แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านแผนโรดแมปการปรองดองอย่างเข้มแข็งจากซีกฝ่ายพันธมิตร และนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ จากกลุ่มเสื้อหลากสี แต่เป็นที่ชัดเจนว่ากระแสสังคมที่ต้องการเห็นการประนีประนอมของรัฐบาลและนปช. ยังคงเชี่ยวกรากและพัดพาต่อไป
จะว่าไปก็เป็นเหมือนเรื่องปาฏิหาริย์อยู่เหมือนกันที่ ในช่วงดึกของวันที่ 3 พฤษภาคม จู่ๆ นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศแผนโรดแมป ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ทั้งที่เมื่อก่อนหน้าวันเดียวกันนี้ในช่วงเช้า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศจะใช้กำลังจัดการสลายการชุมนุมขั้นเด็ดขาดโดยไม่รับรองความปลอดภัยของแกนนำ ในขณะที่พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะใช้รถหุ้มเกราะเข้าช่วยในการสลายมวลชน

แม้จะมีข่าวการเจรจาในทางลับควบคู่กับการขับเคี่ยวของนปช. และรัฐบาลมาตลอด แต่ข่าวลือการสั่งการเข้าสลายมวลชนในห้วงหลังการปะทะกันที่อนุสรณ์สถาน ในวันที่ 28 เมษายน ก็มีอยู่อย่างสูงยิ่ง
สูงจนกระทั่งมีความพยายามในการประสานด้านลึกเพื่อให้มีการคลี่คลายสถานการณ์
ข่าวที่ เสธ.แดง สามารถสะกดให้แกนนำระดับรองของนปช. อย่างอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งถูกส่งมาให้กล่อมเสธ.แดงรื้อบังเกอร์ที่แนวโรงพยาบาลจุฬาฯ กลับไปตั้งบังเกอร์อีกทีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์มวลชนคนเสื้อแดงที่อยู่ในห้วงตึงเครียดทั้งจากการได้รับความสูญเสียและการบาดเจ็บจากการปะทะ และทั้งจากการปลุกเร้าอารมณ์ให้มีความตื่นตัวจนอยู่ในระดับ ‘รุกรบ’ และมีความรู้สึกว่าแกนนำอย่าง ‘สามเกลอ’ ไม่อาจรองรับภารกิจนำคนเสื้อแดงได้อีกต่อไป จน ‘หมอเหวง’ และ ‘จตุพร’ ต้องเข้ามาเคลียร์หลายครั้ง
นี่เป็นจุดอันตราย
เพราะก่อนหน้านี้แกนนำ นปช. เคยประกาศ ‘ขับไล่ – ตัดขาด’ เสธ.แดง และ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เพื่อขจัดภาพ ‘ความรุนแรง-ขบวนการล้มเจ้า’
นับแต่วันนั้น สุรชัยปลีกตัวออกจากกิจกรรมคนเสื้อแดงแต่ เสธ.แดง ยังคงอยู่ และนับวันก็ยิ่งเพิ่มอิทธิพลต่อกลุ่มคนเสื้อแดงมากขึ้น ตามระดับความรุนแรงแหลมคมของสถานการณ์
หากวันนั้นไม่มีโทรศัพท์ของ ‘ทักษิณ’ ขอให้เสธ.แดงยอมล่าถอยออกจากแนวรับหน้าโรงพยาบาลจุฬา สถานการณ์อาจจะไม่เป็นเช่นดังปัจจุบัน แกนนำคนเสื้อแดงอาจเปลี่ยนจากสามเกลอ เป็นแกนนำ ‘ฮาร์ดคอร์’ แนวรบราชประสงค์อาจแตกทะลักจุดเดือด
เช่นเดียวกับในราบ 11 ศูนย์บัญชาการของ ศอฉ. เสียงคำรามสั่งการให้มีการสลายมวลชนยังคงเลื่อนลั่น จนกระทั่ง SIU มองว่า ‘การนอนหลับสบาย’ ของแกนนำเสื้อแดงบางคนที่เชื่อมั่นว่าจะไม่มีการสลายมวลชนนั้นเป็นการประมาทเกินไป
การเร่งเข้าเสนอทางออกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ในวันที่เสาร์ที่ 1 พฤษภาคม ทำให้นายกรัฐมนตรี มีไพ่ในมือเล่นทั้งสองใบ ทั้งไพ่เหยี่ยว และไพ่พิราบ
กระนั้นลำดับในการลงไพ่ ก็ยังเป็นปัญหา
อภิสิทธิ์อาจเลือกไพ่เหยี่ยวเพื่อกวาดแกนนำ และสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ก่อนลงไพ่พิราบตามมาเพื่อกำจัดเงื่อนไขการชุมนุม
แต่ด้วยผลงานการเจรจา ซึ่งหลายสื่อระบุตรงกันว่ามีชื่อ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นแกนหลักสำคัญ ประสานด้วย อดีตรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทย เพื่อเชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถึง ‘เงื่อนไขต่อรอง’
แต่นอกจากแกนนำการประสานเหล่านี้ SIU ยังเชื่อว่ามีบุคคลสำคัญอีกหลายคน สื่อที่เชี่ยวชาญงานข่าวกรองอย่าง Stratfor ถึงกับระบุว่ารัฐบาลได้ใช้มือเจรจาที่เปี่ยมไปด้วยทักษะ (handful skill)
เมื่อจบเงื่อนเวลาการยุบสภาได้ แม้ฝ่ายเพื่อไทยจะเสียเปรียบเรื่อง การแต่งตั้ง ผบ.ทบ. และการโยกย้ายข้าราชการ รวมไปถึงการผ่านงบประมาณ แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่โตอีกต่อไป อภิสิทธิ์จึงสลับสับไพ่พิราบลงบนโต๊ะ ในขณะที่ใช้ไพ่เหยี่ยวคุมเกม พร้อมทั้งเดินสายเจรจากับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่ต้องการเห็นการใช้การบังคับใช้กฎหมาย
การเมืองไทยในยุคต้นทศวรรษที่ 21 มิได้เป็นการเมืองที่จำกัดเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำที่อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการเมืองที่เกิดขึ้นจากความพยายามของหลายฝ่าย จนในที่สุดก็บรรลุเป็นผลลัพธ์ขึ้น
ปัจจัยหลักการส่งสัญญาณบีบจากต่างประเทศ ของยูเอ็น ผ่านนายบันคีมูน , ประธานาธิบดีรางวัลโนเบล โฮเซ่ รามอส แห่งติมอร์เลสเต, รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง ฮิลรารี คลินตัน ที่ล้วนต่างต้องการเห็นการเจรจา หรือแม้แต่การออกมาเอ่ยปากของผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่าอย่าง อองซาน ซูจี
กระทั่งการออกคำเตือนวิกฤตในไทย ที่ตรงไปตรงมาจนน่ากลัว ของสถาบันคลังความคิดที่ทรงอิทธิพลอย่าง International Crisis Group
เหล่านี้ย่อมมีผล เพราะในช่วงการแถลงของนายอภิสิทธิ์ ยังได้มีการระบุถึงปัจจัยจากต่างประเทศเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสรุปความในทำนองว่า ควรให้คนไทยแก้ปัญหากันเอง ดีกว่าจะให้คนต่างชาติเป็นคนเข้ามาแก้ไขปัญหาในบ้านเรา
แม้จะมีการเกี่ยงงอนเรื่อง ‘วันยุบสภา’ แต่ SIU เชื่อว่าไม่มีผลอะไร เพราะดังที่นายบุญยอดออกมาแถลง เรื่องนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นขอบเขตของพระราชอำนาจ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า (เว้นฉบับ 2540)
แต่ก็นั่นแหละ หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่ามี ‘สัญญาณพิเศษ’ ส่งออกมา ทำให้อภิสิทธิ์กลับท่าที แต่ข่าวลือนี้ก็ได้รับการตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโรดแมปอย่าง พล.ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีต สนช. ที่เห็นว่าเป็นการแอบอ้าง
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ก็เริ่มอยู่ในภาวะคลี่คลายลงไปแล้ว เหมือนแดดระอุในช่วงเมษาที่ราชดำเนิน
พลันก็คลี่คลายลงด้วยสายฝนอันเย็นฉ่ำ ที่ราชประสงค์เมื่อต้นพฤษภา
