ภัทชา ด้วงกลัด สำเร็จปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ ผู้มุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้เพื่อการสร้างสรรค์สังคมไทย

การปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการวิจัยเพื่อสังเคราะห์นโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว หากยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารจัดการและเชื่อมโยงการทำงานเชิงสังคมจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สอดประสานกัน
“ศิลปะการเล่าเรื่อง (Art of Storytelling)” ย่อมเป็นสิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปให้ความสำคัญ เนื่องจากการปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่เพียงการผลิตสร้างความรู้ แต่ยังต้องการจุดประกายการมีส่วนร่วมของคนไทย เพื่อให้เกิดพลังสูงสุดในการผลักดันการปฏิรูปให้ยั่งยืน
ทุกคนย่อมมีความดีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ หากทว่ายังขาดแคลนความรู้และแรงบันดาลใจในการอุทิศตัวเพื่อสังคม ดังนั้น หน้าที่สำคัญของคณะกรรมการปฏิรูปจึงไม่ใช่เพียงการลงมือแก้ไขปัญหาเชิงรูปธรรมอย่างจริงจังเท่านั้น หากยังต้องสร้างสรรค์คุณค่าความหมายใหม่ (Meaning of Life) เพื่อสื่อสารกับหัวใจของประชาชนด้วย
บทถอดเทป
ภัทชา ด้วงกลัด
Dare to Think, Dare to Change.
ในหลายๆ ครั้งนโยบายสาธารณะ (Public Policy) จากภาครัฐนั้น ส่งผลต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในแง่ลบกระจายเป็นวงกว้าง “ฝ้าย” ภัทชา ด้วงกลัด ผู้อยู่คณะสมัชชาปฏิรูปของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี
“ตอนที่เรียนปริญญาตรีที่เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ได้มีการลงพื้นที่ในต่างจังหวัดเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ อย่างเช่นตัวเราชอบเรื่องอาหาร เราก็ไปดูที่มาของอาหารว่ากว่าจะเป็นวัตถุดิบที่เรากินนั้นมันมีกรรมวิธีอะไร มีวิถีการผลิตอย่างไรกว่าที่จะได้มา” ล่าสุดฝ้ายเพิ่งสำเร็จการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัย Eramusประเทศเนเธอร์แลนด์
ประสบการณ์หลังผ่านรั้วมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างโชกโชน เช่นการทำองค์กรพัฒนาสังคมด้านอาสาสมัคร รวมไปถึงการเป็นผู้ช่วยวิจัยที่คณะเศรษฐศาสตร์ “สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นคนค่อนข้างที่จะเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็นจากคนที่มีปัญหา หลังเรียนจบก็มีอาจารย์ที่รู้จักทาบทามให้เข้ามาทำงานตรงนี้ซึ่งตรงกับสิ่งที่ได้เรียนมา”
เมื่อเธอมาอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวเธอได้มองเห็นสังคมไทยกว้างขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิรูป “เรื่องคณะปฏิรูปนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ จริงๆ แล้วมันมีคนพยายามผลักดันประเด็นอยู่ เพียงแต่คณะกรรมการเข้ามารวบรวมความคิดเห็นและการจัดระบบเพื่อนำไปจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล เป็นเสมือนThink Tank
ของสังคม นอกจากงานเรื่องการคิดก็ยังรวมถึงการหาทางผลักดันให้เป็นที่ยอมรับในสังคมและนำไปใช้ได้จริง”
“สิ่งที่สำคัญก่อนที่จะเกิดการปฏิรูปก็คือเราต้องมีองค์ความรู้ที่ดีก่อน อย่างที่ฝ้ายทำงานก็จะมีการศึกษาข้อมูลการทำวิจัย เพื่อหาข้อมูลสนับสนุนในการขับเคลื่อน พอมาถึงขั้นตอนนี้เราก็ต้องคอยทำแคมเปญเพื่อให้เป็นที่รับรู้และให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอวิพากษ์วิจารณ์” ฝ้ายบอกเล่าหน้าที่ของเธอในกรพยายามจะ “เคลื่อน”โลกให้หมุนไปข้างหน้า
ภาพสะท้อนเรื่องกระบวนการปฏิรูปและระบบ think tank นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ฝ้ายเล่าถึงครั้งเมื่อเธอได้มีโอกาสไปฝึกงานกับองค์กรระหว่างประเทศว่า “เราได้มีโอกาสไปฝึกงานกับ Open Society ที่ฮังการี เกี่ยวกับโครงการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นว่าในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญด้านนี้ค่อนข้างมาก ทุกๆมหาวิทยาลัยจะมีหน่วยงานทำวิจัย และหลายๆ มหาวิทยาลัยก็ทำงานเชื่อมโยงหรือได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หน้าที่หลักก็คือเป็นตัวเชื่อมกับหลายฝ่ายกับคนที่ทำงานเชิงประเด็น”
“ตอนนี้งานหลักที่จะผลักดันก็มีสามเรื่องหลัก คือการปฏิรูปภาษี การจัดสรรที่ดินและทรัพยากร รวมไปถึงการจัดสวัสดิการสังคม และสุดท้ายคือเรื่องการกระจายอำนาจ ในหลายประเด็นก็มีความชัดเจนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนยุติธรรม เราจะเห็นว่ามีชาวบ้านหลายๆคนที่ต้องติดคุกเพราะว่าไม่รู้ว่าที่ดินทำกินไปทับซ้อนกับพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม” หลังจากทำงานมาตลอดระยะเวลา 1 ปี ฝ้ายเริ่มเห็นแสงสว่างและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต
เมื่อเจอปัญหาเธอมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร? “เราทำงานโดยรับฟังประชาชนมากที่สุดรวมไปถึงคนที่ทำเชิงประเด็นก็คอยให้คำปรึกษากับเรา และนำมาวิเคราะห์ว่าเรื่องไหนสามารถผลักดันได้จริง เรื่องไหนมีข้อเด่น-ข้อด้อยอย่างไร และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ใช้ทักษะในการบริหารจัดการเข้ามาเพื่อทำให้สิ่งที่มีคนทำอยู่แล้วมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
สิ่งที่เธอมองไปในอนาคตก็คือ “ความยั่งยืน” ของนโยบาย ฝ้ายค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก “หลายๆ ครั้งที่เราศึกษาและเตรียมข้อมูลไว้ องค์ความรู้ที่ทำไว้ไม่ได้หายไปไหนเมื่อถึงเวลาที่เรื่องไหนต้องการทางออกหรือข้อเสนอ เราก็สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ทันที หากหมดวาระคณะวิชาการปฏิรูปอาจจะยังอยู่ เพื่อสะสมนโยบายที่ดีต่อไป”
“การจุดประกายและการตั้งคำถามกับสังคมก็เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเราเห็นประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งถูกละเลยไป บางครั้งเราอาจจะต้องกล้าที่จะออกมานำสังคมและเชื่อมโยงเครือข่ายให้มีคนสนับสนุนไอเดียนั้น ซึ่งก็ต้องใช้เทคนิคในการสื่อสารว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารเรื่องซับซ้อนให้เป็นข้อมูลที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย ภาพสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ หมอประเวศฯ ที่ว่าด้วยความร่วมมือของฝ่ายการเมือง ฝ่ายความรู้ และฝ่ายสังคมกำลังจะเชื่อมร้อยกันเพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคม”
การเปลี่ยนแปลงนั้นบางทีอาจจะไม่ต้องการคนจำนวนมากในการถือ “ธงนำ” ขอให้มีผู้นำที่มีความเด็ดเดี่ยวรอบรู้ และมีผู้ที่เห็นพร้อมอยากที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งต่างๆ ก็เกิดขึ้นได้!!
ที่มา: transform
Podcast: Play in new window | Download
