Practical Report สรุปงานเสวนา SIU สัญจร: การเมืองภาคประชาชน อุบลราชธานี

งานเสวนา “การเมืองภาคประชาชนอุบลราชธานี” จัดโดย Siam Intelligence Unit, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2555

วิทยากรประกอบด้วย ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล (ภาควิชาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี), คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (บ.ก.ลายจุด กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง), อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี), คุณณัฐวุฒิ สีม่วง (นายกสโมสรนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) ดำเนินรายการโดยคุณพิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

งานเสวนา การเมืองภาคประชาชนอุบลราชธานี

SIU: อยากให้เล่าความเป็นมาของการเมืองภาคประชาชนให้ฟังครับ

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: การเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดจากความล้มเหลวของการเมืองในระบอบรัฐสภา เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาวบ้านได้ เช่น เขื่อนปากมูล ท่อแก๊ส ฯลฯ เสียงของชาวบ้านไม่ดังพอ เป็นการเมืองที่อยู่บนท้องถนน หน้าศาลากลาง เพื่อให้เกิดแรงกดดันและทำให้ผู้มีอำนาจลงมารับใช้และร่วมแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน

SIU: อยากให้อาจารย์เปรียบเทียบรูปแบบของการเมืองภาคประชาชนก่อนการเมืองจะแบ่งเป็น ๒ ขั้ว ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: การเคลื่อนไหวการเมืองรูปแบบใหม่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยึดอำนาจรัฐ แต่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของตนเอง สีที่เกิดขึ้นได้สร้างให้คนจำนวนไม่น้อยตระหนักว่าตนเองต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่สามารถปฏิเสธได้ เราอาจบอกได้ว่าปรากฎการณ์สีที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน ทำให้คนตระหนักถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้มากยิ่งขึ้น

SIU: การเข้าไปมีส่วนร่วมหมายความว่าต้องเข้าไปชุมนุมหรือเปล่าในด้านรัฐศาสตร์

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: ภายหลังรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ถ้าคนตระหนักถึงสิทธิของตนเองนั่นหมายถึงว่าคุณได้มีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว โดยที่รัฐยอมรับตามหลักรัฐธรมนูญ สิทธิในการชุมนุมของท่านเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่กฎหมายทำให้คนกลัวและไม่สามารถเข้าไปส่วนร่วมในการเมืองภาคประชาชนได้ จากมุมมองภาคประชาชน

อาจารย์กมลวรรณ ชื่นชูใจ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

SIU: อ.พฤกษ์  ครับ ในฐานะที่ทำงานด้านการศึกษาการเมืองภาคประชาชน แล้วบรรยากาศการเมืองภาคประชาชนในอุบลราชธานีเป็นอย่างไรบ้างครับ

อ.พฤกษ์ เถาถวิล: ผมได้ข้อมูลผลการเลือกตั้งนายก อบจ. เมื่อวันที่ ๓ ที่ผ่านมา การเลือกตั้งครั้งนี้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน หรือ ๕๗% ถือว่าเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความคึกคักของบรรยากาศการมีส่วนร่วมทางการเมือง สิ่งที่พิเศษที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี ผู้สมัครทั้ง ๓ ท่านมีการหาเสียงแข่งขันกันด้วยนโยบาย มีทั้งป้าย และโบชัวร์ที่บ่งบอกว่าจะทำอะไรบ้าง

  • เบอร์ ๑ แก้แล้ง แก้จน แก้เจ็บ (ได้รับชัยชนะ)
  • เบอร์ ๓ มีโบชัวร์และทีมงานที่ปรึกษาที่มีบทบาทในแวดวงสังคม นโยบายถอดแบบจากนโยบายระดับชาติของพรรคเพื่อไทย ทั้งกองทุนหมู่บ้าน เงินสวัสดิการ เปิดบ่อนไก่ การศึกษาสู่อาเซียน
  • ส่วนเบอร์ ๒ นโยบายคือพยายามจะสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น ตำบล อำเภอ ให้ชาวบ้านเข้ามามีองค์ประชุมและเสนอความคิดเห็น แต่จะทำอะไรนั้นยังไม่ได้ระบุ

นอกจากความตื่นตัวและการแข่งขันด้านนโยบายของพรรคนั้น เห็นได้ว่าแบรนด์ของเพื่อไทยนั้นขายไม่ออกนะครับ ตัวเลขของคะแนนทำให้เห็นว่าแบรนด์เสื้อแดงหรือเพื่อไทยไม่สามารถขายได้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ แพ้สายสัมพันธ์ของนักการเมืองที่มีอยู่ ในระบบการเลือกตั้งของผู้แทนฝ่ายบริหาร อบจ. นั้นมีขนาดใหญ่มาก ผู้สมัครหน้าใหม่จะชนะได้ยาก เว้นแต่จะมีปาฏิหาริย์ดังต่อไปนี้ คือ

  1. พรรคใหญ่หนุนเต็มที่ ซึ่งทุกพรรคมีบทเรียนว่าได้ไม่คุ้มเสีย
  2. ผู้สม้ัครหน้าใหม่โดดเด่นจริงๆ
  3. และทำให้เห็นว่ากระบวนการให้ข้อมูลยังไม่ค่อยทั้่วถึงเท่าที่ควร

สรุปได้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น การเมืองท้องถิ่นอยู่บนสายสัมพันธ์ของนักการเมืองเดิม ไม่ว่าจะบริหารดีหรือไม่ก็ตาม ยังคงวัดกันที่การสร้างสายสัมพันธ์ดั้งเดิมไว้

SIU: การเมืองในระดับท้องถิ่นสะท้อนภาพการเมืองระดับชาติอย่างไรบ้าง

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: การเมืองท้องถิ่นยังอยู่ในระบบอุปถัมภ์อยู่ คือยังไม่ใช่แบบเจ้าพ่อ แต่เป็นพรรคที่ขึ้นไปกุมนโยบายเพื่อออกนโยบายให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เป็นฐานเสียงของตน เปลี่ยนการอุปถัมภ์โดยใช้นโยบายเป็นเครื่องมือ คือรูปแบบการอุปถัมภ์เปลี่ยน

SIU: จุดเปลี่ยนการเมืองหลัง ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ที่แบ่งเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง แล้วใครคืดเสื้อเหลือง – เสื้อแดงครับ? เราจะนิยามอย่างไร?

อ.พฤกษ์ เถาถวิล: ในอุบลฯ คนเสื้อแดงคือคนที่นิยมคุณทักษิณฯ และลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย คือชื่นชมทั้งนโยบาย ทั้งตัวบุคคล คือคุณทักษิณฯ ก็ทำอะไรหลายอย่างที่หลายคนทำไม่ได้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่า พรรคเพื่อไทยมาจากเสียงของเขาและถูกพรากไปอย่างไม่ถูกวิถีตามทำนองคลองธรรม

เสื้อเหลือง ส่วนใหญ่ก็มีทั่วไป เป็นคนชนชั้นกลาง โดยพื้นฐานรับข้อมูลในระบบการศึกษาของรัฐ และผมเชื่อว่าคนเสื้อเหลืองมีความรักในสถาบันมาก และรับฟังข้อมูลจากแกนนำทางการเมืองในกลุ่มที่เขาฟัง และเห็นว่าทักษิณฯ เป็นปัญหาของประชาธิปไตยแบบทุนนิยมสามานย์ ชันชั้นกลางไม่ค่อยมีปัญหาทางเศรษฐกิจมากเท่าชันชั้นกลางกระดับล่าง หรือชนชั้นล่าง

กลุ่มคนเสื้อเหลืองส่วนใหญ่เป็นชนชาวจีนหรือชาวญวนที่สืบสาบเลือดมาทำให้เขารู้สึกว่าสำนึกถึงบุญคุณของสถาบันในทางความคิดฝ่ายเสื้อเหลืงเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการเมืองใหม่ที่ไม่ฝากเรื่องไว้กับนักการเมืองดั้งเดิม ดังเช่น กรณีของทักษิณฯ

ส่วนคนเสื้อแดงก็จะคิดว่า เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกกระทำให้เป็นพลเมืองชั้น ๒ พวกเขาจึงเสนอว่า การเมืองต้องเท่ากัน ไม่มีอำนาจนอกระบบมาแทรกแซง ตำแหน่งสำคัญทางการเมืองควรมาจากอำนาจของประชาชน โดยไม่มีอำนาจนอกระบบหรืออภิสิทธิชน

SIU: บรรยากาศการตื่นตัวของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและสถาบันต่างๆในอุบลราชธานีเป็นอย่างไรบ้าง?

คุณณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา: ม.อุบลฯ อยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีไค พลังนักศึกษาจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นประเด็นหาเสียงและสนับสนุน อย่างการเลือกตั้ง อบจ. พลังของนักศึกษาก็ถูกใช้เหมือนกัน จริงๆ แล้วนักศึกษาอาจจะยังตื่นตัวทางการเมืองไม่มากนัก

ซึ่งผมเองก็เห็นว่า จริงๆ ก็ยังแยกประเด็นไม่ออกเลย ถ้ามีแบ็คกราวด์ชอบเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง จะคุยกันไม่รู้เรื่องเลย  แต่ถ้าเป็นประเด็นร่วมกันจะคุยกันรู้เรื่อง การเมืองภาคประชาชนต้องพึ่งหลายส่วน และนักศึกษาก็ยังแยกประเด็นกันไม่ออก ซึ่งการเมืองภาคประชาชนต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากหลายฝ่าย ยังไม่ตื่นตัวมาก แต่มีแง่มุมที่ดีมากขึ้น

SIU: ตัวของนักศึกษาเองมีกิจกรรมร่วมกับชุมชนอย่างไรบ้าง

คุณณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา: อย่างคณะรัฐศาสตร์ก็ร่วมกับนักศึกษาทุกคณะให้เข้าไปร่วมรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด แต่สิ่งที่เราเห็นชัดเจน สิ่งที่เราถามประชาชนว่า ที่บ้านสามารถใช้สิทธิได้กี่คน จะออกไปเลือกตั้งหรือไม่ บางบ้านก็ไม่ตอบ บางบ้านก็ให้ข้อมูลที่ผิด นี่เป็นตัวอย่างในการเข้าไปมีส่วนร่วมของการเมืองภาคประชาชน

บ.ก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์

SIU: สิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เราเรียนต่างกันอย่างไรบ้าง การมีส่วนร่วมในการเมืองภาคประชาชนมาอย่างยาวนาน?

คุณสมบัติ บุญงามอนงค์: คุณเคยดูหนังการ์ตูนที่ผู้ชายเอากระบองไปตีหัวผู้หญิงแล้วลากเข้าถ้ำไหม คือในพื้นที่ที่มีคนมากกว่า ๑ คน จะมีการเมือง และการเมืองเป็นอำนาจในการต่อรองในการใช้ทรัพยากร สมัยก่อนคนที่มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรอยู่ทีคนแข็งแรงกว่า นั่นคือผู้ชาย เราจะเห็นว่าผู้ชายเป็นคนกำหนดในการชี้ว่าใครควรทำอะไรบ้าง ซึ่งจริงๆ ก็มีเหตุผลหลายอย่าง เช่น ผมทำงานกับชาวเขา คนที่ไปล่าหมูป่าได้ ก็สามารถชี้นำได้ เพราะมีอำนาจทางเศรษฐกิจ เขาจะตัดชิ้นหนึ่งให้ผู้นำทางความเชื่อคือหมอผี และช่างตีเหล็กที่ทำอุปกรณ์ล่า และค่อยๆ กันทรัพยากรต่อไป

เมื่อก่อน อำนาจขึ้นอยู่กับหลักการว่า ใครแข็งแรงกว่า มีพวกมากกว่า คนนั้นก็มีอำนาจ พอหมดยุคล่าสัตว์ ก็มีโจรที่ไปปล้นคนอืน คือเป็นการรวมตัวไปปล้นคนอื่น จึงมีอำนาจ ทำให้คนมารวมตัวกันมากขึ้น และมีทหารมาดูแลมากขึั้น ซึ่งชาวบ้านก็ต้องแบ่งอาหารให้ทหารผู้ดูแลด้วย นี่คือวัฒนธรรมของอำนาจประเภทหนึ่ง

ต่อมา เมื่อชนเผ่าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดเป็นประเทศ ซึ่งก็มีระบบกษัตริย์มาเนิ่นนานแล้ว และเมื่อมีกษัตริย์ก็มีการมองว่ากษัตริย์ที่ใดเก่งกว่า และกษัตริย์ใดเก่งที่สุด

ทีนี้ พอเข้าสู่ ๒๔๗๕ คือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการปกครอง อำนาจที่เคยผูกขาดกับคนหนึ่งคนจึงกระจายอำนาจ คนรุ่นใหม่ที่ไปศึกษาต่างประเทศก็เริ่มเกิดวิสัยทัศน์ เพราะเห็นรูปแบบเทคโนโลยีการปกครอง คือปกครองแบบหลายหัว แบบรัฐสภา จนสามารถผลิตข้อเสนอในการจัดสรรอำนาจในการใช้ทรัพยากร จึงเห็นว่าดีกว่าระบบหัวเดียวกระเทียมลีบ

อีกไม่กี่วันก็ถึงแล้ว ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันชาติในสมัยก่อน คือ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือเป็นวันที่บอกว่าประชารัฐ อำนาจเป็นของประชาชน

๑๔ ตุลา ๒๕๑๖  ก็เป็นพวกปัญญาชนโดยส่วนใหญ่ที่เรียกว่า การปฏิวัติของประชาชน เพราะเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะที่มีถกเถียงมากขึ้น วิสัยทัศน์กว้างขึ้น เด็กใช้สมองมากขึ้น ก็พบว่า นายกฯ ร่างรัฐธรรมนูญหลายปีไม่เสร็จสักที จึงมีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ผมอยู่ในยุคที่คนจำนวนมากอ่านหนังสือไม่ออก คนจบปริญญาตรีน้อยมาก การปฏิวัติของปัญญาชนคือ ผู้คนหนุ่มสาวที่เป็นปัญญาชนต้องการแชร์ส่วนแบ่งของอำนาจ

พอเหตุการณ์พฤษภา ปี ๓๕ เป็นการเคลื่อนไหวของคนที่มีตังค์ในกระเป๋ามากขึ้น พวกคนชั้นกลางมีตังค์ได้เกิดจากที่เขายกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ คือมองว่าตนเองก็ไม่ธรรมดา และรู้สึกว่าประเทศนี้อยู่แบบนี้ไม่ได้ ขอแชร์

ปีนี้ คนเสื้อแดงคือการแชร์ของตัวละครตัวสุดท้ายของประชาธิปไตย  พวกปัญญาชนไม่มีปัญหาแล้วเพราะไม่รู้สึกกดขึ่อะไร หรือมีก็น้อย ชนชั้นล่างคือยักษ์หลับที่ไม่เคยเคลื่อนไหวเลย เป็นนิทานที่เล่ากันมาเนิ่นนานว่า ประชาชนจะมีอำนาจจะยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ยักษ์ตัวนี้ออกมาด้วยความทะเล่อทะล่า ไม่เคยปรากฏตัว หรือคุ้นกับสังคมที่มีปัญญาชน คนชั้นกลาง หรือขุนศึก ขุนนางทั้งหลาย ทำให้คนที่อยู่บนโครงสร้างส่วนบนรู้สึกไม่คุ้นเคย

ส่วนเสื้อเหลืองคือปรากฎการณ์ของชนชั้นกลางต่อเนื่องจากปี ๓๕ ที่เป็นกลุ่มเดียวกันจากการปฏิวัติ และไม่พอใจทางการเมือง เกิดจากการที่พยายามทำหน้าที่ชนชั้นตนเอง ในการตรวจสอบอำนาจฝ่ายการเมือง เมื่อเข้าสู่อำนาจก็พยายามใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ในมิติหนึ่ง เขาพยายามเข้าไปสร้างสมดุลกับพวกฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจอยู่ ที่เรียกว่าการต่อต้านคอร์รัปชั่น เพียงแต่เป็นการต่อสู้ยาวนานที่ทำให้ปลุกคนชั้นล่างหรือคนเสื้อแดงตื่นขึ้นมาด้วย

SIU: หลังจากที่พี่หนูหริ่งได้แตะเรื่องนักศึกษากับการเมืองภาคประชาชน อยากให้เห็นว่าตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

คุณณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา: ผมสงสัยเหมือนกันทำไมปัญญาชนยุคนั้นถึงรวมตัวกันได้และกล้าออกมา ผมไม่ทราบว่า ปัญญาชนใช้ได้กับนักศึกษาทุกคนไหม ปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่านักศึกษายังเป็นเบ้าหลอมทางความคิดแก่ประชาชนอย่างไรบ้าง ตอนนี้ นักศึกษาดูเหมือนกับผลักภาระให้แก่ประชาชนแล้ว คือเรียนจบไปแล้วทำงาน เริ่มมองว่าชอบเหลือง และชอบแดง และอย่ามายุ่งกับเรา ผมอยากรู้เหมือนกันครับว่า ทำไมปัญญาชนถึงกล้าออกมาแสดงออกได้

SIU: ๘๐ ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เรียนรู้อะไรบ้างกับการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน

อ.พฤกษ์ เถาถวิล: ได้เรียนรู้ว่ามีการรัฐประหารทุกสมัย คือประเทศเรามีรัฐธรรมนูญและรัฐประหารเยอะที่สุดในโลกครับ ที่ผ่านมา ชาวบ้านถูกทำให้เป็นผู้ดูมาตลอด ในช่วงที่ผ่านมา เขาได้กระโดดขึ้นมาเป็นตัวแสดงบนเวที และไล่ยังไงก็ไม่กลับ เพราะอยากเล่นต่อ ซึ่งบางครั้งเล่นเกินบทไป

ซึ่งตอนนี้กลายเป็นว่า ชาวบ้านตระหนักถึงอำนาจที่เขามี และรู้ว่าเวทีนี้ก็เป็นของเขา กรณีปรองดองที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ตอนนี้ประชาชนก็เป็นผู้เล่นแล้ว การเมืองก็จะยุ่งมากขึ้น เพราะเล่นการเมืองกันหลายฝ่าย ในกลุ่มคนเสื้อแดงก็เหมือนกัน ในแต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน ภายในจังหวัดเดียวกันก็ต่างกัน เมื่อใดก็ตามที่บรรยากาศทางการเมืองเปิดโอกาสให้มีตัวแสดงหลายฝ่าย ผมคิดว่าบรรยากาศเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น คุณไม่สามารถสั่งใครซ้ายหัน ขวาหันได้ นี่คือบทเรียนที่ผ่านมา

SIU: ทิศทางการเรียนการสอนในรัฐศาสตร์เรื่องประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร หลังจากช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: ที่ผ่านมามีงานเสวนารัฐศาสตร์ไร้น้ำยา เพราะไม่มีศักยภาพทางการเมือง ที่อยู่บนท้องถนน ส่วนเรื่องนักศึกษาไม่ต้องคิดว่าเขาจะออกมาเรียกร้องจากคนที่กดขี่จากอำนาจรัฐ เพราะเขาไม่ได้ถูกปลูกฝังเขาเป้นผลพวงของชนชั้นกลางจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา คิดแต่เรื่องคะแนนว่าให้ทำงานอะไรจะต้องได้คะแนนทุกวันนี้ก็มีปัญหาเรื่องเสรีภาพ และหน้าที่ว่าอันไหนคือหน้าที่และอันไหนคือเสรีภาพ ส่วนเรื่องการปรองดองต้องดูว่าคนเขาอยากปรองดองไหม

SIU: การที่ NGOs มีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้มีปัญหาไหม

สมบัติ บุญงามอนงค์:มีมากเลยครับ เมื่อก่อน NGOs ทำหน้าที่แทนชาวบ้านทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชน หลังรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ชาวบ้านเริ่มแหกปากได้เอง พอเริ่มเป็นการเมืองแบ่งสี ผมเกือบจะเหลืองด้วยซ้ำ แต่ติดขัดกับตัวบุคคลนิดหน่อย อย่างคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไปพูดเรื่องมาตรา ๗ และเริ่มออกทะเลไปเรื่อยๆ

กลุ่มคนส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลใน NGOs เคยเข้าป่ามาก่อน เมื่อออกจากป่าก็ยังติดเรื่องที่ต่อต้านฝ่ายรัฐออกมาด้วย เฉพาะ NGOs ไทยเท่านั้นด้วยนะ ที่มีลักษณะเหมือนจะแย่งชิงอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตลกมาก เพราะยังติดนิสัยอยู่ในป่าอยู่ พวกนี้มีดาบอยู่ พอปี ๒๕๓๕ ฝ่ายซ้ายที่อยู่ในขบวนทั้งหมดออกมาจากป่า และเป็นองค์กรนำในการต่อสู้ปี ๓๕ จากนั้นก็เก็บดาบไว้ แต่พอสนธิฯ บอกว่า ทักษิณฯ เป็นทรราษฎร์ พวกนี้ก็ดาบสั่นเลย

จากนั้น ก็เริ่มประดิษฐ์คำว่าทุนนิยมสามานย์ออกมา และเมื่อรุ่นพี่คนที่ ๑ ออกมา รุ่นน้องก็ตามกันออกมา บนเวทีพันธมิตรเต็มไปด้วย NGOs และฝ่ายซ้ายเต็มไปหมด เพื่อจะ defense คำว่า ทุนนิยมสามานย์ดีกว่าศักดินาล้าหลัง พวกฝ่ายซ้ายหรือ NGOs ก็ก้าวไปมีส่วน แต่หลังจาก ๒๕๔๙ ก็ถอยกลับออกมาเยอะมาก แต่ไม่เป็นแดงนะ พวกเสื้อเหลืองตอนนี้กลายเป็นฟาสซิสต์ไปจนกู่ไม่กลับแล้ว

SIU: อยากให้ยกกรณีศึกษาที่อาจารย์กมลวรรณเข้าไปมีส่วนร่วม?

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: เรื่องที่มีการชุมนุมและโดนแก๊สน้ำตาจนตาบอด ชาวบ้านที่ไปชุมนุมด้วยไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือแกนนำอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าแกนนำชื่ออะไร ส่วนเรื่องกลไกในการช่วยเหลือคดีอย่างไรระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง เสื้อเหลือง อย่างไรที่ว่าดีกว่ากัน ตอบว่าสีเหลืองดีกว่า เพราะมีคุณสัก กอแสงเรือง ดูแลเรื่องทนาย เรื่องศาลให้

คนจำนวนไม่น้อยที่บาดเจ็บจากอาวุธสงคราม ตาบอด เส้นเอ็นเสียเดินไม่ได้ กลไกในการเยียวยาที่จะได้รับความยุติธรรม ซึ่งสุขภาพมันรอเงินเยียวยาไม่ได้นะ คุณควรจะ ๑.ถามญาติคนตาย ๒.ปล่อยนักโทษการเมือง ๓.ให้อภัยกันก่อน และ ๔.บอกวิธี กระบวนการว่าจะเยียวยาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องการคนดูแล

ประเด็นคือ สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราเรียกร้องให้ต้องดูแล หรือจัดมาตรการพิเศษเพื่อเยียวยาคนพวกนี้ หลายคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้รับเงินเยียวยาเลยสักอย่าง เพราะเขายกฟ้อง เขาได้ส่งคุณขึ้นบัลลังก์ทางการเมืองแล้ว คุณอย่าให้เขาเห็นคุณเป็นบันไดไต่ขึ้นไปถึงจุดหมายแล้วก็ปล่อยทิ้งไป พวกคุณก็เหมือนนักรบในทางประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้คุณต้องดูแลไพร่ของคุณด้วย ถ้าคุณเป็นมูลนายที่รับผิดชอบต่อจิตวิญญาณ คุณต้องดูแลเขา

อาจารย์พฤกษ์ เถาถวิล

SIU: อะไรคือข้อจำกัดของการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน?

อ.พฤกษ์ เถาถวิล: ข้อจำกัดคนเสื้อแดงมีความหลากหลายมาก ระดับประเทศอย่างหนึ่ง ระดับจังหวัดอย่างหนึ่ง เมื่อลงมาในพื้นที่หนึ่งสามารถแบ่งออกได้ ๓ ส่วนคือ มวลชนที่เป็นชาวบ้าน มาด้วยใจและตื่นตัวทางเศรษฐกิจการเมืองที่พูดกันมาแล้ว ตัวแปรที่สำคัญในท้องถิ่นคือ แกนนำท้องถิ่น ชาวบ้านปัจเจกเคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องมีแกนนำท้องถิ่นซึ่งมีหลายสไตล์ มีตั้งแต่ หัวคะแนน ส.ส. รวมทั้งอดีตฝ่ายซ้ายต่างๆ นานา ซึ่งก็มีอีกหลายแบบ และมีความคาดหวังที่แตกต่าง

ซึ่งอาจจะคิดว่าเป็นความคาดหวังทางการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายถึงบันไดไต่เต้าทางการเมือง แต่การเมืองยุคใหม่สร้างโอกาสให้กับคนที่เข้าสู่การเมืองได้ มีแกนนำท้องถิ่นจำนวนมาก ด้วยความหลากหลายทำให้ต้องมีการแข่งขันกัน ทำให้เรามีอำนาจในการเชื่อมโยงกับการเมืองระดับประเทศได้ แต่ในที่สุด สถานการณ์จะเริ่มคัดกรองคนเอง

ซึ่งพรรคเพื่อไทย นปช และคุณทักษิณฯ มีการกระทำที่ราวกับว่ามีการพูดคุยกันไว้แล้ว ว่าตอนนี้จะไม่ทำอะไรนะครับ ขอให้ผมได้กลับบ้านก่อน ถ้าเราจัดลำดับเรื่องที่สำคัญขึ้นมาก่อน ผมรู้สึกผิดหวังกับท่าที นปช. พรรคเพื่อไทย และคนที่เป็นนายห้างดูไบ เช่น มาตรา 112 ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งที่จะกีดขวงการก้าวของเราในแง่ของประชาธิปไตย ผมเสียดายชีวิตประชาชนที่เจ็บตายขนาดนี้ และเสียดายที่เราเคารพพลังประชาชนนี้น้อยไป

หลักการของการปรองดอง ต้องพูดความจริงว่าใครผิดถูก และให้อภัยกัน เมื่อกระบวนการเสื้อแดงยังอยู่ในวัฎจักรที่ขึ้นต่อพรรคเพื่อไทยมากเกินไป และฟังเสียงคุณทักษิณฯ มากไป ทำให้อนาคตกระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนนั้นน่าเสียดาย ส่วนที่ผมจะขอพูดถึงอีกฝ่ายคือฝ่ายเหลือง ที่ไม่เหลืองจัด

กระบวนการ NGOs ไทยที่เชื่อมโยงกับชาวบ้านที่เป็นสมัชชาประชาชน ซึ่งกลุ่มนี้ น่าเสียดายที่การเคลื่อนไหวของเขาละเลยมิติทางการเมือง เขาคิดว่า เรื่องการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเอาไว้ก่อน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ประเด็นคือ ในยุทธจักรทางการเมือง ถ้าคุณไม่เข้าใจประชาธิปไตย คุณจะตกเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจโดยทันที

ความที่ละเลยวิกฤตทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ทำให้กระบวนการทางชาวบ้านกลายเป็นแนวร่วมเครือข่ายอนุรักษ์นิยมไป ซึ่งฝ่ายสีแดงเองก็ชกไม่ได้ใจ แต่คิดว่ามวยยังไม่จบก็ยังต่อไปได้อีก อนาคตการเมืองภาคประชาชนจึงมีปัญหาที่เข่าอ่อนขาเปลี่้ย และละล้าละลังไปซะก่อน

อ.กมลวรรณ ชื่นชูใจ: นิยามความหมายของการเมืองภาคประชาชนเป็นการสู้แบบแตกหัก ไม่ประนีประนอม ส่วนพรรคการเมืองที่ก้าวไม่ทันจิตสำนึกประชาธิปไตยของประชาชนก็ไม่สามารถเป็นพรรคของมหาชนได้ ต้องรู้ว่าอะไรประนีประนอมได้ เรื่องบางเรื่องที่ควรเป็นหลักการไม่ควรประนีประนอม เช่นเรื่อง ม.112 ที่เขาเรียกว่า เป็นกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ฯลฯ คุณใช้กฎหมายอย่างไม่ยุติธรรม กฎหมายถูกนำมาใช้เพื่อหยุดกระบวนการภาคประชาชน

SIU: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทนักศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง?

ณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา: หากผมใส่เครื่องแบบนักศึกษา ผมไม่สามารรวมคนได้ เท่ากับเลือกสีเสื้อใส่แล้วรวมตัวคนออกมา ผมไม่เห็นว่านักศึกษาจะมีบทบาทอะไรมากเท่ากับภาคประชาชน บทบาทนักศึกษาใน ๔ ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการตื่นตัวมากขึ้น และหากเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป จะไม่มีบทบาทอะไรเหลือในสังคมเลย

SIU: อิทธิพลของสื่อในการขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนเป็นอย่างไรบ้าง?

สมบัติ บุญงามอนงค์: บทบาทของวิทยุชุมชนเป็น ทีวีดาวเทียมเป็นสื่อใหมที่เกิดขึ้นมากมีเฉดสีชัดมากเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ธรรมดาในแวดวงนิศศาสตร์ที่ต้องวิเคราะห์ ในเรื่อง Social Network ที่น้องนักศึกษา คนหนุ่มสาวคุยกันดุเดือดมาก ทั้งในเฟซบุ๊ค พื้นที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่บนถนน แต่เมื่อเราพูดถึงพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่พื้นที่กายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ใน facebook  หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม ๑๙ พ.ค. ๒๕๕๓  คนเข้าไป เฟซบุ็คหมด กระบวนการในไซเบอร์นี้มีโอกาสมากกว่าทางกายภาพ ทำให้เด็กจะทะยอยๆเข้ามา

SIU: ผมเห็นเด็กรุ่นนี้ที่แตะอะไรบางอย่างในสังคมที่คนไทยไม่กล้าคุยกันในเรื่องที่เรียกว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาคุยกันมากขึ้น ในเรื่องสิทธิมนุษยชน อาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้างครับ

อ กมลวรรณ ชื่นชูใจ: ถ้าไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่คิดต่างจากเรา การมีสิทธิเสรีภาพคือการเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เคารพความเป็นมนุษย์เช่นเรา ไม่ใช่เฉพาะชนชั้น Elite เท่านั้นที่มีสิทธิ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันคือการเคารพกันในความต่าง ตราบใดที่ไม่เคารพ คือการที่คุณใช้อำนาจที่มันเหนือกว่า

SIU: มองอนาคตการเมืองและสังคมไทยอย่างไรบ้าง?

ณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา: ไทยมีนิมิตหมายอันดีที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าไปมีส่วนร่วม สังคมไทยถูกท้าทายแล้วว่าจะไม่มีชนชั้นอย่างแท้จริง คนที่ถูกแบ่งแยกระหว่างคนชายขอบกับคนในเมือง การตื่นตัวทางการเมืองและมีความหวังร่วมกันที่จะพัฒนาประเทศน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่แม้อาจไม่ได้เปลี่ยนสังคมไทยเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่ผู้บริหารระดับประเทศก็น่าจะรับฟังเสียงประชาชนบ้าง ซึ่งน่าจะดี

ณัฐวุฒิ สีม่วง นายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

SIU: ความขัดแย้งที่ผ่านมา มีมุมอะไรดีๆ ให้มองและทบทวนเพื่อเรียนรู้กันบ้างครับ

อ.พฤกษ์ เถาถวิล: ในช่วง ๒ หรือ ๓ ปีที่ผ่านมา ในอุบลราชธานีมีการตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอให้ไม่มีรัฐประหารอีก การเมืองไทยน่าจะดีขึ้น และไม่ควรมีคนเชียร์ให้รัฐประหารด้วย ส่วนตุลาการก็ขอให้มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ป่านนี้คุณทักษิณฯ ก็หมดสมัยในการปกครองไป ก็อาจจะไม่มีปัญหาอย่างที่เกิดทุกวันนี้ก็ได้ ประเทศไทยก็คงค่อยๆ เข้ารูปเข้ารอยไปได้นะครับ

ในรั้วมหาวิทยาลัยก็ยังมีการว๊ากน้อง คือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่นะครับ แม้รุ่นพี่จะบอกว่าว๊ากไปแล้วก็กลับมารักกัน ส่วนรุ่นน้องรู้ว่าเขาว๊ากก็คงกลับมารักกัน ซึ่งมันก็คือละคร ประเด็นคือ ผมอยากถามว่าทำไมไม่เปลี่ยนละครให้มันรักกันตั้งแต่แรก เราก็รู้พล็อตเรื่องกันอยู่แล้ว แล้วมันสนุกกันอยู่ได้อย่างไร มันขัดหลักสิทธิมนุษยชน ที่เป็นเรื่องของโลกยุคใหม่ที่เป็นความเจริญ และมันอายเขา สมัยนี้มหาวิทยาลัยที่น่าภูมิใจควรจะหันมาสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และถ้ามันติดไปก็จะกลายไปเป็นพวกที่ชอบเชียร์ให้รัฐประหารนะครับ

SIU: เราจะปฏิรูปแนวทางของการเมืองภาคประชาชนในอนาคตได้อย่างไรบ้าง?

สมบัติ บุญงามอนงค์: ความแตกต่างนี้ถ้าพัฒนาในมุมลบนำไปสู่การฆ่ากันบนถนนได้จริงๆ ตั้งแต่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙  สีเหลือง สีแดง ถ้าตัดเรื่องบางเรื่องออกไปบ้าง เขากำลังเข้าสู่การเมืองในแบบใหม่ ที่ต้องการเรียกร้องให้เห็นการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ต้องยอมรับว่า การเติบโตของสีแดงไม่ได้โตด้วยตัวเอง แต่โตจากการเคลื่อนไหวอย่างผิดพลาดของฝ่ายตรงข้าม สีเหลือง หรือฝ่ายอำมาตย์ ทำให้ฝ่ายสีแดงเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ไทยมีรัฐซ้อนรัฐอยู่ แม้จะมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลแล้ว แต่เราไม่ได้มีรัฐเดียว ไม่ได้มีรัฐที่มีอำนาจจากประชาชนเท่านั้น

ในความขัดแย้งมีความสร้างสรรค์ดำรงอยู่ เราจำเป็นต้องอาศัยคู่ขัดแย้งหรือฝ่ายตรงข้าม เพื่อยกระดับตนเองให้ดีขึ้น ถ้ามีการเคลื่อนไหวที่ไม่สร้างสรรค์ มีคนเจ็บตัว มีคดี มันทำให้การเคลื่อนไหวของเรามีระดับต่ำลง การต่อสู้ทางการเมืองคือการต่อสู้กันด้วยเหตุผลที่เหนือกว่า ตรรกะวิธีคิดที่เหนือกว่า มันจึงเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับได้มากกว่า เราไม่สามารถเป็นนักฟุตบอลที่เก่งได้ ถ้าเราไม่มีนักฟุตบอลอื่นมาเล่นด้วย