Practical Utopia อะไรคือสยามประชาภิวัฒน์ สัมภาษณ์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

การเมืองไทยในปี 2555 เริ่มร้อนแรงขึ้น เมื่อกลุ่มนักวิชาการกลุ่มใหม่ “สยามประชาภิวัฒน์” เปิดตัวกลุ่มและแสดงแนวคิดทางการเมืองไปเมื่อกลางเดือนมกราคม

หลายคนอาจมองว่านักวิชาการกลุ่มนี้เป็น “แรงปฏิกริยา” ของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากในช่วงหลัง แต่ทางกลุ่มเองก็ปฏิเสธว่า “ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อประกบชนกับนิติราษฏร์ แต่เราเห็นว่าสังคมไทยจำต้องมีการขับเคลื่อนให้เป็นประชาภิวัฒน์โดยกลุ่มประชาชนเป็นหลักไม่ใช่กลุ่มชนชั้นนำหรือ Elite” (อ่านรายละเอียดใน เปิดตัวกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ย้ำไม่ได้ตั้งเพื่อชนนิติราษฏร์)

เพื่อให้เข้าใจจุดยืนของสยามประชาภิวัฒน์ให้แจ่มชัดขึ้น รวมกับเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย (SIU เคยสัมภาษณ์ รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ไปเมื่อปี 2551 ตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์) ดังนั้น SIU จึงติดต่อขอเข้าสัมภาษณ์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) หนึ่งในแกนนำของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ เพื่อสนทนาเรื่องปัญหาบ้านเมือง และทางออกของประเทศไทยในความขัดแย้งทางการเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ชุด Redefine Thailand ของ SIU ประจำปี 2555 นี้

ถามอาจารย์เกี่ยวกับที่มาของสยามประชาภิวัฒน์ ว่ามีที่มาเป็นอย่างไร

สยามประชาภิวัฒน์เกิดจากกลุ่มนักวิชาการจำนวนหนึ่งจากหลากหลายมหาวิทยาลัย เกิดความคิดว่า สถานการณ์สังคมในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยค่อนข้างมาก และมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาของสังคมไทย ว่าอะไรเป็นสาเหตุของปัญหาของสังคมไทยกันแน่

บรรดานักวิชาการที่เป็นเพื่อนกันและมีความคิดคล้ายๆ กัน เช่น อาจารย์คมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์บรรเจิด สิงหคะเนติ สองท่านนี้เป็นคนริเริ่มชักชวน เพื่อนๆ นักวิชาการที่มีความคิดคล้ายกัน เข้ามาพูดคุยกัน พอพูดคุยกันแล้วก็เกิดความคิดที่จะตั้งกลุ่มนักวิชาการขึ้นมา จากนั้นก็มีการพูดคุยกันว่ากลุ่มนี้ควรจะมีจุดยืนหรือว่าอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไรบ้างในสถานการณ์ปัจจุบัน

สิ่งแรกที่เรามีความเห็นร่วมกันคือเรามองว่าในสังคมไทยนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นสถาบันที่ทรงคุณค่าต่อสังคม และต่อระบบการเมืองไทย ในสังคมไทยนั้นถือว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ก็มีคุณค่าที่สำคัญ ถัดมาจุดยืนของเราก็คือจะปฏิรูปและสนับสนุนการปฏิรูประบอบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อที่จะขจัดอิทธิพลของเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุน

ในข้อสอง เป็นจุดยืนที่มองว่าสาเหตุของปัญหาในสังคมไทยที่เป็นสาเหตุหลักคือ “กลุ่มทุนนิยมเผด็จการ” ซึ่งจุดยืนนี้อาจจะมีความแตกต่างจากบรรดานักวิชาการหลายกลุ่ม ที่มีการเคลื่อนไหวในสังคมขณะนี้อยู่

ส่วนจุดยืนที่ 3 เป็นเรื่องของการพยายามขจัดวิกฤติเสรีภาพ ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้วิกฤติเสรีภาพเกินขอบเขต เรามองว่าการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตจะนำไปสู่สภาพของอนาธิปไตย และเราก็เห็นว่าในสังคมไทยในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดในเรื่องของเสรีภาพกันมาก มีการใช้เสรีภาพจนเกินเลย จนไม่ได้คำนึงถึงบริบทของสังคมและไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น

ประการที่ 4 ที่เป็นจุดยืนของเราก็คือ เราจะพยายามที่จะขจัดวิกฤติความคิดและความเชื่อที่ว่า สูตรสำเร็จของประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง อันนี้ก็จะมาจากสถานการณ์สังคมไทยในปัจจุบันที่มีการมองหรือพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประชาธิปไตยเท่ากับการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งแล้วทุกสิ่งจะเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราเห็นว่าความคิดหรือความเชื่อแบบนี้ ค่อนข้างจะทำให้ประชาธิปไตยมีความเสี่ยง เพราะว่าหลักคิดหรือหลักการของประชาธิปไตยนั้น มีมากกว่าการเลือกตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว มันมีหลักการอื่นๆ อีกหลายหลักการที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบกันไป

ประการที่ 5 เราต้องการที่จะขจัดวิกฤติด้านศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งวิกฤติด้านศีลธรรมและจริยธรรมเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอรัปชั่นและการผูกขาดอำนาจในสังคมไทย สังคมไทยในปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของค่านิยมมาก จากการสำรวจของสำนักโพล บางแห่งจะเห็นได้ชัดว่าปัจจุบันค่านิยมของประชาชน หรือกลุ่มเด็กวัยรุ่น ยอมรับว่าการคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาถ้าหากว่าเค้าได้รับผลประโยชน์บ้าง ซึ่งเรามองว่า อันนี้เป็นปัญหาหลักที่ทำให้สังคมไทยไม่สามารถที่จะข้ามพ้นวิกฤติของการทุจริตไปได้

ทั้งหมดนี้เป็นจุดยืนทางการเมืองของกลุ่ม หลังจากที่เราได้มาพูดคุยกัน เราก็เปิดตัวและแถลงจุดยืนทั้ง 5 ข้อนี้ต่อสังคมอย่างชัดเจน หลังจากการแถลงต่อสังคมแล้วสิ่งที่กลุ่มดำเนินการ คือกลุ่มจะมีขอบเขตของการดำเนินการทางวิชาการเป็นหลัก และจะมีการเผยแพร่ทางวิชาการโดยจะอิงกับข้อเท็จจริงของสภาพบริบทของสังคมไทย และจะเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับรู้รับทราบเพื่อที่จะได้นำไปขบคิดต่อไป ว่าปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทยนั้นคืออะไร และเราจะมีทางออกอย่างไรกันบ้างในสังคมไทยในปัจจุบัน

หลังจากนั้นจะมีการจัดการเสวนาทางวิชาการที่มหาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งเป็นการเปิดตัวทางวิชาการเป็นครั้งแรก โดยเราพยายามวิเคราะห์ต้นเหตุของการที่ทำให้สังคมไทยเกิดปัญหานั้นคือเรื่องอะไร และเป็นกลุ่มไหนกันแน่ เรามองว่าเผด็จการทุนนิยมผูกขาดเป็นกลุ่มหลักที่ทำให้สังคมไทยมีปัญหา และเป็นกลุ่มที่บิดเบือนหลักคิดของประชาธิปไตย และระบบการเมืองภายใต้การบิดเบือนของกลุ่มนี้ ทำให้เกิดปัญหาในทุกๆ ด้านทั้งในแง่ของโครงสร้างทางการเมืองที่ทำให้เกิดระบบของพวกพ้องเครือญาติเข้ามามีอำนาจทางการเมือง เกิดการทุจริตกันอย่างแพร่หลาย และเกิดการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย

นี่ก็เป็นสิ่งที่ทางกลุ่มได้ดำเนินการและต่อจากนั้นกลุ่มก็มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่องและจะเผยแร่ความคิดต่างๆ ออกไป จากนั้นจะมีการพยายามที่จะสร้างสื่อขึ้นมา ทั้งทางอินเตอร์เน็ต หรือช่องทางด้านอื่นๆ

ผมอาจจะต้องเรียนถามแทนอีกฝั่งหนึ่งคือ อีกฝั่งเค้าจะมองว่าปัญหาที่เกิดจากฝั่งของที่อาจารย์เรียกเค้าว่าทุนนิยมเผด็จการมีอยู่จริงแต่ว่าเป็นปัญหาที่ทางสยามประชาภิวัฒน์อาจจะไม่ได้พูดถึงมากก็คือเรื่องของรัฐประหาร, เรื่องของสิทธิเสรีภาพของสังคมไทยที่ไม่เหมือนกับทางมาตรฐานของต่างชาติ สิ่งเหล่านี้ อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง

ถ้าเราดูพัฒนาการของการรัฐประหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหาร ในครั้งนั้นกลุ่มของจอมพลสฤษดิ์ และกลุ่มของทายาทในการสืบทอดอำนาจ สามารถครองอำนาจในการเมืองไทยได้ 10 กว่าปี เรียกได้ว่าทางกลุ่มของทหารก็ครองอำนาจเบ็ดเสร็จและก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

จากนั้น มีการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2519 อีกครั้ง กลุ่มของคณะรัฐประหารก็ครองอำนาจอยู่จนกระทั่งมีการเลือกตั้งครั้งใหม่คือปี พ.ศ. 2522 รวมระยะเวลาครองอำนาจคือ 3 ปี แต่ว่าเป็นการครองอำนาจที่มีการเชื่อมต่อคือ กลุ่มที่ทางคณะรัฐประหารในปี พ.ศ. 2519 ชูขึ้นมาเป็นคณะรัฐบาล ท้ายที่สุดก็ถูกกลุ่มเดิมทำการรัฐประหารรัฐบาลที่ตนเองตั้งขึ้นมา และตนเองก็ครองอำนาจ สืบทอดอำนาจต่อ

เมื่อมีการเลือกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 ก็เรียกว่าเป็นช่วงของประชาธิปไตยครึ่งใบ ความหมายของประชาธิปไตยครึ่งใบคือ ในสภานิติบัญญัติและในการบริหารประเทศจะมีกลุ่มข้าราชการทางทหารที่เป็นผู้นำเหล่านี้ สามารถที่จะแต่งตั้งคนของตนเองเข้ามานั่งในสภา เป็นวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจใกล้เคียงกับ ส.ส. มาก และคนที่ดำรงตำแหน่งบริหารก็ต้องได้รับการยอมรับจากกองทัพ ซึ่งในตอนนั้นเริ่มจากพลเอกเกรียงศักดิ์ และต่อมาคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ สภาวะแบบนี้ก็เคลื่อนตัวมาในยุคที่พลเอกเปรมเป็นนายก มีความพยายามที่จะก่อการเปลี่ยนแปลง 2 ครั้งแต่ล้มเหลว จึงกลายเป็นกบฏ

จนกระทั่งพลเอกเปรมวางมือทางการเมืองในปี พ.ศ. 2531 เป็นยุคที่กลุ่มทุนนักการเมืองเข้ามามีอำนาจอย่างเต็มที่ในการเมือง กลุ่มทุนนักการเมืองบ่มเพาะสะสมบารมี อำนาจ อิทธิพลในระยะ 8 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 – 2531 โดยเข้าร่วมกับกลุ่มอมาตยาธิปไตยในขณะนั้น ในพ.ศ. 2531 ทางกลุ่มกองทัพเองหรือทางกลุ่มข้าราชการก็วางมือไป เพราะฉะนั้นกลุ่มทุนเข้ามาเต็มที่ในทางการเมือง เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาโดยมีพลเอกชาติชาย เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดปรากฏการณ์ใช้อำนาจในทางมิชอบอย่างแพร่หลาย รัฐบาลในยุคนั้นถูกเรียกว่าเป็นรัฐบาล Cabinet หรือ Buffet Cabinet คือมีการทุจริตคอรัปชั่นแพร่หลายอย่างมาก และมีความขัดแย้งกับบรรดาผู้นำเหล่าทัพในช่วงหลังจนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 แล้วก็ได้มีการสืบทอดอำนาจต่างๆ ประมาณ 1 ปี จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ พฤษภาคม พ.ศ. 2535

เพราะฉะนั้น การรัฐประหารในช่วงหลังจะเห็นได้ว่ากลุ่มรัฐประหารจะสืบทอดอำนาจได้แค่ประมาณ 1 ปีกว่าๆ พอหลังจากปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ก็มีการเคลื่อนไหวของประชาชนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญ และอะไรต่างๆ จนเกิดรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 คือในปี พ.ศ. 2535–2540 เป็นช่วงที่สังคมมองว่า นักการเมืองที่เป็นนายทุนมีการทุจริตคอรัปชั่นกันมากจึงพยายามที่จะผลักดันรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 ขึ้นมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้เพิ่มกลไกการตรวจสอบเข้าไปเยอะ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไปมาก

อย่างไรก็ตามปรากฏว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพรรคการเมือง เพราะมีข้อบัญญัติที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง แล้วบังเอิญอาจจะเป็นช่วงจังหวะทางประวัติศาสตร์ ที่การเมืองของไทยมีนายทุนใหญ่เข้ามาตั้งพรรคการเมือง และอาศัยวิธีการทางธุรกิจบวกกับช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ได้ควบรวมพรรคการเมืองอื่น ครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในรัฐสภา ครองอำนาจในปี พ.ศ. 2544  ซึ่งได้แก่พรรคไทยรักไทย อำนาจเริ่มเคลื่อนย้ายไปสู่กลุ่มทุนผูกขาดอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น และมีการผูกขาดในสภาด้วยคือนอกจากจะผูกขาดด้านการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังทำให้พรรคของตนเองได้เสียงส่วนใหญ่ ทำให้กลไกของรัฐสภาเป็นง่อย

จากปี พ.ศ. 2540 กลไกการตรวจสอบทุกอย่างถูกแทรกแซงหมดจากอำนาจทางการเมือง พรรครัฐบาลกุมเสียงข้างมากแม้กระทั่งคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นก็ไม่เคยเข้าไปตอบกระทู้ในสภาเลย มีการแทรกแซงสื่อจำนวนมากโดยอาศัยทุน เข้าไปแทรกแซง มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวางโดยอาศัยอำนาจรัฐ โดยการใช้นโยบายเป็นกลไกในการละเมิดสิทธิเสรีภาพผ่านนโยบายที่เรียกว่า สงครามกับยาเสพติด ทำให้คนบริสุทธิ์เสียชีวิตนับพันคน ซึ่งการละเมิดสิทธิเสรีภาพเป็นไปอย่างกว้างขวาง แต่ไม่มีใครพูดอะไร เพราะหลงเข้าใจผิดว่าเป็นประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง เค้ามาจากการเลือกตั้ง ถ้าว่าไปแล้วก็มาจากการเลือกตั้งที่ทุจริตซื้อขายเสียงและอาศัยนโยบายประชานิยมในการที่จูงใจประชาชน

ในแง่ของการเข้าสู่อำนาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ free และ fare โดยแท้จริงแต่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมเป็น controlled election และเป็นการเลือกตั้งที่ถูก manipulate โดยอำนาจของทุน พอเค้ามาใช้อำนาจก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก คือนอกจากจะใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกแล้วยังใช้อำนาจในทางที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

นี้คือวิถีของทุนนิยมเผด็จการผูกขาดที่อาศัยการเลือกตั้งเข้ามาสู่อำนาจ ไม่ได้เปิดเผยให้เห็นถึงร่องรอยของความเป็นประชาธิปไตยในการใช้อำนาจแต่อย่างใด แต่มีวิถีการใช้อำนาจที่ไม่แตกต่างจากเผด็จการเลย พอมีประชาชนออกมาต่อต้านและมีรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 เราจะสังเกตเห็นว่าคณะรัฐประหารเป็นคณะรัฐประหารที่แปลกมากคือเป็นคณะที่ไม่อยากจะครองอำนาจ แค่อยากจะเปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้นเอง ก็ครองอำนาจอย่างเต็มที่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่ารัฐประหารในระยะเวลา 15 วัน หลังจากนั้นก็จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาและรัฐบาลนั้นก็ประกาศชัดเจนว่าจะใช้เวลา 1 ปีสำหรับการเลือกตั้ง

ฉะนั้นช่วงเวลาของการรัฐประหารการเปลี่ยนแปลงอำนาจและการครองอำนาจของคณะรัฐประหารเราจะเห็นได้ว่ามันสั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งสั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งน้อย

รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารก็แปลก เพราะเรามักจะมีความคิดว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารมักจะใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง กลับตรงกันข้ามรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารหลายชุดกลับใช้อำนาจในทางที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชุดของคุณอานันท์ ปันยารชุน เมื่อ พ.ศ. 2534 หรือแม้กระทั่งชุดของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ถึงแม้จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไม่มากแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศเฉกเช่นกับ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของพวกกลุ่มทุน

ฉะนั้นจึงเกิดเป็นปมปัญหาขึ้นมาว่าการรัฐประหารนั้น ถ้ามองในแง่ของหลักประชาธิปไตยอาจเห็นว่าการใช้อำนาจไม่ค่อยชอบธรรม แต่ว่าลักษณะของการใช้อำนาจกลับมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่ว่าใช้อำนาจในเชิงเผด็จการสูงกว่า มันไม่ได้เป็นสมการง่ายๆ ว่าคุณได้อำนาจมาโดยประชาธิปไตย แล้วคุณจะใช้อำนาจแบบประชาธิปไตย ข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์มันเป็นอย่างนี้อยู่ที่เราเห็นๆ กัน

แน่นอนว่าการได้อำนาจมาของคณะรัฐประหารย่อมไม่ชอบธรรมแน่ๆ ไม่มีใครปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่ถ้าหากว่าการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมและทำให้ได้กลุ่มทุนนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศและใช้อำนาจในทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ลองคิดดูว่าอะไรจะหนักกว่ากัน ลองเปรียบเทียบดู

ถ้าจะฝ่าวิกฤติตรงนี้ไปได้ ต้องสร้างกลไกระบบการเลือกตั้งใหม่ ต้องเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ในการเลือกตั้งใหม่ ที่จะให้ได้นักการเมืองที่เมื่อได้อำนาจแล้วสามารถนำอำนาจนั้นมาใช้ประโยชน์ให้กับสังคมให้กับประเทศโดยแท้จริง

อันนี้ก็เป็นภารกิจส่วนหนึ่งของทางกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ด้วย ว่าเราจะต้องหากลไกการเลือกตั้งทางเลือกใหม่ๆ เพราะการเลือกตั้งของไทยในปัจจุบันเราไปจมอยู่กับ paradigm เก่าหรือกระบวนทัศน์เก่าว่าเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตพื้นที่เพียงอย่างเดียว มีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนหนึ่งมาเป็นองค์ประกอบจำนวนน้อยเท่านั้นเอง

การเลือกตั้งแบบนี้ โดยเลือกตั้งแบบเขตพื้นที่ ได้ ส.ส. เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 400 ที่นั่ง กับ การเลือกตั้งแบบสัดส่วน ที่จะได้ ส.ส.ประมาณ 1 ใน 4 ของ ส.ส. ทั้งหมด ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราได้นักการเมืองที่เหมาะสมมาบริหารประเทศ

ส่วนเรื่องเสรีภาพนั้น เสรีภาพในสังคมไทยต้องดูหลายๆ อย่างจะดูอย่างง่ายๆ ไม่ได้ เสรีภาพในทุกประเทศจะขึ้นอยู่กับบริบท เสรีภาพไม่มีคำที่เป็นสากล เสรีภาพไม่ใช่หลักการที่ universal แต่เสรีภาพเป็นหลักการที่ depend on context คือหมายความว่าในแต่ละประเทศจะนิยามคำว่าเสรีภาพหรือว่าการใช้เสรีภาพต่างกัน

ยกตัวอย่างในประเทศไทย ซึ่งมีเสรีภาพทางสังคมสูงมาก คนไทยนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่มีวินัยอะไรเลย อย่างเช่น นึกจะปิดถนน ชุมนุมประท้วงให้รัฐบาลทำนั่น ทำนี่ ก็สามารถทำได้ นึกจะขับจักรยานยนต์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อค ก็ทำได้ ตำรวจก็ไม่จับทั้งๆ ที่มีกฎหมาย กฎหมายเป็นสิ่งที่จำกัดเสรีภาพเพื่อให้สังคมสงบ หรือว่าทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับใช้กฎหมายเกิดความปลอดภัย แต่คนไทยไม่ชอบ คนไทยอยากมีเสรีภาพตามใจ คืออย่างเช่น กฎหมายสวมหมวกกันน็อคจะจำกัดเสรีภาพของคน ที่จริงถ้าว่ากันตามเสรีภาพคือ หมวกกันน็อคควรจะเป็นทางเลือก เพียงแต่ว่ารัฐต้องจำกัดเสรีภาพในเรื่องนี้ บังคับให้ใส่หมวกกันน็อคเพราะรัฐมีความหวังดีกับคุณ เนื่องจากถ้าหากจักรยานยนต์ล้มจะได้ไม่เกิดความเจ็บปวดแก่ประชาชนมากนัก

เช่นเดียวกับในปัจจุบันที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่มหนึ่งอยากจะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกับประเทศอังกฤษหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศอังกฤษหรือประเทศในยุโรปก็อาจจะทำได้ในบางระดับแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ ไม่ใช่เป็นการกล่าวดูหมิ่น แต่ในสังคมไทยการกล่าววิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่อ่อนไหว เพราะว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง ฉะนั้นถ้าหากมีใครไปวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ก็อาจจะถูกตอบโต้จากคนที่มีความจงรักภักดีและอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องคุ้มครองประชาชนไม่ให้การใช้เสรีภาพเหล่านี้ไปสร้างอันตรายแก่สังคมหรือแก่ตนเองเหมือนกับที่เราไปห้ามไม่ให้คนสวมหมวกกันน็อค

ภาพจาก Facebook ของ อ.พิชาย

รัฐในความหมายของอาจารย์ คืออะไร การออกกฎหมายควรเป็นการอภิปรายอย่างเสรีในสภาหรือไม่ อย่างเช่นกฎหมายตัวนี้ควรจะมีการอภิปรายแค่ไหน

คือกฎหมายมันอยู่ในสภา กฎหมายมันเป็นนโยบายอย่างหนึ่ง แล้วการก่อเกิดนโยบายอะไรก็ควรดูสภาพปัญหาและความเป็นจริงในสังคมนั้น

เมื่อสังคมตระหนักว่าสังคมมีปัญหาอะไร สังคมก็พยายามเสนอแนวทางที่จะแก้ปัญหานั้น แนวทางบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องเสนอเป็นกฎหมายก็ได้ อาจจะเป็นมติ ครม. ในเชิงนโยบาย แต่แนวทางการแก้ปัญหาบางอย่างก็ต้องใช้กฎหมาย ซึ่งก็ต้องมีการถกเถียงในสภา

แต่ประเด็นคือ สังคมเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นปัญหาหรือไม่ ก่อนที่จะหยิบยกเข้ามาถกเถียงหรือเพื่อการก่อเกิดนโยบายนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องหมวกกันน็อคนั้นมีผลการวิจัยว่าผู้คนเสียชีวิตจากการไม่สวมหมวกกันน็อคเป็นจำนวนมาก รัฐบาลในยุคนั้นจึงนำเรื่องนี้มาพิจารณา ซึ่งก็มีการถกเถียงและมีข้อเสนอเกิดขึ้นว่าจะแค่รณรงค์หรือจะออกกฎหมายบังคับให้คนสวมหมวกกันน็อค เลือกทำได้ 2 อย่าง ท้ายที่สุดก็มีการออกกฎหมายบังคับด้วย เพราะถ้าหากรณรงค์อย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

ส่วนเรื่องอื่นก็เช่นเดียวกัน โดยในปัจจุบันเรื่องที่เป็นประเด็นคือเรื่องของมาตรา 112 ซึ่งคนจำนวนหนึ่งเห็นว่ามาตรา 112 เป็นปัญหา แต่คนอีกจำนวนหนึ่งเห็นว่ามาตรา 112 ไม่ใช่ปัญหา นี่คือสิ่งที่ถกเถียงกันนอกสภา ถกเถียงทางความคิดกัน คนจำนวนหนึ่งอย่างกลุ่มนิติราษฎร์ เห็นว่ามาตรา 112 มีปัญหา ถามว่าปัญหาที่พวกเขาบอกว่ามี เขากำหนดขอบเขตของปัญหาอยู่ตรงไหน ซึ่งจริงๆ มาตรา 112  ก็มีมายาวนานแล้ว ที่มีการแก้โทษจำคุก 3-15 ปี ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2520 แล้วก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมแล้วระยะเวลา 49 ปีแทบไม่มีปัญหาอะไรเลยในมาตรานี้

มันเกิดปัญหาขึ้นเมื่อหลังปี พ.ศ. 2549 ที่มีการจัดตั้งขบวนการคนเสื้อแดงขึ้นมา และมีการเผยแพร่ทัศนคติทางความคิดในเชิงลบต่อสถาบัน ก็เลยไปปลุกระดมคนให้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันในลักษณะที่เกินเลย ทั้งที่สนามหลวงและเว็บไซต์ต่างๆ ก็เป็นการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายโดยตรง ซึ่งกฎหมายก็ต้องบังคับใช้ โดยการจับกุมคนที่ละเมิดและดำเนินคดีไปตามกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องนั้นไป เพราะฉะนั้นปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายแต่เกิดจากพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกปลุกระดมปลุกปั่นให้มีทัศนคติที่ไม่ดี แล้วก็แสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งทางกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์มองว่ากฎหมายมาตรา 112 ไม่มีปัญหา 30 กว่าปีก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีปัญหา แต่ที่มันมีปัญหาต้นตอก็มาจากอย่างที่บอก เพราะฉะนั้นต้องไปบอกคนที่ปลุกระดม ให้หยุด การละเมิดกฎหมายก็จะลดลง ก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

ในเรื่องมาตรา 112 อีกฝั่งก็จะมองว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีคนบางกลุ่มมองว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีปัญหาบางเรื่องในด้านเผด็จการหรืออะไรก็ตาม แล้วก็มีการกล่าวอ้างสถาบันในลักษณะที่รัฐบาลไปละเมิดสถาบันเพื่อที่จะขับเคลื่อนมวลชนออกมา ฝั่งหนึ่งก็รู้สึกว่าทำไมไปดึงสถาบันลงมา ก็ทำให้มีการขับเคลื่อนมวลชนออกมาต่อต้าน ก็เลยเกิดการปะทะกันทางความคิดและต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหารรวมถึงหลังรัฐประหาร จนกระทั่งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ จนถึงตอนนี้ดูเหมือนจะลดลง คือผู้สัมภาษณ์พยายามจะมองนิติราษฎร์ในแง่มุมที่พยายามที่จะแก้มาตรานี้เพื่อลดความขัดแย้งโดยการดึงสถาบันมาเป็นเงื่อนไขในความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ทราบว่าอาจารย์มองแบบนี้ได้หรือไม่

คือผมจะมองต่างออกไป การกระทำของนิติราษฎร์ เป็นการเปิดประตูให้มีการล่วงละเมิดสถาบันเพิ่มมากขึ้นแล้วก็จะสร้างความรุนแรงในสังคมสูงขึ้นเพราะขนาดในปัจจุบันมีกฎหมายลงโทษ 3-15 ปีก็ยังมีคนละเมิด เพราะเกิดจากทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นหากโทษน้อยลง ก็จะเกิดการละเมิดกันอย่างแพร่หลายโดยไม่เกรงกลัว เพราะเจตนาของคนบางกลุ่ม อาจจะไม่ใช่นิติราษฎร์หรือใช่ด้วยก็ได้ผมก็ไม่ทราบ มีคนบางกลุ่มที่อยู่ในฝั่งเสื้อแดง ประกาศชัดเจนเลยว่าต้องการสาธารณรัฐ เพราะฉะนั้นการกระทำของนิติราษฎร์ถือเป็นการเปิดทางให้มีการวิพากษ์วิจารณ์จนเกินเลย สิ่งไหนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จนเกินเลยหรือว่าถูกใส่ร้ายป้ายสีมากๆ ปัจจุบันก็เป็นอยู่แล้วมีกระบวนการการใส่ร้ายป้ายสีต่อสถาบันจำนวนมากภายในกลุ่มมวลชนเสื้อแดง สร้างนิยายอะไรต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าเราสัมผัสเราก็จะทราบ

นี่เป็นความจริงนิติราษฎร์ไม่ได้กล่าวถึงความเป็นจริงอีกด้านว่าเป็นอย่างไร เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่นั้น เป้าหมายไปไกลกว่านั้น  ภาพที่เราจะเห็นต่อมาคือจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทย เพราะอย่าลืมว่าคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันมีเป็นจำนวนมาก อาจจะมีมากกว่าคนที่พยายามวิพากษ์วิจารณ์ด้วย เมื่อเป็นอย่างนั้นถ้าหากว่านิติราษฎร์ยังไม่หยุดหรือไม่พยายามปรับทัศนคติพวกนี้ เส้นทางที่จะเดินไปก็เห็นภาพอยู่แล้วว่าต้องเกิดความขัดแย้งกันในทางที่รุนแรง

เท่าที่ดูอย่างพรรคเพื่อไทยหรือแม้กระทั่ง ส.ส. ฝ่ายค้าน หรือ ส.ว. เองก็ตามก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งกับกฎหมายมาตรา 112  ผมมองว่าที่สุดแล้วข้อเสนอของนิติราษฎร์ก็จะไปหยุดอยู่ที่สภา

ในฐานะที่เป็นรัฐบาลเขาคงไม่อยากเข้าไปแตะในประเด็นที่สร้างความแตกแยกของสังคม แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยก็เคยออกมาสนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์ แต่ที่เขาเปลี่ยนท่าทีเนื่องจากนิติราษฎร์ถูกกระแสสังคมกระหน่ำก็เลยต้องปรับเปลี่ยนท่าที

ในช่วงแรกที่นิติราษฎร์ออกมาผมได้ยินรองนายกรัฐมนตรีบางคนออกมาสนับสนุนเต็มที่เลย หรือแม้กระทั่ง นปช.ที่เป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยก็ออกมาสนับสนุนนิติราษฎร์อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ที่แยกกันเดินแล้วแบ่งกันตี คุณเป็นรัฐบาล พูดอีกแบบหนึ่งเล่นละครอีกแบบหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งคุณก็ขยิบตาให้พรรคพวกคุณอีกวงหนึ่งดำเนินการไป มันเป็นหน้าฉากสองแบบของกลุ่มที่เล่นเกมส์นี้อยู่ มันเป็นเกมส์การเมืองที่มีความลึกซึ้ง มันไม่ใช่เป็นภาพอย่างที่เราเห็น อย่างที่ปรากฏอยู่ อย่างที่เขาอยากจะแสดงให้เราเห็น

อาจารย์ไม่ได้มองว่าในแง่ของการขับเคลื่อนมวลชน เราจะไปสั่งได้ทุกกลุ่ม อย่างเท่าที่ผมดูถ้าเรามองว่าพรรคเพื่อไทยกับ นปช.แนบชิดกัน หรือนิติราษฎร์ แนบชิดกัน แต่ผมเห็นว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ไปช่วยอะไรคนเสื้อแดงที่ไปติดคุกในคดีหมิ่นก็ตามหรือคดีอื่นๆ ซึ่งหลายๆ คนก็ยังติดคุกอยู่ ซึ่งถ้าเราเทียบกับสมัย พ.ศ. 2519  นักศึกษาที่ขับเคลื่อนที่ติดคุกก็ยังมีทนายความพยายามที่จะช่วยเหลือประกันตัวหรือพยายามขอนิรโทษกรรม

นั่นแหละคือความอำมหิตของพรรคเพื่อไทย ของคนที่สนับสนุนให้คนเสื้อแดงออกมาประท้วงเพื่อตัวเอง แล้วเมื่อเสื้อแดงตกทุกข์ได้ยากก็ทิ้งไปไม่ยอมเข้าไปช่วย คือคนที่กระตุ้นเสื้อแดงมาชุมนุมก็หวังที่จะใช้เสื้อแดงเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจของตนเอง ทีนี้พอเขาตกทุกข์ได้ยากก็ไม่ช่วยอะไรเลย จะช่วยก็เฉพาะแกนนำเท่านั้นเอง แกนนำก็ได้ดิบได้ดี เป็นส.ส. ส่วนเสื้อแดงที่เป็นคนธรรมดา ก็ถูกละเลย โดยได้รับความช่วยเหลือแบบตามบุญตามกรรม นี่เป็นลักษณะอันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของกลุ่มทุนเผด็จการ ที่เมื่อใช้ใครแล้วสำเร็จ ตนเองขึ้นถึงเป้าหมายแล้วก็ไม่ได้เหลียวแลอะไร นั่นคือลักษณะของทุนนิยมเผด็จการก็จะเป็นลักษณะนี้ แล้วพวกนี้ก็อาจจะพร้อมที่จะปรองดองกับใครก็ได้ ถ้าหากทำให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ไม่ว่ากับใคร กลุ่มทุนเผด็จการด้านหนึ่งนี้ ถ้าหากว่าเขามีอำนาจขึ้นมาเขาก็อยากจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จแต่ถ้าจังหวะไหนที่ทำให้เขามีอุปสรรคเขาก็จะพยายามที่จะปรับตัวในบางระดับเพื่อที่จะทำให้ตนเองคงอยู่ในอำนาจนั้นๆ ต่อไป ส่วนมวลชนที่ถูกหลอกใช้ก็รับกรรมไป นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในแวดวงการเมืองของประเทศไทย

อาจารย์มองว่ากลุ่มเสื้อแดงถูกหลอกใช้ อันนี้คือเรามองได้เหมือนกันหรือไม่ว่าเสื้อเหลืองที่ขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์หรือกับกลุ่มอำมาตย์ก็แล้วแต่ มันคล้ายๆกันหรือไม่

ต่างกันมากครับ คือเสื้อเหลืองไม่มีใครมากหลอกหรือไม่ได้ถูกใครใช้ เสื้อเหลืองที่ไปหรือแม้กระทั่งแกนนำต่างๆ เกิดมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มที่เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของระบอบทักษิณ ก็มารวมตัวกัน คุณสนธิก็เป็นนักข่าว เจ้าของสำนักพิมพ์ คุณจำลองก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสันติอโศก คุณพิภพ ธงชัย ก็มาจากกลุ่ม NGO ทางด้านมูลนิธิเด็ก อาจารย์สมเกียรติ ก็มาจากภาคประชาชน แล้วก็คุณสมศักดิ์ ก็มาจากแรงงาน

ในช่วงนั้น ต่างคนต่างก็มาจากหลากหลายกลุ่มแล้วมารวมกัน มีภารกิจร่วมกันคือการขับไล่คุณทักษิณออกจากอำนาจ แล้วทางเสื้อเหลืองก็ไม่ได้หวังที่จะมีอำนาจอะไรซึ่งต่างจากเสื้อแดง ที่ต่อสู้เพื่อให้แกนนำของตนเองมีอำนาจ เพื่อให้คุณทักษิณกลับมา

คุณทักษิณ ตอนที่เสื้อแดงชุมนุมก็เห็นได้ชัดคือมีการ video link มาแล้วพูดในการปลุกระดมมวลชน ชัดเจนมากในเรื่องนั้น ส่วนเสื้อเหลืองนั้นแกนนำ 5 คนก็ดำเนินการกันไปพอสามารถที่จะจัดการกับคุณทักษิณได้ในบางระดับ และสามารถจัดการกับรัฐบาลคุณสมัครได้ก็สงบความเคลื่อนไหว

พอมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็มีบางเรื่องที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกับพันธมิตร เช่น ในกรณีของเรื่องเขาพระวิหาร พันธมิตรก็วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ คือพันธมิตรไม่ได้ผูกติดกับพรรคการเมืองใด แต่พันธมิตรมีจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญคือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องของการปกป้องผืนแผ่นดิน และเรื่องของหลักธรรมมาภิบาล การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ นี่คือจุดยืนของพันธมิตร ใครมาเป็นรัฐบาลถ้าหากว่ากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กระทบกับสามเรื่องนี้ในระดับที่แกนนำเห็นว่าสมควรออกมาคัดค้าน เขาก็จะออกมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเป้าหมายมันคนละอย่างกันกับทางเสื้อแดง

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (ภาพจาก Facebook ของ อ.พิชาย)

ผมชวนอาจารย์มองอีกด้านหนึ่ง ถ้าหากมองระยะยาวในแง่หลัง 5-10 ปี น่าจะเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีความแตกต่างในแง่ของความเหลื่อมล้ำในสังคมคือพูดง่ายๆ ว่าคนในชนบทกับคนในเมือง ซึ่งจริงๆ ไม่อยากจะใช้คำนี้แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือคนที่มีฐานะยากจนนั้นการเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ยากกว่าคนมีฐานะร่ำรวย เขาก็เลยพยายามไปพึ่งอำนาจหนึ่งอาจจะมองว่าเป็นพรรคไทยรักไทยหรือเพื่อไทย ที่เผอิญเสนอนโยบายประชานิยมมาพอดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค หรือเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็เลยทำให้เขารู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมายจริงๆ คือคล้ายๆ กับว่าเป็นการเปลี่ยนกระบวนการซื้อเสียงโดยตรงมาเป็นนโยบายแทน เลยทำให้พรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมมากในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้นมีฐานเสียงหนาแน่นอยู่ที่ภาคใต้และกทม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางและคนที่รู้สึกว่าไม่ชอบการคอรัปชั่นเท่าไหร่ ก็เลยค่อนข้างที่จะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็เลยทำให้เกิดการแตกออกของฐานเสียง ซึ่งอาจารย์มองว่าสิ่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติหรือไม่

พรรคเพื่อไทยในยุคนั้นใช้นโยบายประชานิยม ในทัศนของผมคิดว่า ถ้าใช้สำนวนนิดหน่อยเรียกว่า การดื่มยาพิษดับกระหาย

สังคมไทยมีคนจนแน่นอนและมีความเหลื่อมล้ำแน่นอน แต่นโยบายประชานิยมไม่ได้แก้ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้แก้ความจน เพราะถ้านโยบายประชานิยมแก้ความเหลื่อมล้ำ แก้ความจนได้จริง ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่คุณทักษิณครองอำนาจ ก็คงแก้ไปหมดแล้ว

นโยบายประชานิยมนี้คุณทักษิณ นำมาจากแถบละตินอเมริกา ซึ่งพอนักการเมืองคนไหนใช้นโยบายประชานิยมก็มักจะได้รับชัยชนะการเลือกตั้งทั้งนั้น ในละตินอเมริกาก็เป็นตัวอย่างได้ดี และแบบแผนนี้เมื่อคุณทักษิณนำมาใช้ก็ประสบความสำเร็จในประเทศไทยคือสามารถใช้นโยบายประชานิยมเป็นเครื่องมือในการให้ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ตนเองส่วนหนึ่ง เพราะการรับชัยชนะในเมืองไทยไม่ใช่การใช้นโยบายประชานิยมอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยการซื้อเสียงด้วย

ถ้าหากถามว่าตรงนี้มีส่วนเชื่อมโยงกับนโยบายหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่ามีส่วนในการเชื่อมโยงกับนโยบาย แต่เป็นนโยบายในการให้ประโยชน์ระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงผลเสียในระยะยาว ผลเสียในระยะยาวในประเทศละตินอเมริกา ก็มีข้อมูลเชิงประจักษ์ให้เราศึกษากันอย่างชัดเจนว่ามันทำให้ประเทศล้มละลาย มีเงินเฟ้อสูง 200-300% คนเกิดความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะฉะนั้นเส้นทางของประชานิยมก็จะนำไปสู่เส้นทางนั้น

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าประเทศกรีซนั้นก็ใช้นโยบายประชานิยม ทำให้ประชาชนเกิดหนี้สิ้นจนไม่สามารถเก็บภาษีได้ จ่ายหนี้ไม่ได้จนประเทศต้องล้มละลาย นี่คือเส้นทางของประชานิยม

แต่ประชาชนที่ยากจนนั้นผมก็ไม่อยากโทษ เพราะเขาคงมองไม่เห็นผลสืบเนื่องจากสิ่งที่เขาถูกทำให้เชื่อโดยนักการเมืองที่หวังอำนาจบางคนนำมาหลอกเขา  เขาอาจจะยังมองไม่เห็นเพราะบางคนอาจจะมองสั้น โดยเฉพาะคนไทยมักจะมองสั้น เห็นผลประโยชน์เฉพาะหน้าก็เอาไว้ก่อน ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นยาพิษก็ยังดื่ม อย่าว่าแต่ประชาชนเลย เพราะบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่ามีผลสืบเนื่องอย่างไรขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์มาก่อนเอาเงินมาใช้ก่อน ส่วนผลจะตามมาอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตัวนักการเมืองรู้ คุณทักษิณก็รู้ ก็ไปเอาโมเดลตัวนี้มา รู้ว่าถ้าใช้โมเดลตัวนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คือถ้าใช้โมเดลนี้จะทำให้เขามีอำนาจ เมื่อเขามีอำนาจแล้วท้ายที่สุดก็จะจบลงเหมือนละตินอเมริกา มันเป็นรูปแบบที่ไม่แตกต่างกันนัก

แม้กระทั่งประเทศยุโรปที่ว่าแข็งๆ อย่างกรีซ อิตาลี ก็ยังประสบชะตากรรมเหล่านี้ อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ซึ่งฐานทางเศรษฐกิจอ่อนแอและฐานการเก็บภาษียังมีจำกัดอยู่ ดังนั้นนโยบายนี้จึงเป็นนโยบายที่หลอกเพื่อให้นักการเมืองทุนเผด็จการเข้ามามีอำนาจเท่านั้นเอง

เราต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่านโยบายประชานิยมนี้เป็นยาพิษต่อตัวเขาอย่างไร ต่อลูกหลานเขาอย่างไรต่อสังคมอย่างไร ก็ต้องเอากรณีศึกษาต่างๆ มาให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อประเทศต่างๆ เป็นอย่างไร แม้กระทั่งเกิดในประเทศไทยก็ตาม ในบางพื้นที่บางจุดบางแห่งก็เกิดภาวะประชาชนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวก็มี แนวทางที่จะช่วยในเรื่องของนโยบายคือต้องทำให้ประชาชนเข้าใจถึงนโยบายที่ไม่ได้มองแต่ในระยะสั้นแต่อย่างเดียว ต้องให้ความใส่ใจในนโยบายระยะกลางและระยะยาวด้วย

ในระยะสั้นปัญหาบางจุดถ้าจำเป็นต้องแก้เร่งด่วนก็อาจจะต้องแก้ แต่ไม่จำเป็นต้องเน้นที่จุดนั้น ซึ่งเป็นวิถีของนักการเมืองที่ชอบแก้ปัญหาระยะสั้นแต่ไม่ได้มองยาวเพราะรู้ว่ามองยาวแล้วไม่ได้คะแนน เราต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เกิดความเข้าใจว่าในเชิงนโยบายต้องมองทั้งสั้น กลาง ยาว แล้วก็มองให้ถูก มองผลสืบเนื่องด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำความเข้าใจทีละเรื่อง

อย่างเช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ผมว่าไม่เป็นธรรมต่อคน เพราะแรงงานที่เข้าประกันสังคมต้องจ่ายเงินเองแล้วนายจ้างสมทบให้ส่วนหนึ่ง ได้รักษาพยาบาลมีคุณภาพต่ำกว่าบัตรทอง 30 บาท ซึ่งคนประมาณ 30 ล้านคนที่ใช้บัตรทองนี้ รัฐออกเงินให้ ซึ่งคนเหล่านี้คือคนที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม แล้วประกันสังคมนี้ผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในระบบโรงงานหรือพนักงานในองค์กรทำไมไม่ได้บัตรทอง 30 บาท ทำไมต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล นโยบายนี้เป็นธรรมที่ไหน ไม่ได้เป็นธรรมอะไรเลย เพียงแต่คนยังมองไม่เห็นแล้วแรงงานก็ไม่โวยวาย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ

หรือแม้กระทั่ง กองทุนหมู่บ้าน ใครเป็นคนได้ ก็เป็นกลุ่มชนชั้นนำในหมู่บ้านที่เป็นหัวคะแนน ชาวบ้านที่ยากจนจริงๆ ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือให้กู้เงิน กลไกเหล่านี้ต้องมีการชี้ให้เห็นให้ชัดว่ามันคืออะไร

ทีนี้รัฐบาลของคุณทักษิณมีความเก่งในด้านการตลาดก็จะเอากรณีเหตุการณ์ตัวอย่างที่เด่นๆ เช่น คนที่เจ็บป่วยอยู่เป็นเวลานานด้วยโรคอะไรก็ตาม ซึ่งในปกติไม่สามารถรักษาได้ แล้วพอ 30 บาทมาก็สามารถรักษาได้ เอากรณีตัวอย่างแบบนี้ซึ่งมีจำนวนน้อยมากมาโฆษณา สร้างภาพ ขยายความ ก็เลยทำให้ดูดี ทั้งๆ ที่ก่อน 30 บาทก็มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอยู่แล้วมีทั้งบัตรผู้ยากจน ไม่ต้องเสียเงิน บัตรสำหรับคนชรา กระทรวงสาธารณสุขจะจัดระดับไว้ แต่บัตร 30 บาทนี่ให้ทุกคน คนรวยก็ได้ คนมีเงิน 30 ล้านก็ได้ 30 บาท เป็นการใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการจำแนกแยกแยะว่ากลุ่มเป้าหมายสาธารณะควรจะให้คนที่ควรให้ ไม่ใช่ให้แบบหว่านไปทั่ว เป็นต้น เพราะฉะนั้น หากเราจะวิเคราะห์ในเชิงนโยบาย มันมีจุดอ่อนมากมายในนโยบายนี้ เพียงแต่ว่าเค้าอาศัยอะไรที่มันง่าย และติดหูคนเร็ว แล้วสร้างภาพ ก็เลยทำให้ดูเหมือนว่าประชาชนเชื่อมโยงกับนโยบาย จริงๆ ป่าวเลย ก็ได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งแล้วจริงๆ ก็เป็นนโยบายที่ไม่เป็นธรรมด้วย แต่คนไม่รู้ว่ามันไม่เป็นธรรมอย่างไร

แต่ว่าประชาชนอาจจะมองว่าเมื่อก่อนเขาไม่เคยได้อะไรเลย

เมื่อก่อนเขาได้นะครับ คนจนได้ มีบัตรยากจน อย่างนโยบาย 30 บาทกระทรวงสาธารณสุขก็มีแผนหลายแผน มีบัตรประกันสุขภาพต่างๆ เขาก็จะได้ในลักษณะนี้อยู่ เพียงแต่ว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ทำงานไปตามสไตล์ของข้าราชการ ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ แต่พอ 30 บาทมาก็ประชาสัมพันธ์กัน ก็ทำให้สิ่งที่ตามมาเมื่อตอนมี 30 บาทมาแรกๆ ก็ทำให้ประชาชนแห่กันไปโรงพยาบาล เป็นโรคหรือไม่เป็นโรคก็ไปกันหมด จนกระทั่งเกิดภาระงานที่หนักกับบุคลากร แล้วคุณภาพในการรักษาพยาบาลก็ลดลงจากจำนวนคนที่แห่กันไปโรงพยาบาลที่มากเกินความจำเป็น อันนี้เราไม่ได้คำนวณ เราไม่ได้วิเคราะห์และคนก็ไม่รู้ ไม่มีใครออกมาพูด ข้าราชการก็ไม่อยากจะพูด ในพื้นที่ชนบทคนที่ไปโรงพยาบาลประมาณ 70%  ไม่จำเป็นต้องไป แต่พอมี 30 บาทก็อยากจะไป ก็เป็นการสูญเสียทรัพยากร โดยใช่เหตุ

อาจารย์มีมุมมองหลากหลายเรื่องมากมาย และในขณะที่นักวิชาการอีกฝั่งหนึ่งก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป เป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการเพื่อให้ทั้งสองฝั่งมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อหาจุดที่พอคุยกันได้

ประเด็นคือต้องดูจุดยืนด้วยว่าอันไหนเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ มันสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ว่าข้อมูลอันนี้ใช้หรือไม่ ยังขาดอะไรไปบ้าง สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ อันไหนที่เป็นจุดยืนทางอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง อันนี้ก็อาจจะแลกเปลี่ยนกันได้

แต่ก็อาจจะมีข้อจำกัดอยู่อย่างเช่น การมองบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยเป็นอย่างไร ซึ่งจุดยืนของสยามประชาภิวัฒน์กับนิติราษฎร์จะต่างกัน ซึ่งพอมองไม่เหมือนกันก็จะหาข้อมูลในเชิงประจักษ์ได้ยาก อย่างเช่น นิติราษฎร์หรือผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ อย่างอาจารย์ชาญวิทย์ จะมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยควรจะเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งผมก็ถามกลับว่า มันมีหรือ มาตรฐานสากลของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันมีที่ไหน มันไม่มี

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ของแต่ละสังคมก็ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์และบริบทของสังคมนั้น ไม่มีความเป็นสากลหรอกในเรื่องนี้ แล้วแต่ประเทศไหนจะกำหนดภาพของสถาบันกษัตริย์อย่างไร อย่างกษัตริย์กัมพูชาและกษัตริย์อังกฤษเหมือนกันหรือไม่ในบทบาท มันไม่เหมือนกัน กษัตริย์บรูไนและกษัตริย์กัมพูชาบทบาทก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมนั้นๆ หรือแม้กระทั่งกษัตริย์สวีเดนกับกษัตริย์อังกฤษก็อาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนี่คือจุดยืนที่ต่างซึ่งผมก็แปลกใจอยู่

แต่กลุ่มนิติราษฎร์นี่ไม่แปลก เพราะว่าเวลาเขากำหนดกฎหมาย เขาก็อยากให้กฎหมายเป็น general law คือเป็นกฎหมายทั่วไป โดยไม่สนใจกับบริบท แต่นักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ กลับไม่มองบริบทประวัติศาสตร์ของสังคมกลับไปยึดตามพวกนิติราษฎร์ ซึ่งผมเองก็กังขาอยู่ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

อีกอย่างหนึ่งคือ การมองไปข้างหน้าว่าบทบาทของสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างนี้แล้วข้างหน้าจะเป็นอะไร อันนี้เป็นเรื่องของการพูดตามตรรกะ ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์มาสนับสนุน เช่น บอกว่าถ้าหากมีการแก้มาตรา 112 นิติราษฎร์บอกว่าจะเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่ทางกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์บอกว่าเป็นการลดคุณค่าและบั่นทอนและทำลายสถาบันกษัตริย์ อันนี้เป็น logic ในการมองคนละด้านกันยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์

อย่าง logic ของสยามประชาภิวัฒน์คือเมื่อแก้มาตรา 112 แล้วโทษน้อย ก็จะส่งผลให้คนละเมิดมากขึ้น เมื่อคนละเมิดมากขึ้น คนที่มีความจงรักภักดีก็จะมีความโกรธแค้น แล้วจะเกิดการปะทะกันระหว่างคนที่ละเมิดกับคนที่มีความจงรักภักดี หรือเมื่อแก้ให้โทษน้อยแล้วมีการละเมิดบ่อยๆ เข้าก็อาจจะทำให้ศรัทธาต่อสถาบันคลอนแคลนได้ หรือเมื่อแก้ให้โทษน้อยแล้วเมื่อเทียบกับสถาบันอื่น เช่น เมื่อเทียบกับประมุขรัฐอื่น หรือโทษน้อยกว่าการดูหมิ่นศาลซะอีก อันนี้ก็เป็นการลดคุณค่าของประมุขประเทศลง

สยามประชาภิวัฒน์พยายามมอง logic ในทำนองนี้ ส่วนนิติราษฎร์มอง logic อย่างไร ซึ่งเขาบอกว่าหากมีการลดโทษแล้วจะเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมยังไม่ชัดเจนใน logic ของเขา เขาเองก็ยังไม่พูดว่าจะปกป้องสถาบันอย่างไรถ้ามีโทษน้อย เขาอาจจะมองว่าหากโทษน้อยลง ต่างประเทศอาจจะชื่นชมยินดีว่าประเทศไทยมีเสรีภาพ ก็แค่นั้น แล้วเราต้องการแค่ให้ต่างประเทศมาชื่นชมเพียงแค่นั้นหรือ หรือว่าจะเลือกเส้นทางที่ทำให้สังคมไทยปั่นป่วน จะเลือกอย่างไหน อยากจะได้คำชมจากต่างประเทศหรืออยากจะทำให้สังคมไทยปั่นป่วนมันก็ต้องเลือก

สยามประชาภิวัฒน์ไม่ต้องการให้สังคมไทยมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นกว่านี้อีก ปัจจุบัน 4-5 ปีหลังเรามีความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องของคุณทักษิณ แล้ว ถ้าผสมกับเรื่องนี้เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เขม็งเกลียวมากขึ้นและก็ทำให้สังคมไทยจะอยู่กันอย่างยากมากยิ่งขึ้นระหว่างคนกับคนด้วยกัน

เราพูดถึงเรื่องบริบทที่อาจารย์เน้นมากตลอดการสนทนาของเรา ซึ่งบริบทของแต่ละประเทศจริงๆ แล้ว อัตลักษณ์ของสังคมไทยในมุมมองของอาจารย์มองว่าเป็นอย่างไร แล้วจะเปลี่ยนไปอย่างไร

บริบทกับอัตลักษณ์ต่างกัน บริบทเป็นสภาพแวดล้อมที่จะกำหนดสภาวะการดำรงอยู่ กำหนดคุณลักษณะของการดำรงอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บริบทของสังคมก็จะกำหนดลักษณะของสังคมในการดำรงอยู่ สังคมไทยมีอัตลักษณ์หรือไม่ ซึ่งอัตลักษณ์อาจจะเป็นทั้งด้านบวกและด้านลบเพราะมันเป็นลักษณะเด่นมีทั้งลักษณะเด่นทางลบและทางบวก

ลักษณะเด่นทางบวกของเราคือ เราเป็นสังคมที่เน้นในเรื่องของความสัมพันธ์ การมีไมตรีการรักษาไมตรีต่อกัน เน้นค่านิยมในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรเคารพ บุคคลที่ควรเคารพ นี่ก็เป็นจุดเด่น ของสังคมไทย และเราจะประนี้ประนอมกันง่าย

แต่อัตลักษณ์ของสังคมที่เป็นจุดดีอันนี้ เมื่อมาเจออัตลักษณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ซึ่งก็คือ การเมืองไทยมีอัตลักษณ์ที่เด่นคือถูกครอบงำโดยทุนนิยมผูกขาดเป็นตระกูล อำนาจทางการเมืองที่เป็นอัตลักษณ์ของเราในตอนนี้คือมีการสืบทอดอำนาจทางการเมืองเป็นสายตระกูล โดยผ่านกลไกการเลือกตั้งที่มีการควบคุม ซึ่งอัตลักษณ์แบบนี้เป็นอันตรายแก่สังคมไทย เป็นอันตรายแก่ระบอบประชาธิปไตย เพราะระบบการเมืองของไทยเป็นระบบการกีดกับทางสังคมอย่างเป็นระบบ คือไม่เปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพเข้ามาสู่อำนาจ เป็นระบบที่กีดกันอำนาจ โดยระบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง คนที่จะเข้ามาต้องมีทุนหากไม่มีทุนก็ต้องเป็นสมุนนายทุน ต้องมีระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ และอาจจะต้องผสมผสานอยู่ในพรรคการเมืองในระบบทุนนิยมผูกขาดเพื่อที่จะได้รับเงินจึงจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาสู่อำนาจ

เราจะสังเกตเห็นว่าคนที่มีอาชีพนักการเมืองจะมีชาวนากี่คน มีตัวแทนชาวนากี่คนที่ได้เป็น ส.ส.? ชาวนามีประมาณ 10 กว่าล้าน มีตัวแทนกรรมกรกี่คนที่เป็น ส.ส.? อาจจะไม่ถึง 5 คนแล้ว 5 คนนี้อาจจะรับใช้นายทุนเรียบร้อยแล้ว ประชากรผู้ใช้แรงงานหรือว่าชาวไร่ชาวนาของเราประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ จะมีตัวแทนน้อยมากหรือไม่มีเลยในสภา เพราะฉะนั้นระบบแบบนี้ มันกีดกัน เราไม่มีตัวแทนกลุ่มผู้พิการนั่งในสภาเลย มีตอนที่มาจากการสรรหา ส.ว. แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งไม่มีเลย เพราะเราไปจำกัดเขตพื้นที่ ไม่มีผู้พิการคนไหนที่อยู่ในจังหวัดมากกว่าคนธรรมดาสามัญ ตัวแทนประชาชนคนกลุ่มน้อยที่เป็นชาวเขาไม่มีเลยที่จะมาเป็นส.ส. อย่างนี้เป็นต้น

ระบบการเลือกตั้งแบบนี้เป็นระบบที่กีดกันคนในการเข้าสู่อำนาจ และเป็นระบบที่เอื้อต่อการสืบอำนาจในสายวงศ์ตระกูล ดังนั้นเราจะปล่อยให้ประชาธิปไตยของเราเป็นแบบนี้ไม่ได้ เพราะประเทศจะโดนผูกขาดโดยคนกลุ่มนี้แล้วคนกลุ่มนี้หากเข้าสู่รัฐสภาก็จะอาศัยเสียงข้างมากในการแก้กฎหมายอะไรก็ได้ที่จะให้ตัวเองได้รับประโยชน์ต่อ นี่คืออัตลักษณ์ของการเมืองไทยแต่เป็นอัตลักษณ์ที่พิกลพิการ ที่ต้องได้รับการแก้ไข

คำถามสุดท้าย สยามประชาภิวัฒน์จะทำอะไรต่อไป

สยามประชาภิวัฒน์ก็จะทำงานวิชาการ ทำให้เป็นภาษาที่ง่ายๆ แล้วก็ไปรณรงค์เผยแพร่ อาจจะไปจัดสัมมนาทางวิชาการในจังหวัดต่างๆ ในหัวเมืองแล้วก็จะเผยแพร่ในสื่อหลากหลายทั้งในอินเตอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ ที่เรามีจังหวะและโอกาส เพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้เห็นว่า สภาพในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราคาดหวัง แต่มันเป็นเผด็จการทุนนิยมผูกขาดเท่านั้นเอง

สิ่งที่ประชาภิวัฒน์พยายามจะทำต่อ คือ จะพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องใน 5  ข้อที่กล่าวมาให้เพิ่มมากขึ้น ขจัดความเข้าใจที่ผิด เช่น ในเรื่องของเสรีภาพต้องมีขอบเขต ต้องควบคู่กับวินัยและความรับผิดชอบ ประชาธิปไตยมีมากกว่าการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยต้องเป็นทั้งประชาธิปไตยในการได้มาซึ่งอำนาจและประชาธิปไตยในการใช้อำนาจด้วย รวมทั้งในการตรวจสอบอำนาจที่ต้องมาจากประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็จะชี้ให้เห็นคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อสังคมไทยต่อไป

นี่คือภารกิจที่สยามประชาภิวัฒน์จะทำในการสร้างความเข้าใจที่เราคิดว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดๆ และกำลังสร้างปัญหาให้แก่สังคมไทยในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนความเข้าใจนี้ให้เป็นความเข้าใจที่ถูกเพื่อจะทำให้ประชาธิปไตยของเราสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ มีการใช้อำนาจโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมไม่เหลื่อมล้ำมีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริงไม่ใช่การผูกขาดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดเรื่องอำนาจหรือทางเศรษฐกิจ นั่นคือสิ่งที่สยามประชาภิวัฒน์ต้องการ