เศรษฐกิจสีเขียวเริ่มมีรูปแบบในการให้ค่าตอบแทนเพื่อการดำรงรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศน์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีระดับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการลงทุนที่แตกต่างและกิจกรรมที่ขึ้นอยู่กับผลของปฏิสัมพันธ์ในทางตลาด โดยภาครัฐได้พยายามออกแบบนโยบายที่มีลักษณะกระตุ้นให้ส่งผลทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจอย่างทรงประสิทธิภาพในทิศทางสีเขียว
PES หรือ Payment for Environmental Services คือ การจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ถูกทดสอบและพัฒนาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบละตินอเมริกา โดยภูมิภาคเอเชียเพิ่งมีการนำมาต่อยอดพัฒนาในประเทศเวียดนาม ให้เป็นประเทศนำร่องในการจัดทำนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้
PES เป็นกลไกสำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจกับ
- ผู้ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
- ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
- ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยมีความเชื่อว่าระบบนิเวศที่เสื่อมลง จะทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์น้อยลงและย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางสังคมเพิ่มสูงขึ้น

หลักการของ PES คือบุคคลหรือกลุ่มคนที่ดูแลรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติควรจะได้รับค่าชดเชยหรือผลตอบแทน และบุคคลหรือกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศควรจะต้องจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับประโยชน์ที่ได้รับ โดยรูปแบบของการชดเชยหรือการให้ผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของตัวเงิน การลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียม ความมั่นคงในการถือครองที่ดิน หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี (ดูข้อมูลเพิ่มเติมจากมูลนิธิโลกสีเขียว)
การที่ภาครัฐใช้มาตรการกระตุ้นหรือไม่กระตุ้นเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว สามารถจำแนกได้ ดังนี้
มาตรการไม่กระตุ้น
- ภาษีศุลกากร ถือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายผลิตภัณฑ์ โดยปกติจะถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิต
- ภาษีอากร คือเงินที่รัฐบาลบังคับเก็บจากผู้บริโภค เพื่อนำไปใช้ในกิจการของรัฐบาล โดยไม่มีผลตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร
- ค่าธรรมเนียม คือค่าบำรุงหรือค่าบริการที่เรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งใช้กับผู้ใช้สินค้าและมีการคิดราคาในกลุ่มลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน
- การจำกัดสิทธิการปล่อยคาร์บอนและการซื้อขายคาร์บอนเป็นวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่จะให้แรงจูงใจทางการเงินเพื่อให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้การพัฒนาโครงการคาร์บอนขึ้นมาใช้ลดก๊าซเรือนกระจกและให้การตอบแทนเป็น คาร์บอนเครดิตซึ่งนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้
มาตรการกระตุ้น
- Front-end incentives เปรียบเสมือนตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมากของการจัดให้มีทรัพยากรทางการเงินสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการ ในการจ่ายเงินสำหรับค่าบริการด้านสิ่งแวดล้อม
- Back-end incentives การจ่ายเพื่อบริการทางด้านระบบสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเจรจาต่อรองกันและส่งผลให้เกิดการตัดสินใจและทำข้อตกลงร่วมกันโดยทั้ง 2 ฝ่าย
- Performance incentives เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในแง่ของพื้นฐานด้านกระบวนการควบคุม ตรวจสอบ ซึ่งเป็นรูปแบบของการจ่ายโดยตรง
- Tax incentives/exemptions ในเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี จะถูกพิจารณาให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดให้ได้รับสิทธิพิเศษเพื่อสนับสนุนการพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ วิธีการปฏิบัติแนวใหม่ และกลุ่มเป้าหมายตลาดใหม่
การเข้าสู่ตลาดของผู้ซื้อ มี ๓ แนวทางที่จะทำให้ภาครัฐสามารถเข้าสู่ตลาดได้เหมือนผู้ซื้อตรง
- ผ่านการจัดหาของภาครัฐ ผ่านการติดป้ายฉลาก (ที่กำหนดกฎเกณฑ์โดยฉลากด้านสิ่งแวดล้อม <environmental labels> เพื่อทำให้แน่ใจว่ามีความเป็นธรรมแม้ผลิตภัณฑ์จะมีราคาสูง แต่ผู้บริโภคก็จ่ายเพื่อการให้บริการหรือเป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย)
- ผ่านการจ่ายเงินเพื่อการบริการในระบบนิเวศ ระบบนิเวศนี้สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับภาครัฐในการบริหารจัดการได้ ในการอนุรักษ์ได้ และในการฟื้นฟูสินค้าสาธารณะได้ ขณะที่เปิดให้มีการพัฒนาสีเขียวด้วย
- ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสีเขียวด้วยการจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม (Payments for Ecosystem Services: PES)
- นัยยะของนโยบายเพื่อการเติบโตแบบสีเขียวนั้น สามารถทรงอิทธิพลต่อแผนการจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม (PES) ได้
- ขึ้นอยู่กับขนาดของความสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้แค่ไหน สามารถสนับสนุนให้เกิดการยอมรับในสังคมได้ไหม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเศรษฐกิจสีเขียวคือใคร
- ทั้งนี้ แผนการจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม (PES) จะมีการสร้างความเข้าใจกันอย่างแน่นอน ถึงความสำคัญของการให้บริการเชิงระบบนิเวศน์ นำไปสู่การตระหนักรู้ด้านระบบนิเวศน์ซึ่งก็เหมือนกับการมีส่วนร่วมทางสังคมเชิงรุกในระดับรัฐบาล
สาเหตุสำคัญที่จะทำให้การจัดการแผนการจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม (PES) ไม่สำเร็จ
- รัฐบาลมีความอ่อนแอ และไม่สามารถตั้งเงื่อนไขที่สามารถสร้างความนิยมหรือทำให้ประชาชนยอมรับได้
- ต้นทุนทางธุรกรรมสูงเกินไป เช่น การแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อย ความสามารถในการรื้อถอน ทำลายทรัพยากร ได้ผลประโยชน์หรือทำกำไรได้มาก
- มีการกำหนดสิทธิในการถือครองทรัพยากร หรือการใช้สิทธิ หรือการบังคับใช้ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยเฉพาะในเขตทะเลหลวง ในพื้นที่ป่าโกงกาง แนวปะการัง ในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง และในพื้นที่ป่าที่ปราศจากความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศดังที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนว่ารัฐบาลมักจะไม่มีเครื่องมือ หรือทางเลือกที่สามารถจัดการ การบริการตามระบบนิเวศน์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การสั่งการ และการออกกฎเกณฑ์ในการควบคุม บัญชาการ ค่อนข้างไปในทิศทางล้มเหลว

