Practical Radio New Think ตอนที่ 12 สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ “พัชร เกิดศิริ”

พัชร เกิดศิริ วิศวกรหนุ่มไฟแรง ที่พลิกผันมาเป็นนักดนตรีแห่งวง iHear พร้อมกับการเป็น CEO บริษัทรับทำเว็บชื่อดัง โดยเชื่อมั่นว่าธุรกิจและศิลปะต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

“ดนตรี” ไม่ได้มีแต่ความหวานซึ้งอ่อนโยน หากทว่ายังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและช่วงชิง อย่างไรก็ตาม การสร้างความโดดเด่นให้ตนเองก็จะต้องผสมผสานผ่อนปรนให้เพื่อนร่วมวงได้ร่วมแสดงฝีมือด้วย นี่คือ ภาวะถ้อยทีถ้อยอาศัยที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะทำให้ท่วงทำนองดนตรีมีจังหวะเร็วช้าหนักเบาที่ละเมียดละไมยิ่ง

นักการเมืองที่ดีก็ล้วนแต่มีดนตรีในหัวใจ เพื่อที่จะปลดปล่อย “เสน่ห์” แห่งบุคลิกภาพออกมาให้ประชาชนได้สัมผัสชื่นชม เพราะถึงที่สุดแล้วตรรกะของนโยบายหาเสียงที่ดีก็เป็นเพียงเรื่องราวที่ตามมาภายหลังจากประชาชนได้เปิดใจรับผู้แทนราษฎรคนนั้นไว้ในอ้อมใจแล้วเท่านั้น


บทถอดเทป

พัชร เกิดศิริ

Let the music heal your soul.

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”บทหนึ่งในพระราชนิพนธ์แปล ( จากต้นฉบับของ วิลเลี่ยม เช็กเปียร์ )ในรัชกาล ที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นคุณูปการของดนตรี พัชร เกิดศิริ ผู้เป็นซีอีโอ บริษัท รับทำเว็บไซต์ ที่ใช้การบริหารการจัดการแบบวงดนตรี!!!

หากเทียบกันจริงๆแล้ว พัชร ก็เปรียบดังหัวหน้าวง “เราต้องคอบควบคุมจังหวะ ให้รู้ว่าจังหวะไหนควรจะส่งใครให้มีบทบาทโดดเด่น ควบคุมอย่างไรให้มันไหลลื่นไปตามจังหวะมากที่สุด สิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องนำเพลงๆนี้ให้จบไปให้ได้ ให้ภาพรวมมันออกมาได้ดีมากกว่า มันก็เหมือนกันกับการนำพากิจการของบริษัทเช่นเดียวกัน”

“เวลาเราสอนธุรกิจในระดับปริญญาโท หรือ MBA ส่วนใหญ่เรามักจะศึกษาจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีคนสนใจบริษัทขนาดเล็กที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณในการอยู่รอด ทั้งที่ความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก” พัชร สะท้อนภาพการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของประเทศไทยได้อย่างน่าคิด

พัชรลองเปรียบเทียบนักธุรกิจโลกกับแนวดนตรีต่างๆว่า “ยกตัวอย่างบิล เกตส์ ก็เหมือนดนตรีคลาสสิกที่มีท่วงทำนองที่ชัดเจน และค่อนข้างเป็นระเบียบที่สูง ซึ่งแตกต่างกับสตีฟ จ๊อบส์ เหมือนดนตรีแจ๊สสมัยใหม่ ที่มีท่อนที่เป็นวันแมนโชว์ อยู่แต่ก็จะเปิดให้ลูกทีมได้เล่นบ้าง ลูกทีมก็จะค่อยๆเรียนรู้สไตล์การทำงานและแนวคิดแบบจ๊อบส์ไปโดยไม่รู้ตัว”

“คนทำงานหรือนักดนตรีที่สำคัญในยุคปัจจุบันก็คือคนที่เล่นแล้วผลักดันให้คนอื่นประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ก็จะมีงานชุกไปเล่นกับใครก็ได้หมด ไม่ใช่ยุคของซุปเปอร์สตาร์แล้ว จริงๆแล้วการทำธุรกิจมันสะท้อนสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของคน ซึ่งมันเป็นศิลปะ” การบริหารสมัยใหม่นั้นเน้นการทำงานแบบเชื่อมโยงเครือข่ายโดยเป็นการทำงานสนับสนุน และอาศัยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลค่อนข้างมาก

อะไรคือปัจจัยสู่ความสำเร็จของบุคคลนั้นทั้งในโลกการทำงานและโลกแห่งเสียงเพลง? พัชร ไขเคล็ดลับว่า “ลองปรับเอาความคิดเรื่องดนตรีมาใช้ ปัจจัยสำคัญมันมีอยู่ 2 ส่วน เรื่องแรกคือทักษะ ซึ่งเรื่องนี้ฝึกฝนกันได้ต้องอาศัยวินัยในการควบคุมตนเอง เราต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำก่อน อีกส่วนก็คือเรื่องของพรสวรรค์ สิ่งนี้จะสร้างความแตกต่างของสไตล์แต่ละคน”

พัชร ตอบคำถามว่าทำไมคนถึงควรจะเข้าใจและศึกษาดนตรีก่อนที่จะลงมือบริหารหน่วยงานหรือองค์กร โดยเขามองว่า’ในดนตรียังมีการเมือง’ว่า “ข้อดีของดนตรีคือการเข้าใจจิตวิญญาณของมนุษย์ และมีจังหวะในการนำเสนอที่ดี สามารถแก้ไขสถานการณ์แบบอิมโพรไวซ์สดๆได้ มีสีสันในชีวิต ทั้งในเรื่องชีวิตการงานและส่วนตัว มันจะทำให้เราเห็นความงามในชีวิต คนเก่งด้วยกันมันจะเชื่อมโยงกันเองดึงดูดคนเก่งๆมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งเวลาเราได้ร่วมงานกับคนเก่งๆเราก็จะมีการพัฒนาตน เหมือนการทำงานเราไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของเราฝ่ายเดียวแต่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย เราต้องรักษาสมดุล”

ให้มองภาพที่ใหญ่กว่านั้น “ผู้บริหาร”ที่ดีควรเป็นคนอย่างไร? โดยเฉพาะหากองค์กรนั้นเป็นระดับประเทศ หรือตัวแทนของรัฐบาล “คนที่เป็นคอนดักเตอร์ นั้นต้องมีบารมีและฝีมือควบคู่กันไป โอกาสที่คนๆหนึ่งจะไปอยู่จุดนั้นมันน้อยมาก มันเป็นเรื่องการเมืองมาก คุณจำเป็นต้องไกล่เกลี่ยและนำวงให้ทุกๆคนเล่นรวมกันโดยราบรื่นได้”

“นักการเมืองส่วนใหญ่นี่ส่วนมากมักจะร้องเพลงเพราะมาก เท่าที่เคยสัมผัสเพราะมันเป็นทักษะในการแสดงออก มันสะท้อนความคิดอ่านของเขาเพราะคนเหล่านี้ต้องอาศัยการพูดเพื่อดึงดูดจิตใจของผู้ฟัง อย่างเวลาคนที่ฟังปราศรัยส่วนใหญ่เรามักจะจดจำลีลาน้ำเสียง ได้เหมือนกว่าเนื้อหาสาระซึ่งอาจจะเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยได้” พัชร บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับนักการเมืองหลายๆท่านถึงบุคลิกของผู้พูดและผู้ฟังที่มีส่วนเกื้อหนุนกัน ดังนั้นถ้าหากประชาชนต้องการฟังเนื้อหาสาระมากกว่า ก็จำเป็นต้องสะท้อนความคิดเห็นไปยังผู้นำเสนอที่อยู่บนเวที

คำถามที่สำคัญก็คือ ประเทศไทยของเราจะไปได้อย่างไร? หากนักการเมืองแต่ละคนยังคงเล่นผิดคีย์ “จริงตอนนี้มันกลายเป็นมหกรรมประชันดนตรีแล้ว แต่ละคนก็สนใจที่จะเล่นแต่ในแนวทางที่ตัวเองสนใจ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือเมื่อเล่นแล้วก็พยายามจะไปกดให้อีกแนวนั้นรู้สึกด้วยกว่า แต่ว่าจริงๆแล้วดนตรีไม่ได้ถูกนำมาเอาชนะคะคานกัน นักดนตรีที่แท้จริงส่วนใหญ่เขาชอบดนตรีและเปิดรับฟังดนตรีทุกแนว”

และเหมือนว่าคนที่สำคัญที่สุดอาจจะไม่ใช่แค่ คอนดักเตอร์ผู้นำวง แต่ต้องอาศัยนักดนตรีที่เล่นร่วมกันอย่างกลมกลืน รวมไปถึงผู้ฟังที่คอยสะท้อนเสียงตอบรับให้กับนักดนตรีได้ปรับปรุงด้วย