โดย Emilie Rutledge
zneb แปล
การพึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศมากเกินไปของอเมริกาสุดท้ายก็หนีไม่พ้นภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า การมีสิ่งที่ดีมากเกินไปกลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด มันเป็นเรื่องแน่นอนที่จะคาดเดาว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างมากในทศวรรษนหน้าและจะไม่ใช่เงินตราสกุลหลักที่ใช้ในการค้าน้ำมันเพียงสกุลเดียวของโลกอีกต่อไป แม้ว่าการใช้สิทธิถอนเงินพิเศษหรือ SDRs (Special Drawing Rights) จะเป็นทางเลือกที่ดูจะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและดูสมเหตุสมผลในทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าเงินดอลลาร์ แต่ทางเลือกที่เป็นไปได้จริงๆนั้นน่าจะเป็นระบบทุนสำรองและการค้าน้ำมันบนพื้นฐานของเงินตรา 3 สกุลมากกว่าอันได้แก่ เงินดอลลาร์สำหรับฝั่งอเมริกา เงินยูโรสำหรับฝั่งยุโรป และเงิืนหยวนสำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ในเอเชีย
ณ ปัจจุบัน แม้ว่าทางเลือกที่เป็นไปได้นอกเหนือจากเงินดอลลาร์จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะการเป็นเงินทุนสำรอง หรือหน่วยทางบัญชีที่เป็นที่ยอมรับได้ทั่วไปในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ แต่เงินดอลลาร์ก็ยังครองส่วนแย่งกว่า 2 ใน 3 ในฐานะเงินตราสกุลหลักที่มีอยู่ในทุนสำรองของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ครองส่วนแบ่งกว่า 4 ใน 5 ในธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ และกว่า 45% ของตราสารหนี้ทั่วโลกนั้นกู้ในรูปของดอลลาร์ ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลของยุโรปที่ออกในรูปเงินยูโรนั้นมีความความลึกและสภาพคล่องที่น้อยกว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมาก ขณะที่ในฟากของจีนนั้นเพิ่งจะเปิดให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเงินหยวนเท่านั้น (ซึ่งออกที่ฮ่องกง แต่เงินหยวนยังไม่มีการแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี) แต่อย่างไรก็ตามบรรดาผู้สังเกตการณ์หลายคนออกมาโต้แย้งว่า เงินดอลลาร์จะต้องมีการอ่อนค่าลงอย่างมากใน 10-20 ปีข้างหน้านี้ทั้งจากการเบี้ยวหรือผิดนัดชำระหนี้ (default) หรือการออกแบบโครงสร้างใหม่
เหตุผลนั้นมีหลายประการไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล (ข้อมูลล่าสุดระบุว่าสหรัฐฯมีหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2008) และความจริงที่ว่าประเทศจีนซึ่งต้องการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและกำลังซื้อของประชาชนกำลังเริ่มให้เงินหยวนค่อยๆ แข็งค่าขึ้น แต่มากกว่านั้นเหตุผลในเชิงพื้นฐานซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจนในประเด็นนี้ก็คือว่า มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเราย่อมเผชิญกับความไร้เสถียรภาพอย่างแน่อน ในการที่มีเงินตราของชาติใดชาติหนึ่งเป็นเงินตราสกุลหลักของโลกแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุผลต่่างที่ว่ามานี้นำมาสู่คำถามมากมาย: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมีอะไรมาแทนเปโตรดอลลาร์ และ กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือจัดการโดยหลายๆฝ่าย หรือสุดท้ายแล้วการเปลี่ยนผ่านจะเข้มข้นแหลมคมและลงเอยด้วยท่าทีที่เป็นการกีดกันทางเศรษฐกิจในลักษณะพาณิชย์นิยมแบบไม่คาดฝันจากทุกฝ่าย
ในทศวรรษที่ 1960 นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลโรเบิร์ต ทริฟฟิ่น ได้ตั้งประเด็นว่า การที่มีระบบเงินตราสกุลหลักของโลกภายใต้เงินตราของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้นในท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ
ทาง 2 แพร่งของทริฟฟิ่น (The Triffin Dilemma)
ประการแรก เนื่องจากมีเพียงหนทางเดียวที่ทุกประเทศจะสามารถสะสมสินทรัพย์สุทธิ (หรือทุนสำรอง) ในรูปของเงินตราสกุลหลักได้ก็คือ การที่ประเทศที่เป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักของโลกต้องมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ประการที่ 2 ขณะที่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักสามารถตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยได้โดยเป็นอิสระจากผลในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ประเทศที่เป็นเศรษฐกิจเปิดอื่นๆจะมีข้อจำกัดในการดำเนินโนยบายด้านอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเองเทียบกับเงินตราสกุลหลักว่าจะแข็งค่าหรือ่อนค่า
สภาพความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอันเป็นผลมาจากนโยบายทางการเงิน นับวันจะมีความเข้มข้นรุนแรงขึ้น นับแต่ระบบ Bretton Woods ล่มสลายลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จากการที่ปริมาณการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้นและทวีความสำคัญมากขึ้นในฐานะที่มีสัดส่วนต่อ GDP ในระดับที่สูงมากของประเทศที่เป็นเศรษฐกิจเปิด (เช่นกรณีของประเทศไทยที่การค้าระหว่างประเทศทั้งการส่งออกและนำเข้ามีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 130% ต่อ GDP) ทำให้ผลกระทบของอัตรแลกเปลี่ยนต่อประเทศที่เป็นเศรษฐกิจเปิดนั้นรุนแรงมากขึ้นด้วย การส่งผ่านอย่างรุนแรงแบบไม่คาดคิดทั้งในทางบวกและทางลบสามารถรู้สึกได้อย่างทั่วถึงในทั่วทุกมุมมองโลกในทันทีทันใด เนื่องจากการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชาติ การแพร่กระจายของการลดกฎเกณฑ์ในตลาดการเงินของแต่ละประเทศ และความก้าวหน้าด้านการสื่อสาร การแสวงหาผลตอบแทนผ่านเงินตราสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มก่อให้เกิดปริมาณสินเชื่อมากมายมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การเกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ต่างๆและราคาหุ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเกิดวงจรของการโป่งพองและการแตกตัวของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจนั่นเอง
จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นยกเว้นกรณีของสหรัฐฯ บรรดาประเทศเศรษฐกิจเปิดทั้งหลายจึงมีทางเลือกอยู่ 2 ทางในการเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งไม่มีทางเลือกไหนสมบูรณ์แบบที่สุดและต่างก็มาพร้อมกับต้นทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น
ทางเลือกทั้ง 2
ทางเลือกที่ 1 ก็คือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ซึ่งระบบนี้ได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในฟากของผู้ส่งออกและนำเข้าในประเทศคู่ค้าทั้ง 2 ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การที่อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าหรือแข็งค่าเกินจริง อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่แบบมีการจัดการโดยผูกติดไว้กับเงินตราสกุลใดสกุลหนึ่ง ในการที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ไว้นั้นธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ ต้องมีการพึ่งพาการดำเนินนโยบายทางการเงินจากประเทศเจ้าของสกุลเงินนั้นอีกที (โดยส่วนมากประเทศต่างๆจะผูกเงินไว้กับดอลลาร์ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องทำตามธนาคารกลางสหรัฐฯ) เมื่อวงจรธุรกิจของสหรัฐฯและประเทศที่ผูกอัตราแลกเปลี่ยนไว้กับดอลลาร์เกิดไม่สอดคล้องกันขึ้นมา ประเทศที่ผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์จะไม่สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยในการควบคุมหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น ประเทศในกลุ่ม GCC ซึ่งต้องเผชิญกับศักราชแห่งเงินเฟ้อสูงเป็นเลข 2 หลักในช่วงที่ผ่านมา
จากคำพูดของอดีตรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส (ซึ่งก็คือนาย Valéry Giscard d’Estaing ดำรงตำแหน่งในทศรรษที่ 1960) ที่กล่าวไว้ว่า สหรัฐฯ มี อภิสิทธิ์มากที่สุดในโลก (exorbitant privilege) จากการที่สหรัฐณกำลังได้รับการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากส่วนอื่นๆของโลกแบบถาวรในรูปของ seigniorage revenues (โดยปกติแล้วมักเกิดจากการที่ประเทศมีต้นทุนในการออกธนบัตรต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ในที่นี้สหรัฐฯทำรายได้ประเภทนี้ได้เนื่องจากการที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมามหาศาล ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยอมรับมูลค่าที่ตราไว้หน้าธนบัตร) และยังสามารถทำได้ผ่านการมีนโยบายการเงินที่เป็นอิสระคนเดียวในโลก
ความจริงที่ว่าน้ำมันคิดราคาและขายในรูปของดอลลาร์ตั้งแต่การก่อตั้งโอเปกนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่นัยสำคัญมากด้วย เนื่องจากการที่น้ำมันมีความสำคัญมากต่อทุกๆ ระบบเศรษฐกิจสามารถหาซื้อได้เฉพาะในรูปของการจ่ายเป็นดอลลาร์เท่านั้น ทุกๆ ประเทศจึงมีแรงจูงใจสูงในการสะสมเงินดอลลาร์ จริงๆ แล้วก็มีการถกเถียงกันมากว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มักจะพิมพ์เงินดอลลาร์ (ซึ่งเป็นกระดาษที่ไม่มีมูลค่าใดๆ เลย) ออกมาเพื่อซื้อน้ำมัน ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ซื้อขายกันในรูปดอลลาร์ซึ่งระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความต้องการ
สภาพการณ์เช่นนี้สามารถเปรียบได้กับบัตรเครดิตซึ่งสามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมากได้จากการเสนอเงื่อนไขด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและการจ่ายเงินแบบค้างชำระได้ และนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง 2 คนของสหรัฐฯ คือ เฟรด เบิร์กสเตน และ แบร์รี่ ไอเชนกรีน ทั้งคู่ได้เขียนทความลงในนิตยสาร Foreign Affairs โดยเตือนถึงปัญหาที่จะตามมาจากาสภาพการณ์ที่ว่านี้ ขณะที่ทั้งคู่ยังมองว่าเงินดอลลาร์จะยังคงรักษาสถานะการเป็นเงินตราสกุลหลักของโลกไว้ได้ในระยะสั้น ทั้งคู่ก็ได้เตือนถึงผลกระทบในทางลบจากการที่สหรัฐฯ มีระดับของหนี้สินที่สูงมากในปัจจุบัน ความโน้มเอียงไปยังการการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากเอเชียได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ และมันจะเกิดปัญหาตรงที่ว่าเงินทุนส่วนใหญ่จากต่างประเทศสนับสนุนการบริโภคมากกว่าการลงทุนที่เกิดผลิตผล แต่อย่างไรก็ตามบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันดูจะมีความสุขกับสถานภาพที่เป็นอยู่ เนื่องจากมันสามารถช่วยให้ประชาชนทั่วไปสามารถอยู่ได้เกินกว่าปัจจัยยังชีพของตัวเอง และการขาดดุลการคลังของรัฐบาลสามารถปิดหีบได้จากการกู้เงินจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง
ฉากทัศน์แห่งอนาคต
แม้ว่าจะปราศจากใครก็ตามที่มาตั้งประเด็นว่ามันเป็นผลประโยชน์ของอเมริกาในการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ เหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการลดการหยิบยืมและอิทธิพลผ่านเงินดอลลาร์ (Dollar Deleveraging) อย่างค่อยเป็นค่อยไปจะเกิดขึ้นในอนาคต และแม้ว่าสหรัฐฯจะไม่เผชิญกับความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์หรือภาคผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนจากเงินกู้ในระดับ 0% การฟื้นตัวด้วยการส่งออกย่อมเป็นทางเลือกซึ่งเป็นไปได้ที่สุดในระยะยาวของสหรัฐฯ และการอ่อนค่าลงของดอลลาร์ก็คือตัวสนบัสนุนที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์การฟื้นตัวด้วยการส่งออก
ความกังวลเกี่ยวกับขนาดของหนี้สินของสหรัฐฯ และความไร้เสถียรภาพซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระบบการเงินโลกในขณะนี้ได้นำไปสู่การหาทางเลือกใหม่ๆนอกเหนือจากเงินดอลลาร์ บางสำนักได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 สหรัฐฯ จะต้องจ่ายคืนหนี้สินให้กับประเทศเจ้าหนี้ทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 7% ต่อ GDP (การลดหนี้ผ่านการลดค่าเงินดอลลาร์เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ในขณะนี้ซึ่งย่อมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเจ้าหนี้ต่างประเทศที่ถือสินทรัพย์ในรูปของดอลลาร์)
นายโจว เสี่ยวชวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนได้สร้างความฮือฮาขึ้นเมื่อปีที่แล้วเมื่อเขาได้เสนอให้มีการใช้ SDR หรือสิทธิถอนเงินพิเศษของ IMF เป็นเงินสกุลหลักของโลกแทนดอลลาร์โดยให้เหตุผลว่า SDR สามารถขจัดความเสี่ยงที่เกิดจากการพึ่งพาเงินตราสกุลหลักซึ่งออกโดยของชาติใดชาติหนึ่ง ประเด็นนี้ไม่ควรถูกมองข้ามไปง่ายๆเนื่องจากความเห็นใดๆ จากจีนซึ่งถือสภาพคล่องในรูปของดอลลาร์มูลค่ามากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ถือเงินดอลลาร์คนอื่นๆ ด้วย
ฉากทัศน์ที่เป็นอุดมคติที่สุดซึ่งย่อมเป็นไปได้น้อยที่สุดด้วยคือ การใช้เงินตราสกุลหลักของโลกที่ไม่ได้ออกโดยชาติใดชาติหนึ่งหรือเงินตราเหนือชาติ (suprantional currency) ในบางรูปแบบ ซึ่งสิทธิประโยชน์จากการมี seigniorage revenue จะถูกกระจายอย่างเท่าเทียมและผลประโยชน์ส่วนตัวจะถูกแทนที่ด้วยผลประโยชน์ส่วนรวม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆจะอยู่ในฐานะที่ได้รับความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทั้งนี้เพราะจากคำกล่าวของโฮเซ่ โอคาพอคที่กล่าวไว้ว่า ในการที่จะรักษาระบบการตรึงค่าเงินหรือการหาหลักประกันจากภาวะเงินทุนไหลออกฉับพลัน (Capital Flight) ประเทศเหล่านั้นมีทางเลือกไม่มากนัก แต่ทำได้เพียงแค่การถ่ายโอนทรัพยากรไปให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สหประชาชาติเรียกว่า การช่วยเหลือแบบย้อนกลับ
แนวคิดของเงินตราเหนือชาติ (Supranational Currency) ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างน้อยที่สุดก็ย้อนไปได้ถึงสมัยของเคนส์ เขาตั้งประเด็นว่า ประชาคมระหว่างประเทศควรจัดตั้งหน่วยในการแลกเปลี่ยนขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในฐานะเงินตราที่ใช้เป็นทุนสำรอง และแม้กระทั่งเสนอให้เรียกว่ามันว่า บังคอร์ (Bancor) การใช้ SDR นั้นก็ใช่ว่าจะไม่เหมือนกับับคอร์เลยและในคณะกรรมาธิการของสหประชาชาติที่มีนายโจเซฟ สติกลิสต์นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเป็นประธานเมื่อไม่นานมานี้ก็สนับสนุนการเพิ่มบทบาทของ SDR ขณะที่การประชุม G20 เมื่อช่วงต้นปี 2009 ที่ผ่านมาก็ตกลงที่จะขยายปริมาณ SDR อีกมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้สัดส่วนของ SDR ในทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1% มาอยู่ที่ราวๆ 5%
ปัญหาของระบบพหุภาคีนิยม
อย่างไรก็ตามระบบพหุภาคีนิยมก็มีปัญหาหลายๆ อย่าง ซึ่งความเห็นแก่ตัวในเชิงพาณิชย์นิยมก็เป็นปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง หลายๆ คนสามารถนึกถึงภาพความยากลำบากในการตกลงสร้างระบบอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ของโลกได้ จากการปะชุมแก้ปัญหาภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สหประชาชาติ ณ กรุงโคเปนเฮเกนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ SDR ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ได้หนุนหลังด้วยตลาดตราสารหนี้ หรือเพื่อเป็นเงินทุนสำรองที่ใช้ได้จริงๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีตลาดที่มีความลึกและสภาพคล่องที่สูงมารองรับ
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ในอนาคตอีกกรณีก็คือ เราอาจเห็นการแข่งขันที่สูงขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศใหม่ๆ ที่มีการใช้สกุลเงินร่วมกัน การกีดกันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น และโอกาสการขึ้นมาของเงินตราสกุลใหม่และความไร้เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน
ฉากทัศน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางประเด็นของระบบการตั้งราคาน้ำมัน มาตรฐานเปโตรดอลลาร์ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดต่อสถานะของการเป็นเงินตราสกุลหลักของโลกของเงินดอลลาร์ จีนต้องการน้ำมันมากขึ้นและในอนาคตก็ต้องการซื้อน้ำมันในรูปของเงินหยวนซึ่งมีแต่จะแข็งค่าขึ้น การใช้เงินหยวนในระบบการค้าน้ำมันย่อมนำไปสู่การสิ้นสุดลงของการผูกขาดภายใต้ระบบมาตรฐานเปโตรดอลลาร์
หากมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการกำหนดราคาน้ำมันภายใต้เงินตรา 3 สกุล (ดอลลาร์ ยูโร และหยวน) อย่างเห็นพ้องต้องกันและค่อยเป็นค่อยไป น้ำมันจะมีราคาที่แพงมากๆ ในรูปของเงินดอลลาร์และจะกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่างมากเช่นกัน สภาพการณ์ที่สหรัฐฯ ต้องมีการถ่ายโอนรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อไปจ่ายหนี้ต่างประเทศในภาวะที่ราคาน้ำมันก็แพงมากๆ จะยิ่งลดมาตรฐานการครองชีพของชาวอเมริกัน ในมุมมองที่ต่างกันทั้งเบิร์กสเตนและไอเชนกรีน ต่างมองว่าหากสหรัฐฯยังไม่เริ่มแก้ปัญหาการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศที่มากเกินไป สหรัฐฯ จะเผชิญอุปสรรคในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศที่เป็นอิสระมากขึ้นในอนาคต
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การค่อยๆ ลดงของค่าเงินดอลลาร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการลดลงของดอลลาร์ในลักษณะนี้เป็นประโยชน์กับทั้งสหรัฐฯและคู่ค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ประเทศที่มีสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์มากๆ ไม่ต้องการที่จะเห็นมูลค่าสินทรัพย์ของตัวเองลดลงเร็วเกินไป และทั้งยุโรปและญี่ปุ่นก็ไม่ต้องการเห็นค่าเงินตัวเองแข็งค่าเกินกว่าที่เป็นอยู่ที่ผ่านมา ในระยะยาวแล้ว สัดส่วนของเงินทุนสำรองปัจจุบันที่ระดับ 60/30 สำหรับสัดส่วนของ ดอลลาร์/ยูโร มีโอกาสเปลี่ยนใหม่เป็น 40/40/15 ในรูปแบบของ ดอลลาร์/ยูโร/หยวน ได้
ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนสามารถผลิตทุกอย่างได้ในฐานะที่เป็นโรงงานของโลกและตอนนี้จีนต้องยกระดับโซ่อุปทานของตัวงเอง การที่จะเพิ่มรายได้ของครัวเรือนและเพิ่มสัดส่วนของการบริโภคภายในของภาคเอกชน จีนต้องปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่ามากขึ้น การที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นจะช่วยเพิ่มการบริโภคภายในและกำลังซื้อในประเทศ นอกจากนั้นค่าเงินที่แข็งค่าจะทำให้ราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศถูกลงอีกด้วย และนั่นย่อมทำให้เงินหยวนสามารถเป็นเงินตราสกุลหลักของโลกได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก
ธนาคารกลางรัสเซียได้ยืนยันในรายงานฉบับที่ผ่านมาว่า ทางธนาคารได้เพิ่มสัดส่วนของเงินยูโรในทุนสำรองจาก 42% เป็น 47% ในปี 2008 และธนาคารกลางรัสเซียต้องการที่จะลดสัดส่วนการถือครองดอลลาร์ในอนาคตอีกด้วย การที่ยูโรเป็นตัวแทนของเขตเศรษฐกิจยูโรเป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่ง เนื่องจากรัสเซียต้องการลดความเสี่ยงจากการที่ต้องนำเข้าสินค้าในรูปเงินยูโรแพงขึ้น และมันก็ดูมีเหตุผลหากรัสเซียจะพิจารณาถือยูโรในทุนสำรองมากขึ้นและคิดค่าน้ำมันในรูปเงินยูโรสำหรับลูกค้าในยุโรป
อย่างสติกลิสต์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การเคลื่อนไปสู่ระบบคู่ระหว่างดอลลาร์กับยูโรจะนำไปสู่ปัญหาความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างความเสียเปรียบให้กับประเทศยากจนซึ่งยังคงต้องถือทุนสำรองมหาศาล ในรูปของเงินตราสกุลหลักที่เป็นของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเผชิญภาวะตกต่ำทางเศ รษฐกิจ ระบบเงินตรา 3 สกุลอันประกอบด้วยดอลลาร์ ยูโร และหยวนก็เช่นเดียวกันแม้ว่าจะมีการกระจายตัวที่ดีกว่า แต่ก็ยังคงไม่ดีเท่าระบบเงินตราเหนือชาติที่มีการกำกับดูแลอย่างดีและมีสภาพคล่องที่เหมาะสม
แม้ว่าระบบเงินตรา 3 สกุลจะมีจุดอ่อนอย่างที่กล่าวมา ในมุมมองของประเทศในกลุ่ม GCC หากว่าระบบเงินตรา 3 สกุลต้องเกิดขึ้นมาจริงๆ ประเทศในแต่ละกลุ่มสกุลเงินควรมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและความสามารถในการซื้อโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่นน้ำมันด้วยเงินตราของกลุ่มตัวเอง นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรสำหรับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอ่าว เนื่องจากระบบนี้สามารถช่วยให้บรรดาผู้ส่งออกน้ำมันสามารถสร้างฐานของเงินออมที่กระจายตัวมากขึ้นหรือแม้แต่การดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นอิสระกว่าเดิม
Emilie Rutledge เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates National University)
ที่มา Gulf News
http://gulfnews.com/business/features/what-comes-after-the-petrodollar-1.604366
