่าวโจมตีรัฐบาลว่ามีการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างเกินกว่าเหตุ มีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการดำเนินการของทหาร ทั้งนี้มีการอภิปรายด้วยว่าการใช้ พรก. ฉุกเฉินไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการใช้สองมาตรฐาน และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข่าวสารของประชาชน นอกจากนี้เรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ส.ส. บางส่วนอภิปรายขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

แนวทางที่สองเป็นการอภิปรายจากคณะรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีดูแลฝ่ายความมั่นคง ได้อภิปรายโต้ตอบว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปเพื่อควบคุมการชุมนุมที่มีการบานปลายเป็น การจราจลให้กลับสู่ความสงบ ทั้งนี้ผู้ชุมนุมไม่ได้ดำเนินการชุมนุมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ มีการจุดไฟเผารถเมล์ มีการใช้รถเมล์พุ่งชนเจ้าหน้าที่ มีผู้ใช้อาวุธยิงเจ้าหน้าที่ มีการยิงเข้าใส่มัสยิด ในซอยเพชรบุรี 5, 7 มีการใช้รถแก๊สเพื่อข่มขู่ประชาชน ทั้งนี้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย และใช้วิธีการดำเนินการที่พยายามรักษาความปลอดภัยของประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้มี ส.ส. บางส่วนอภิปรายโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวาย

แนวทางที่สามเป็นการอภิปรายจากคณะรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม อภิปรายโต้ตอบว่า การนำเจ้าหน้าที่และคนเสื้อน้ำเงินบางส่วนเข้าร่วมชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นไปเพื่อป้องกันสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อไม่ให้ถูกยึดเหมือนครั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดเมื่อปีกลาย ทั้งปฏิเสธว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่มีการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่พัทยา รวมถึงปฏิเสธการอยู่เบื้องหลัง กลุ่มคนที่แฝงตัวเข้าไปยั่วยุและสร้างพฤติกรรมความรุนแรงในเหตุวุ่นวายในช่วงสงกรานต์ ตามคำโจมตีจากฝ่าย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้มี ส.ส. บางส่วนอภิปรายปฏิเสธการเป็นงูเห่า โดยระบุว่าเหตุการณ์เปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังโจมตี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าปล่อยปละให้เกิดการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

แนวทางสุดท้าย เป็นการอภิปรายจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแตกออกเป็นสามแนวทางย่อย บางส่วนเรียกร้องให้ผู้อภิปรายในสภาเสนอแนวทางการแก้ไข และข้อเสนอแนะให้รัฐบาลแทนที่จะมีการโจมตีกัน ในขณะที่บางส่วนอภิปรายโจมตี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และมี ส.ว. บางส่วนอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารควบคุมการชุมนุม และการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินของรัฐบาล

ไฮไลท์การอภิปราย
ไฮไลท์การอภิปรายยังคงอยู่ที่การติดตามว่า ส.ส. ฝ่ายค้านจะนำเสนอหลักฐานว่ามีประชาชนเสียชีวิตจากการปราบปรามจริงตามที่เคยประกาศจริงหรือไม่ การอภิปรายที่เกิดขึ้นยังไม่มีการนำเสนอหลักฐานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ แต่มีการตั้งข้อสังเกตถึง ความถูกต้องของการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, การใช้สองมาตรฐานปฏิบัติกับผู้ชุมนุม (อภิปรายโดย ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง)



ภาพผู้ชุมนุมถูกมัด และถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้ายและทุบตี, ที่มา – ประชาไท

ที่น่าสนใจเป็นการอภิปรายโดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นำคลิปวิดีโอเหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ 13 เมษายน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง เป็นภาพที่เจ้าหน้าที่รุมทำร้ายและทุบตีผู้ชุมนุมและมัดมือไพล่หลัง นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงการ์ดนปช. สองคนที่เสียชีวิตเป็นศพอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ประเด็นนี้ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้มีการหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเมื่อได้ดูภาพ ผบ.ทบ. ก็บอกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะดำเนินการสอบ และเป็นเรื่องที่องค์กรที่เป็นกลางดำเนินการได้อยู่แล้ว ก็เหมือนกับหลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นทั้งที่ในไทยหรือต่างประเทศ ที่มีการใช้ความรุนแรงและต้องมีการสอบ ในต่างประเทศก็เช่นกันกรณีที่การประชุม จี 20 ที่มีลักษณะการใช้กำลัง ก็จะมีการดำเนินการเพื่อให้ความกระจ่างชัด

นอกจากนี้ก็มีการอภิปรายของ นางฐิติมา ฉายแสง โดยนำเอาวิดิโอคลิปของนายอภิสิทธิ์ในขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านมาเปิด เพื่อแสดงให้เห็นท่าทีปฏิบัติของนายอภิสิทธิ์ว่ามีอคติและแตกต่างกันระหว่างประชาชนผู้ชุมนุมประท้วงสองกลุ่ม ตลอดจนการอภิปรายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ได้แสดงหลักฐานรถแก๊สว่ามีการไปจอดที่หน้าคิงพาวเวอร์ส ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแนวป้องกันการชุมนุมรอบทำเนียบอย่างแน่นหนา เหตุใดจึงมีรถเมล์ 50 คันหลุดรอดไปได้ จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของมือที่สาม รวมทั้งกรณีนางเลิ้ง และกรณีมัสยิดที่ซอยเพชรบุรี 5,6 อีกด้วย

นายจตุพรยังกล่าวด้วยว่า หากต้องการชนะรัฐบาลก็จะไม่ยอมยุติการชุมนุม แต่ที่ยินยอมยุติการชุมนุมนั้นเป็นเพราะไม่ต้องการเอาชีวิตผู้มาชุมนุมเป็นเครื่องมือในการเอาชนะรัฐบาล พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างอภิปรายในที่ประชุมร่วมกันของสองสภา เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมาว่า เพื่อเป็นการลดความขัดแย้ง จากการแสดงความคิดเห็นของหลายๆ ฝ่าย ที่กังวลต่อบรรยากาศการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ตนจึงได้เร่งหารือกับฝ่ายความมั่นคง และตัดสินใจแล้วว่า จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 เป็นต้นไป

หลังจากนั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุมในเวลาประมาณ 01.00 น. และนัดประชุมอีกครั้ง วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. เวลา 10.00 น. โดยมีวาระพิจารณาที่สำคัญคือกรอบการตกลง ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ