Practical Report บทความ “พอล ครุกแมน” : “ปีใหม่จีน” อันตรายจากพาณิชยนิยมของจีน

เขียนโดย พอล ครุกแมน

มันเป็นช่วงเวลาที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาป่าวประกาศการคาดการณ์ประจำปี ส่วนข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศของผมก็มีว่า ผมมองว่าปี 2010 นี้จะเป็นปีของจีน แต่ไม่ใช่ในทางที่ดีนัก

จะว่าไปแล้ว ปัญหาใหญ่สุดของจีนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องโลกร้อน แต่วันนี้ผมจะเน้นเรื่องนโยบายทางการเงิน

ประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการเงิน แต่จีนกลับทำตัวไม่เหมือนประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ตรงกันข้ามประเทศนี้กลับใช้นโยบายแบบพาณิชย์นิยม (mercantilist policy) นั่นคือคอยคุมให้การเกินดุลการค้าสูงอย่างไม่ปกติ และในโลกที่กำลังอยู่ในช่วงภาวะถดถอยเช่นนี้ นโยบายดังว่ากำลังทำให้ประเทศจีนกลายเป็นผู้ล่าอย่างโจ่งแจ้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นดังต่อไปนี้ ค่าเงินของจีนถูกกำหนดอย่างตายตัวโดยนโยบายจากทางการ โดยให้มีค่าประมาณ 6.8 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งต่างจากเงินดอลลาร์ ยูโร หรือเยน ที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมา ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแบบนี้ ผู้ผลิตจีนจะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างใหญ่หลวงเหนือคู่แข่ง ซึ่งนำไปสู่การเกินดุลการค้ามหาศาล

ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ และพวกนักลงทุนภาคเอกชนไม่หาวิธีชดเชยด้วยวิธีอื่น กระแสเงินดอลลาร์ไหลเข้าจากการเกินดุลดังกล่าวจะผลักดันให้มูลค่าอัตราแลกเปลี่ยนของจีนสูงขึ้น ทำให้พวกนักลงทุนภาคเอกชนจะหาทางเข้าไปในจีน ไม่ใช่หนีออกไป แต่ทางการจีนมีมาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้า ทำให้ตอนนี้พวกเขาซื้อดอลลาร์แล้วฝากไว้ต่างประเทศ ที่มีการกักตุนเงินตราต่างประเทศรวมได้มูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นโยบายแบบนี้ดีต่อประเทศจีนที่มีลักษณะแขวนกับการส่งออก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากภาครัฐ แต่ไม่ดีกับผู้บริโภคของจีนเอง แล้วสำหรับเรา (อเมริกัน – ผู้แปล) ทั้งหมดเล่า?

ในอดีตจีนสะสมเงินทุนสำรองต่างชาติด้วยการลงทุนในพันธบัตรอเมริกัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามีแง่ดีที่ว่าทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ — แม้ว่าสิ่งที่เรา (อเมริกัน – ผู้แปล) ได้ใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำเหล่านั้น โดยส่วนใหญ๋ก็ลงไปกับการปั่นฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ แต่ปัจจุบันนี้โลกกำลังจมอยู่ใต้เงินต้นทุนต่ำเหล่านี้ และมันย่อมหาที่ๆจะไป (เพื่อทำผลตอบแทน – ผู้แปล) อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ระยะสั้นขณะนี้เข้าใกล้ศูนย์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวสูงกว่านี้นิดหน่อย แต่ก็เพียงเพราะเชื่อกันว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซนต์จะสิ้นสุดในวันหนึ่ง การเข้าซื้อพันธบัตรของจีนให้ผลตอบแทนน้อย ไม่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

ในขณะเดียวกัน การเกินดุลการค้าของจีนดึงเอาอุปสงค์ที่กำลังจำเป็นนี้ออกไปจากโลกที่กำลังอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ให้ผมคำนวณนับนิ้วเอาง่ายๆ ผมมองว่าในอีกสองสามปีข้างหน้า ระบบพาณิชย์นิยมของจีนจะสิ้นสุดลงด้วยการทำให้การจ้างงานของสหรัฐฯหายไป 1.4 ล้านตำแหน่ง

จีนปฏิเสธรับรู้ปัญหาดังกล่าว ล่าสุดนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนปฏิเสธข้อเรียกร้องจากต่างประเทศในทำนองว่า “ด้านหนึ่งคุณก็เรียกร้องให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น แต่อีกด้านคุณก็เรียกร้องให้มีมาตรการกีดกัน (การนำเข้า – ผู้แปล)” ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกประเทศใช้มาตรการกีดกันการนำเข้า (โดยใช้เครื่องมือใหม่ๆ) ก็เพราะจีนปฏิเสธจะขึ้นค่าเงินหยวนนั่นเอง และมาตรการหลายประการก็มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว

เป็นอย่างนั้นจริงหรือ? ผมก็ได้ยินสองเหตุผลที่เราจะไม่ตอบโต้กับนโยบายของจีน และเหตุผลทั้งคู่ก็ฟังไม่ขึ้นเอาเลย

เหตุผลประการแรก, มีข้ออ้างว่าเราไม่ควรตอบโต้จีนเพราะ จีนจะทุ่มเงินสำรองหนุนหลังอัตราแลกเปลี่ยนลงมาทำลายเศรษฐกิจให้เสียหายอย่างรุนแรง นี่เป็นการให้เหตุผลที่ผิด เพราะหากจีนทำเช่นนั้น จีนก็จะได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นเดียวกัน ประเด็นสำคัญทีเดียวก็คืออำนาจเดียวกันกับที่ทำให้ระบบพาณิชย์นิยมของจีนเป็นภัย นั้นก็ยังทำให้จีนปราศจากหรือมีแรงทดทางการเงินน้อยมาก

ย้ำอีกครั้ง ขณะนี้โลกก็จมอยู่ใต้เงินถูกๆอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจีนจะทุ่มขายเงินดอลลาร์ออกมาล่ะก็ มันก็ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกปรับสูงขึ้นได้ วิธีแบบนั้นจะยิ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่น — แต่นั่นอาจจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกครับ สำหรับความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงานของสหรัฐ ดังนั้นถ้าจีนทุ่มขายดอลลาร์ เราต้องรีบส่งการ์ดขอบคุณไปให้พวกเขาเลยเชียวล่ะ

เหตุผลประการที่สอง มีคนอ้างกันว่ามาตรการกีดกันการค้านั้นเป็นสิ่งเลวร้าย ภายใต้ทุกสถานการณ์ ถ้าคุณเชื่อแบบนั้น ผมสงสัยว่าคุณกำลังเรียนเศรษฐศาสตร์ 101 จากอาจารย์ผิดคนแล้วกระมัง — เพราะเมื่ออัตราการว่างงานสูง แล้วรัฐบาลไม่สามารถทำให้เกิดการจ้างงานเต็มอัตราได้เมื่อใด เมื่อนั้นกฎเกณฑ์ปกติก็ใช้ไม่ได้หรอกครับ

ขอผมอ้างคำพูดจากหนังสือคลาสสิคของ พอล แซมมวลสัน ผู้เพิ่งจากไป และเป็นผู้สร้างเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ไม่มากก็น้อย เสียหน่อยเถอะ “ถ้ามีภาวะการจ้างงานน้อย ไม่ใช่การจ้างงานเต็ม … ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของพวกนักพาณิชย์นิยมทั้งหลาย” — นั่นคือ ประเทศที่อุดหนุนการส่งออกอย่างได้ผลแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมยตำแหน่งงานจากประเทศอื่น — “กลับกลายเป็นเรื่องถูกต้องขึ้นมา” แซมมวลสันยังไปถกเถียงกับการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดแปลกไปนานๆ ว่ากลับเป็นตัวสร้าง “ปัญหาต่อพวกนับถือลัทธิการค้าเสรีอย่างแท้จริง” คำตอบที่ดีที่สุดต่อปัญหานี้คือการเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากลับไปยังสิ่งที่มันควรเป็น แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่จีนปฏิเสธไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เรื่องของเรื่องก็คือแนวทางพาณิชย์นิยมของจีนกำลังสร้างปัญหามากขึ้นทุกที และเหยื่อของพาณิชย์นิยมก็เสียหายน้อยเหลือเกินจากการตอบโต้ทางการค้า ดังนั้นผมจึงอยากเตือนให้รัฐบาลจีนทบทวนท่าทีหัวแข็งของตนเองลงบ้าง หาไม่แล้วการกีดกันทางการค้าอย่างอ่อนที่จีนกำลังโวยวายอยู่นั้น จะเริ่มทำให้เกิดอะไรที่ใหญ่โตกว่ามาก

แปลจาก – Chinese New Year โดย Paul Krugman

เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น โปรดอ่าน : Leader : วาระใหม่เอเชีย

  • Iterator

    “ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกประเทศใช้มาตรการกีดกันการนำเข้า (โดยใช้เครื่องมือใหม่ๆ) ก็เพราะจีนปฏิเสธจะขึ้นค่าเงินหยวนนั่นเอง”

    แต่ก่อนที่จะ surplus สะสมมาจนขนาดนี้ ก็กีดกันอยู่แล้วเรื่อย ๆ ก็เค้าขยันทำออกมาถูก ๆ อุตสาหกรรม ในประเทศอื่นสู้ไม่ไ้ด้ก็เจ๊ง จนมี wto ก็หาเรื่องกีดกันอยู่เรื่อย ๆ ว่าทุ่มตลาด จนต้องไปฟ้อง wto

    “ถ้ามีภาวะการจ้างงานน้อย ไม่ใช่การจ้างงานเต็ม … ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของพวกนักพาณิชย์นิยมทั้งหลาย” — นั่นคือ ประเทศที่อุดหนุนการส่งออกอย่างได้ผลแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมยตำแหน่งงานจากประเทศอื่น — “กลับกลายเป็นเรื่องถูกต้องขึ้นมา”

    ปัญหาของ ตลาดเสรี ที่มัน ไม่เคยเสรีจริงได้ คือ ตลาดแรงงาน การเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากร ไม่เคยเสรี มันมีปัญหาเรื่องเขตแดน เชื้อชาติ และการก่อตั้งย้ายถิ่นฐานมีต้นทุนสูง พอตัวเองได้เปรียบก็เรียกร้องว่าควรค้าเสรี พอตัวเองเสียเปรียบ กับบอกว่าเค้าขโมยตำแหน่งงาน

    จีนจะเอาเงิน ต่างประเทศ ไปทำไรดี

    - ไล่ซื้อ ไล่หา แหล่งทรัพยากร ที่ คนพันกว่าล้านยังใช้กันได้ ไม่ถึงครึ่งนึงของมาตรฐานเมกาเลยที่คิดต่อหัวเป็นความฟุ่มเฟือยมหาศาล
    - ขยายอิธิพลระหว่างประเทศ ในรูปเงินกู้ แอฟริกา เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ ประเทศที่อยากได้เงินกู้พร้อม package infra มีเยอะถมไป ส่งพร้อมแรงงานจีนไปทำก็ยังได้ ถ้าสนใจ ทำที่แอฟริกามาแล้ว หนักเอาเบาสู้
    - มีอะไรให้พัฒนาอีกมากมายในฝั่งตอนในของประเทศ
    - มีการวิจัย มีเมกะโปรเจคอีกมากและปัญหาอีกมากที่ต้องใช้เงิน ซื้อเทคโน กับลงทุนสร้างยังต้องใช้อีกเยอะ ในอีกหลายปีต่อ ๆ ไป เรื่องน้ำ เรื่องอากาศวิปริต
    อะไรอีกสารพัด คนพันล้านที่เริ่มเคยชินกับความสบาย โจทย์ััมันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน นี่แค่ขยันใช้ไฟกันเก่งกว่าเดิมนิดหน่อย ก็ไม่พอใช้ เดี๋ยวมีจราจล

    มันไม่ได้สบายแบบเมกาซะหน่อย ก็สบายกันซะเคยตัวขนาดนั้น โดนคนที่ปากกัดตีนถีบแย่งตำแหน่งงานไป จะเรียกว่าขโมยงานได้ไงฟะ

  • Iterator

    อ้อมาเสริม

    - เป้าลด carbon emission ต้องใช้เงินอีกมากแน่ ๆ

    เมกาควรหันกลับมานึก

    - จะ contribute value อะไรที่มันสูงกว่าเดิมและจัดการกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงยังไง
    ไอ้ ลูกเล่นทางการเงิน ที่เป็นพ่อมด เสกเงิน สบาย ๆ ที่ทำกันมาหลายปี ถึงคราวล่มขึ้นมาแล้ว
    ก็ควรหันมาคิดใหม่

    - หัดใช้ชีวิตที่ไม่สบายเท่าเดิม เอาแนวทางพอเพียงแบบไทยไปใช้ (ฮา)

    พอการค้าเสรีมันเกิดก็แบบนี้ เราต้องนึกเสมอว่า สิ่งที่เราทำมันอาจต้องแข่งขันกับคนที่ไหนไม่รู้อยู่มุมไหนไม่รู้ของโลก