เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี
จากนั้น นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
SIU สรุปมติครม. ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ
การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2552 คิดเป็นร้อยละ 45.09 สูงกว่าเป้าหมาย (ร้อยละ 44.04) คิดเป็นร้อยละ 1.05
ยังมีหน่วยงานที่มีผลการเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมายถึง 16 หน่วยงานจากจำนวน 25 หน่วยงาน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการดำเนินการของหน่วยงานในสังกัด ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการขับเคลื่อนไปได้ เห็นสมควรกำหนดมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เพิ่มเติม เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
สรุปผลกระทบจากการชุมนุมในกรุงเทพมหานคร
1. ผลกระทบของ รฟท จากการงดเดินรถ และจ่ายคืนบัตรโดยสาร รวมทั้งสิ้น 12,032,042 บาท, ขาดรายได้ตู้เสบียงประมาณ 500,000 บาท
2. ขสมก. ได้รับความเสียหายจากรถถูกเผา และชำรุดเสียหาย รวม 42,147,609 บาท
3. สำนักปลัดกระทรวงคมนาคม ได้รับความเสียหายจากระเบิดเพลิงประมาณการ 500,000 บาท
4. สนับสนุนจัดรถเดินทางให้กับผู้ชุมนุม ในกทม 20,000 บาท, ต่างจังหวัด 1,000,000 บาท
สำนักงบประมาณ ประมาณสภาวะเศรษฐกิจ และปรับลดโครงสร้างรายได้รายจ่าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จากสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2552 จากที่เคยแถลงไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ร้อยละ -0.1 ถึง 0 เป็นร้อยละ -3.5 ถึง -2.5 และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ร้อยละ -0.5 ถึง 0.5 และในปี 2553 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 2.0 – 3.0 อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในระดับร้อยละ 0 – 1.0
โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
1. ประมาณการรายได้สุทธิ จำนวน 1,350,000 ล้านบาท ลดลงจากที่ได้ประมาณการไว้เดิม จำนวน 1,510,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.6
2. กำหนดนโยบายงบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นงบประมาณขาดดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1,700,000 ล้านบาท และขาดดุลงบประมาณ จำนวน 350,000 ล้านบาท
การกู้เงิน Short term facility สำหรับรัฐวิสาหกิจ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกู้เงิน Short term facility สำหรับรัฐวิสาหกิจ วงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาทตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มีผู้ประสงค์จะเป็นผู้จัดเตรียมวงเงินสำรวจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ (Short term facilitators) จำนวน 8 แห่ง
โดยมีอัตราดอกเบี้ยในส่วนของวงเงินรวมที่ได้รับการจัดสรรเท่ากับอัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) เฉลี่ย (ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 25 มีนาคม 2552 เท่ากับร้อยละ 0.85 ต่อปี) บวก อัตราดอกเบี้ยส่วนต่าง (Spread) ระหว่าง 130 – 240 bps ทั้งนี้ Spread ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับระดับความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจ (Credit) และสัดส่วนการค้ำ/ไม่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 101 / 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวม และประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง
มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวม และประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ขึ้น เรียกโดยย่อว่า “คปช.” โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
องค์ประกอบ
* ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
* ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการ
* กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทนบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้แทนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ผู้แทนสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ผู้แทนสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย ผู้แทนสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกมล สุขสมบูรณ์) เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบและพัฒนาขีดสมรรถนะและศักยภาพของหน่วยงาน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. กำหนดกรอบและแนวทางในการรวบรวมและประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง
2. รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง รายละเอียดต่าง ๆ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายต่อไป
3. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ถูกต้อง ครบถ้วนแก่ประชาชน
4. เรียกเอกสารและเชิญเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และรายละเอียดต่าง ๆ ต่อ คปช.
5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ คปช. มอบหมาย
6. รายงานผลการดำเนินงานให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ
7. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ที่มา – สรุปข่าวประชุมครม.
