Practical Report เพื่อไทยเตรียมเสนอนโยบาย “นครปัตตานี” เขตปกครองตัวเองแก้ปัญหาไฟใต้

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 18 เมษายน 2554 คอลัมน์ “ลูกแม่จันทร์” ได้เขียนถึงนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพรรคเพื่อไทยจะเสนอให้ยุบ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” (ศอ.บต.) และตั้งเขตปกครองพิเศษใหม่ที่รวม 3 จังหวัดเข้ามาในชื่อ “นครปัตตานี”

นครปัตตานี จะรวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามาเป็นเขตการปกครองพิเศษเดียว

รายละเอียดของ “นครปัตตานี” ที่ระบุในไทยรัฐมีดังนี้

หัวใจ​สำคัญ​ของ​นโยบาย​ชุด​นี้​คือ จัดตั้ง​องค์กร​ปกครอง​ท้องถิ่น​รูป​แบบ​พิเศษ เรียก​ว่า “นคร​ปัตตานี”

“นคร​ปัตตานี” ไม่​ใช่​รัฐ​อิสระ ไม่​ใช่​การ​แยก​ดิน​แดน แต่​เป็น​การบริหาร​ท้องถิ่น​ภาย​ใต้​การกำกับ​ดูแล​ของ​รัฐบาล

โดย​รวม​จังหวัด​ปัตตานี จังหวัด​ยะลา จังหวัด​นราธิวาส เป็น “นคร​ปัตตานี” มี​สถานะ​เป็น​องค์กร​ปกครอง​ท้องถิ่น​ที่​ประชาชน​ใน 3 จังหวัด​ภาค​ใต้​มี​ส่วน​ร่วม​โดย​ตรง

ให้​มี​ผู้​ว่า​ราชการ​นคร​ปัตตานี 1 คน รอง​ผู้​ว่าฯ​ไม่​เกิน 3 คน ซึ่ง​ประชาชน​ใน​พื้นที่​เลือกตั้ง​มา​เอง

คุณสมบัติ​ผู้​สมัคร​รับ​เลือกตั้ง​ผู้​ว่าฯ​นคร​ปัตตานีคือ ต้อง​มี​สัญชาติ​ไทยโดย​การ​เกิดต้อง​มี​ทะเบียน​บ้าน​อยู่​ใน 3 จังหวัดภาค​ใต้​ไม่​น้อย​กว่า 180 วัน และ​ดำรง​ตำแหน่ง​ได้ 4 ปี

ให้​มี​การ​จัดตั้ง​สภา​นคร​ปัตตานี มี​สมาชิก​สภาฯ​ ซึ่ง​ประชาชน​เลือกตั้ง​โดย​ตรง อำเภอ​ละ 1 คน ดำรง​ตำแหน่ง 4 ปี​เช่น​เดียวกัน

ให้​ยุบ​เลิก “ศอ.บต.” โอน​อำนาจการ​บริหาร​ชาย​แดน​ใต้​ให้ “นคร​ปัตตานี” รับผิดชอบ​ด้าน​การบริหาร​ทั่วไป การ​แก้​ปัญหา​ความ​ไม่​สงบ การ​พัฒนา​เศรษฐกิจ และ​การ​เสริม​สร้าง​สันติสุข​ของ​ประชาชน

ให้​กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบ​จ. นายก​เทศมนตรี นายก อบต. ยัง​ปฏิบัติ​หน้าที่​ต่อ​ไป​ตาม​เดิม

ให้​รัฐมนตรี​มหาดไทยมี​อำนาจ​ตาม​กฎหมาย​ใน​การ​ควบคุม​ดูแล​การบริหาร​ราชการ​นคร​ปัตตานี

รัฐมนตรี ​มหาดไทย​มี​อำนาจ​กำกับ​ผู้​ว่าฯ​นคร​ปัตตานี มี​อำนาจ​ยับยั้ง หรือ​สอบสวน​ลงโทษ ถ้า​กระทำ​การ​ใดๆที่​ขัด​ต่อม​ติ ครม.​หรือ​กระทำการ​ใดๆที่​อาจ​เกิด​ความ​เสียหาย​ต่อ​การบริหาร​ราชการ

ให้ ผู้​ว่าฯนคร​ปัตตานีต้อง​ทำ​แผน​ยุทธศาสตร์ แผน​บริหาร​พื้นที่ แผน​พัฒนาเศรษฐกิจ ​และ​ต้อง​รายงาน​ผล​การ​ปฏิบัติ​งาน​ต่อ​คณะ​รัฐมนตรีและ​ต่อรัฐสภา​ทุก​ปี

ให้​รัฐบาล​จัด​งบประมาณ​สนับสนุน​พัฒนา นคร​ปัตตานี สภา​นคร​ปัตตานี และ​ข้าราชการ​ทุก​หน่วย​ที่​อยู่​ใน​สังกัด​นคร​ปัตตานี ฯลฯ

แนวคิดเรื่อง “เขตปกครองพิเศษ” หรือ “นครปัตตานี” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้บุคคลของพรรคเพื่อไทยเองอย่าง พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เคยเสนอเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมมากนัก (ครั้งล่าสุดที่ พล.อ. ชวลิต พูดเรื่องนี้คือปี 2552 ดูรายละเอียดจาก บางกอกทูเดย์: ถอดรหัส ‘นครปัตตานี’ และ คมชัดลึก: “จิ๋ว”ลั่น”นครปัตตานี”ต้องอยู่ภายใต้กม.ไทย)

การนำเสนอไอเดีย “นครปัตตานี” ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ จึงย่อมเป็นพัฒนาการต่อจากไอเดียของ พล.อ. ชวลิต ไปในเส้นทางเดิม (และน่าเชื่อว่าพล.อ. ชวลิต จะยังเป็นแกนหลักในการผลักดันนโยบายนี้ต่อไป ถ้าหากตัว พล.อ. ชวลิต จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อ ไม่ลาออกอย่างที่เป็นข่าว)

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี (ภาพจากเว็บไซต์จังหวัดปัตตานี)

ในส่วนของภาคประชาชนเองก็มีความพยายามศึกษาข้อดีข้อเสียของการตั้งเขตการปกครองพิเศษ “นครปัตตานี” ที่นำโดย พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ โดยลงพื้นที่จัดงานรับฟังความคิดเห็น 47 ครั้ง ระหว่างเดือนมกราคม 2552 ถึงเดือนมิถุนายน 2553 และได้แถลงร่างผลการศึกษา ชื่อ “การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย : ความพยายามในการแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนจากมุมมองของคนพื้นที่” ในการสัมมนา หัวข้อ “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันที่จับต้องได้?” เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม 2553 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ผลการศึกษาได้ระบุ “ความคาดหวัง” ของคนในพื้นที่ทั้งไทยและมุสลิมไว้ 8 ข้อ ดังนี้

  1. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามบังคับแห่งมาตรา 1 ที่กำหนดให้ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”
  2. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องเป็นการปกครองที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการเมืองในลักษณะที่ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีที่ยืนและเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย (Inclusiveness) รับฟังเสียงส่วนใหญ่โดยไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย คำนึงถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่าง รวมทั้งมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพที่เป็นรูปธรรมแก่คนไทยพุทธซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่
  3. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องมีผู้บริหารที่มีอำนาจสูงสุดทางการปกครองเป็นคนในพื้นที่ และมีจานวนข้าราชการไทยพุทธและไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนประชากร ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผู้บริหารและข้าราชการที่มีสานึกรักท้องถิ่น และมีความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  4. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องมีกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการริเริ่ม เสนอแนะ และตัดสินใจในเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกิจการของท้องถิ่น รวมทั้งกำกับติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้บริหารท้องถิ่นได้ในระดับที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองได้มีอำนาจในการจัดการชีวิตของตัวเองดังที่กำหนดไว้ใน มาตรา 281 ของรัฐธรรมนูญที่เน้น “หลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น”
  5. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องมีระบบการกลั่นกรองผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่สามารถลดการแข่งขันแตกแยกในชุมชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในระดับ หนึ่งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจานวนหนึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมและความรู้ ความสามารถ เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง
  6. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องใช้สองภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามลายูปัตตานีควบคู่กันไปบนสถานที่และป้ายต่างๆ ของทางราชการ
  7. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องมีระบบการศึกษาที่อยู่ในมาตรฐานกลางของกระทรวงศึกษาธิการ และในขณะเดียวกันต้องสอดคล้องกับความต้องการและอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วย โดยใช้หลักสูตรการศึกษาที่บูรณาการระหว่างสายสามัญและสายศาสนา รวมทั้งมีการเรียนการสอนวิชาภาษามลายูในโรงเรียนของรัฐ ในลักษณะที่ผู้ปกครองจากทุกกลุ่มวัฒนธรรมต่างมีความสบายใจและมั่นใจที่จะส่ง บุตรหลานของตนเข้ามาศึกษาเล่าเรียน
  8. การปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรต้องมีการบังคับใช้ระบบกฎหมายอิสลามกับคนมุสลิมในพื้นที่ทั้งในแง่ของบทบัญญัติ การวินิจฉัยตัดสิน และการมีสภาพบังคับ โดยเน้นไปที่กฎหมายว่าด้วยครอบครัวและมรดกซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตโดยตรงมากที่สุด

อ่านรายละเอียดของการศึกษาได้จาก ประชาไท (นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย : 8 ความคาดหวังจากผลศึกษาปกครองชายแดนใต้)

  • อิหม่าม อะหมัดซิดดิก อับดุลเราะฮหมาน เครือข่ายมุสลิมรักมนุษยชาติแห่งประเทศไทย Darussalam

    ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam
    ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อยุติความรุนแรง และเพื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึ่งมีความจำเป็นต้องมีพระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 281 “รัฐจะต้องให้ความอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น” พระราชบัญญัตินี้มีชื่อว่า “พ.ร.บ.ปัตตานีมหานครสันติธานี” หรือว่า “พ.ร.บ.Pattani Darussalam” ซึ่งมีหลักการและโครงสร้างดังต่อไปนี้
    1. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ และมีอาณาเขตท้องที่ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และอำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา อำเภอนาทวี ในจังหวัดสงขลา.
    2. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคงอยู่ในแผ่นดินราชอาณาจักรไทยมิได้เป็นการแบ่งแยก.
    3. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam เป็นการปกครองท้องถิ่นที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นคนไทยเชื้อสายมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม คำนึงถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างของคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อย พร้อมมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพแก่คนส่วนน้อย.
    4. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ควรต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าเป็นผู้บริหารสูงสุด มาจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ชำนาญในสองภาษาทั้งไทยและมลายู และต้องมีรองผู้ว่ามาจากคนส่วนน้อย.
    5. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ควรต้องมีความเป็นธรรมทางการเมือง มีสัดส่วนข้าราชการไทยมุสลิม-ไทยพุทธให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร.
    6. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ควรต้องมีสภาซูรอหรือกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการริเริ่ม เสนอแนะ และตัดสินใจในเชิงนโยบายพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งกำกับติดตามตรวจสอบและประเมินผล.
    7. ปัตตานีมหานครสันติธานีPattani Darussalamควรต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองทางคุณธรรมหรือระบบกลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อบุคคลที่มีคุณธรรมและความรู้ความสามารถได้มาทำหน้าที่.
    8. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ควรต้องมีระบบการศึกษาที่ใช้หลักสูตรการศึกษาแบบบูรณาการระหว่างสายศาสนาและสายสามัญ รวมทั้งมีการเรียนการสอนวิชาภาษามลายูในโรงเรียนของรัฐ และในขณะเดียวกันการศึกษาต้องอยู่ในมาตรฐานกลางของกระทรวงศึกษาธิการ.
    9. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ควรต้องใช้สองภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามลายูควบคู่กันไปบนสถานที่และป้ายต่างๆของทางราชการ.
    10. ปัตตานีมหานครสันติธานี Pattani Darussalam ต้องมีการบังคับใช้ระบบกฎหมายอิสลามกับคนมุสลิมในพื้นที่ ทั้งในแง่ของบทบัญญัติ การวินิจฉัยตัดสิน และการมีสภาพบังคับ เช่นกฎหมายครอบครัว มรดก และการควบคุมศีลธรรมจริยธรรมของชาวไทยมุสลิม และในขณะเดียวกันคนที่นับถือศาสนาอื่นมีสิทธิเสรีภาพที่จะปฏิบัติตามศาสนาประเพณีของแต่ละคน.

    วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ตรงกับ 3– 7- 1432 H
    อิหม่าม อะหมัดซิดดิก อับดุลเราะฮหมาน
    เครือข่ายมุสลิมรักมนุษยชาติแห่งประเทศไทย Darussalam

    *** เครือข่ายมุสลิมรักมนุษยชาติได้รวบรวมข้อเสนอของนักวิชาการและความคิดเห็นของประชนในพื้นที่***540604
    ติดต่อได้ที่: 0871835027 Email: muslim-td@hotmail.com

  • Nat- A Lin

    พอมันแยกเป็นนครปัตตานีได้เมื่อไหร่แล้ว เดี๋ยวถ้าไอ้พวกแดงอิสาน หมูบ้านแดงมันก็จะเรียกร้องอยากแยกตัวบ้าง ทั่นนายกก็คงจะอนุมัติสินะครับ…(^.^)

  • Chob444

    อย่าครับ อีสานไม่ว่าจังหวัดไหนไม่เคยคิดจะแยกประเทศ จงอย่ามองว่าเราเป็นคนเข้ามาอาศัย ถึงจะเรียกเราว่า ลาว แต่เราคือคนไทยที่สัญชาติไทย อย่าทำให้แตกแยก