Practical Report มุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ตอน 2 (จบ)

สุรศักดิ์ ธรรมโม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด

ในกรณีของไทย ในช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 รัฐบาลไทยประกาศลดค่าเงินบาทและประกาศเพิ่มทุนสถาบันการเงินในโครงการ 14 สิงหาคม 2541 ซึ่งมีรูปธรรมของการที่รัฐเข้าไปเพิ่มทุนสถาบันการเงินอย่างเต็มที่

ผลคือสามารถหยุดปัญหาการขาดความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินได้ รวมทั้งการลดค่าเงินได้มีส่วนช่วยให้เอกชนไทยสามารถใช้การส่งออกเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการชำระหนี้ต่างประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว

ในกรณีของยุโรป การเข้าร่วมกันใช้เงินสกุลเงินยูโร 17 ประเทศโดยที่แต่ละประเทศมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันคือรากเหง้าปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป เพราะทำให้ค่าเงินยูโรเทียบกับเศรษฐกิจของหลายประเทศในกลุ่มยูโรมีค่าเงินสูงเกินกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจ ผลคือเศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้ เฉกเช่นเดียวกับกรณีของไทยก่อนปี 2540 ที่ค่าเงินบาทมีมูลค่าสูงเกินจริง

แม้ว่ายุโรปจะปล่อยกู้ให้กรีซเพิ่มได้แต่การที่ยุโรปเดินหน้าลดการใช้จ่ายการคลังแต่ไม่ได้ลดค่าเงิน ผลก็คือเศรษฐกิจยุโรปส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในภาวะทศวรรษแห่งการสาบสูญทางเศรษฐกิจ คือยุโรปอาจจะมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำอย่างยาวนานและจะเกิดปัญหาสถาบันการเงินเป็นระยะๆ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราที่ต่ำจะทำให้เกิดการเร่งตัวของหนี้เสียในสถาบันการเงิน ส่งผลให้ทุนสถาบันการเงินลดลงและจะต้องเพิ่มทุน ซึ่งถ้าสถาบันการเงินไม่สามารถเพิ่มทุน รัฐบาลของประเทศนั้นจะเพิ่มทุนให้ เพราะกลัวว่าสถาบันการเงินจะล้ม

เกิดการเร่งตัวของหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเพราะรัฐนำเงินเข้าไปอุ้มธนาคาร บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะลดความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศนั้นๆ ส่งผลให้ต้นทุนของประเทศนั้นๆในการออกพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้นจนไม่คุ้ม และประเทศนั้นจะหันกลับมาขอกู้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) และถ้าวงเงินไม่พอปัญหาจะเกิดขึ้นอีกดังเช่นปัจจุบัน

ผมประเมินว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีหลักทรัพย์ทั่วโลกจะปรับลงมาก โดยในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ผมคาดว่าไม่มีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและขยายตัวในระดับสูงโดยตัวที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือการชะลออย่างแรงของเศรษฐกิจจีน

ในด้านดัชนีหลักทรัพย์นั้น วิกฤติสถาบันการเงินทำให้สภาพคล่องทั่วโลกถูกดึงกลับมาที่สถาบันการเงินหมด ไม่มีสภาพคล่องที่ช่วยผลักดันดัชนีให้สูงขึ้น อีกทั้งการก่อหนี้ (Leverage) เพื่อการเก็งกำไรในสินทรัพย์ทางการเงินจะลดลงมาก

นอกจากนี้ ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจ (Policy Makers) ในประเทศตะวันตกหมดเครื่องมือทางนโยบายแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนายังมีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แต่ถ้ากระตุ้นมากจะเกิดหนี้สินสาธารณะในระดับสูงและตามมาด้วยการลดอันดับความน่าเชื่อถือในสองปีจากนี้ไป

จุดหักเหจะอยู่ที่เดือนตุลาคม-พฤศิจากายนปีหน้า เพราะประเทศสำคัญที่สุดในโลกสองประเทศจะเปลี่ยนผู้นำคือจีนและสหรัฐ โดยจีน ผู้นำคนใหม่ที่จะเป็นประธานาธิบดีคือนาย สี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน และนายกรัฐมนตรีคือ นายหลี่ เค่อเฉียง ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีจีนในปัจจุบันเช่นกัน สองคนนี้เข้าใจระบบเศรษฐกิจทุนนิยมดีมาก ในขณะที่โอกาสของประธานาธิบดีโอบามาจะชนะเลือกตั้งอีกครั้งมีน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าประธานาธิบดีโอบามาชนะเลือกตั้งอีกครั้งในปีหน้า ประธานาธิบดีโอบามาจะมีอำนาจทางการเมืองมากในการที่จะผลักดันวาระตนเองในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐได้

แต่ถ้าประธานาธิบดีโอบามาแพ้เลือกตั้ง ประธานาธิบดีคนใหม่จากพรรครีพับรีกันจะดำเนินนโยบายเร่งลดรายจ่ายภาครัฐ ผลคือ แม้จีนจะกลับมาเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าอเมริกากลับมาเดินหน้าลดการใช้จ่าย เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำจนกว่าจีนและชาติเอเชียจะกลับมาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเน้นการส่งออกมาเป็นขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศได้สำเร็จ

แม้ว่ามุมมองจากภาพรวม (Top-Down Approach) จะหดหู่ แต่ถ้ามองระดับจุลภาค (Bottom-up) จะพบว่าภาคธุรกิจสหรัฐนั้นมีกระแสเงินสดมหาศาลและพยายามขยายธุรกิจในเอเชียเพราะเอเชียมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ ภาคธุรกิจเอเชียมีความเข้มแข็งมาก สถาบันการเงินเอเชียมีระดับหนี้เสียที่ต่ำ แม้ว่ามองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำเป็นเวลาหลายปี (3-5 ปี) แต่จะไม่เลวร้ายเท่ากับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลกในปี ค.ศ. 1929 และโดยเปรียบเทียบแล้ว เศรษฐกิจเอเชียนั้นแข็งแกร่งและดีที่สุดในโลก

โอกาสในการลงทุนหลักทรัพย์ น่าจะพิจารณาลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งทางกลยุทธธุรกิจที่เน้นตลาดในเอเชีย และมีเงินสดรวมทั้งหนี้ที่ต่ำ อีกทั้งการลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ระยะยาวเป็นทางเลือกที่น่าสนใจใน1-2 ปีจากนี้ไป นอกจากนี้ การเข้าซื้อหุ้นที่มีความมั่นคงสูงลักษณะ Defensive และเน้นตลาดในประเทศและมีพฤติกรรมจ่ายปันผล จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน

หมายเหตุ-บทความนี้ มุมมองส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัดอยู่ และบทความนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2554