Practical Report จากถนนพิษณุโลก : มติครม. 28.04.2009

เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

SIU สรุปมติครม. ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้



ครม. รับทราบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี  ฯลฯ
มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี  อำเภอเมืองสมุทรปราการ  อำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง  อำเภอบางบ่อ  อำเภอบางเสาธง  จังหวัดสมุทรปราการ  อำเภอธัญบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว  อำเภอสามโคก  อำเภอลำลูกกา  อำเภอคลอหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม  และอำเภอวังน้อย  อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกาศ  ข้อกำหนด  และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลา 12.00 นาฬิกา เป็นต้นไป ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำประกาศดังกล่าว ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 126 ตอนพิเศษ 60 ง วันที่ 24 เมษายน 2552 แล้ว

มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเห็นควรให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย

  • งบประมาณอุดหนุนให้แก่เทศบาลเพื่อเป็นค่าชดเชยค่าใช้น้ำประปาที่อยู่อาศัยระบบประปาเทศบาลที่ดำเนินการในลักษณะเทศพาณิชย์เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ถึงมีนาคม 2552 เป็นวงเงินงบประมาณ 540 ล้านบาท
  • รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำสำหรับผู้ใช้น้ำประเภทอยู่อาศัยและผู้เช่าที่อยู่อาศัยที่มีปริมาณการใช้น้ำระหว่าง 0-30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ตามหลักเกณฑ์ใหม่

การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาภายในประเทศ

  • ปรับความช่วยเหลือให้ครอบคลุม ถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการฯ จำนวน 222.5 ล้านบาท โดยในส่วนเงินอุดหนุนที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ให้เบิกจ่ายจากงบกลาง รายจ่ายสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
  • อนุมัติหลักการโครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในกรณีเกิดจลาจล โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันเพื่อดำเนินการต่อไป โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในกรณีเกิดจลาจล จำนวน 190.75 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายจ่ายสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

มาตรการสินเชื่อเพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ SMEs ในการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีภาษี 2551 เห็นควรให้ธนาคาร (สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์) ปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี 2551

โดยที่ บสย. ค้ำประกันเต็มจำนวนและไม่มี Stop loss อีกทั้ง บสย. จะต้องจ่ายเงินส่วนที่ค้ำประกันทันทีในกรณีที่ SMEs ไม่ชำระหนี้ต่อธนาคาร ส่งผลให้เงินกองทุนของ บสย. ลดลงทันที ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินงานปกติของ บสย. ที่ต้องมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจนถึงที่สุดแล้ว จึงจะมีการจ่ายเงินชดเชยการค้ำประกันให้ธนาคารของลูกหนี้ ดังนั้น จึงเห็นควรชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินมาตรการให้ บสย. ตามที่เกิดขึ้นจริง

ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 3/2552
5 ข้อแรกเป็นข้อเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

  1. ผลกระทบจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 11/1 : มอบหมายกระทรวงแรงงาน รับไปดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข/จัดทำคำชี้แจง/อธิบาย ความหมายของ “การได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ให้มีความชัดเจนมากขึ้น จัดให้มีบริการให้คำปรึกษาในลักษณะศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ
  2. เรื่องข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 : มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดดำเนินการตามข้อเสนอทั้งในประเด็นระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเรื่อง (1) ปรับปรุงวิธีการปฏิบัติในเรื่องรอบระยะเวลาการจัดทำบัญชีไม้ และการต่ออายุใบอนุญาตตั้ง โรงงานแปรรูปไม้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีระบบตรวจสอบทุกปี และ (2) เป็นหน่วยงานหลักจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนต่อไป โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับไม้ยางพาราและไม้เศรษฐกิจอื่น
  3. เรื่องการทบทวนการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี : มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ เพิ่มเติมผู้แทนภาคเอกชนในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธาน
  4. เรื่องการเร่งรัดแก้ไขปัญหาและอุปสรรคการนำเข้าเหล็กภายใต้กรอบความตกลง JTEPA : เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่นก่อนนำเข้าขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ เพื่อหาข้อยุติเรื่องการตีความวรรคนำของหมายเหตุข้อ 11 ของตอนที่ 1 ส่วนที่ 3 ของภาคผนวก 1 ของความตกลง JTEPA ในเรื่องการนำเข้าเหล็ก เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง JTEPA ได้ตามวัตถุประสงค์ของข้อตกลงฯ
  5. เรื่องแนวทางความร่วมมือเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง : กรอ. มีมติดังต่อไปนี้ (1) มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาเพิ่มผู้แทนจากภาคเอกชนในคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยองทุกชุด และให้ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในวาระการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดต่อไป รวมทั้งให้เข้ามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 60 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยควรพิจารณาให้ครอบคลุมโรงงานที่อยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ให้รับความเห็นและประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการ กรอ. ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป และ (2) มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงทำความเข้าใจกับนักลงทุนถึงผลกระทบจากการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
  6. การชะลอการขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) และการนำค่าไฟฟ้ามาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระภาษี : กรอ. มีมติดังต่อไปนี้ (1) รับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานรายงานว่าจะรับข้อเสนอของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาค่า Ft ในครั้งต่อไป และ (2) มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน รับไปพิจารณามาตรการเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยกำหนดมาตรการจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off-peak)
  7. ความคืบหน้าโครงการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม : รับทราบและมอบหมายกระทรวงการคลังหารือธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับปรุงและผ่อนปรนหลักเกณฑ์การปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และรายงานความก้าวหน้าในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และนำเสนอสู่การพิจารณาของคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ
  8. มาตรการภาษีเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ : คณะกรรมการ กรอ. มีมติมอบหมายกระทรวงการคลังรับไปติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามมาตรการภาษีเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (NPL) ของภาคเอกชน และรายงานให้ที่ประชุมทราบในครั้งต่อไป
  9. การจัดตั้งคณะกรรมการ กรอ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด : มอบหมายกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ.จังหวัด และกลุ่มจังหวัด โดยให้รับความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ ตามข้อเสนอร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพและขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กรอ.จังหวัด และกลุ่มจังหวัด ที่มีเขตชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เห็นควรให้เพิ่มภารกิจด้านการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน ร่วมกัน

แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเสนอ โดยกำหนดแผนพัฒนา 75 จังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด

คำของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ประกอบด้วยโครงการที่สมควรได้รับการสนับสนุน งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลำดับที่ 1 วงเงินรวม 18,012.64 ล้านบาท

ให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดก่อนที่จะเริ่มต้นจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เพื่อปรับปรุงแผนให้มีความสมบูรณ์ มีคุณภาพ และสอดคล้องกับศักยภาพและทิศทางการพัฒนาในอนาคตและความต้องการของประชาชน โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (อ.ก.น.จ.) ด้านแผนและด้านงบประมาณทั้ง 5 คณะ ไปเป็นแนวทางในการทบทวนปรับปรุงแผนต่อไป

แผนปฏิบัติการแม่บทการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ พ.ศ. 2552
ระบบการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ มีดังต่อไปนี้

  1. นโยบายและแผนการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติแห่งชาติ การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ถือว่าเป็นสาธารณภัยร้ายแรงจากโรคระบาดในมนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เป็นการเตรียมความพร้อมตามแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ที่สอดคล้องกับนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ตามแนวทางและวิธีปฏิบัติของแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหน่วยงานในพื้นที่ทุกระดับ
  2. โครงสร้างการอำนวยการและสั่งการในภาวะวิกฤต ประกอบไปด้วยภารกิจ การจัดตั้งองค์กรปฏิบัติ หน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ การสั่งการในภาวะวิกฤตและแผนภูมิผังโครงสร้างศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบด้านนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ และผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับต่าง ๆ เป็นผู้รับผิดชอบนำนโยบายไปปฏิบัติ
  3. การบริหารจัดการเพื่อเตรียมความพร้อม ภาครัฐจะใช้งบประมาณประจำปีในภาวะปกติหากเกิดการระบาดใหญ่จะใช้ งบกลางของรัฐบาล, ภาคเอกชน สามารถขอรับการสนับสนุนด้านวิชาการและการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ กรณีภาวะปกติ คณะอนุกรรมการดำเนินการฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการ กรณีเกิดการระบาดใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ทำหน้าที่บัญชาการและแก้ไขปัญหา

สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก
คณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการและการดำเนินการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ดังนี้

  1. เร่งรัดและเพิ่มระดับความเข้มข้นการเฝ้าระวังโรค ให้ครอบคลุมกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบรุนแรง โดยจัดทำแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้กับหน่วยงานสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ และทีมเฝ้าระวังและสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) มากกว่า 1,030 ทีม ครอบคลุมทุกอำเภอ จังหวัด เพื่อดำเนินการค้นหาผู้ป่วย ตรวจจับการระบาดได้อย่างรวดเร็ว และ ควบคุมได้ทันท่วงที
  2. เตรียมพร้อมด้านการตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่และยืนยันได้ภายใน 4 ชั่วโมง จำนวน 14 แห่ง มีรถตรวจเคลื่อนที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 6 คัน เชื่อมโยงเครือข่ายการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศิริราชพยาบาล รวมทั้งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ ด้านสาธารณสุข
  3. เตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย จัดทำแนวทางการคัดกรองผู้ป่วยและการรักษาพยาบาล ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้มีห้องแยกเพื่อดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งไว้พร้อมแล้ว
  4. สำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ประเทศไทยได้ทำการสำรองยาต้านไวรัสไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาและป้องกันโรค โดยมีความมั่นใจว่า เพียงพอต่อการระบาดของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะแรกของการระบาด ซึ่งหากการระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้นภายในประเทศ กระทรวงสาธารณสุขก็พร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดเพื่อให้ได้เป้าหมายเพียงพอต่อความต้องการ
  5. การให้ข้อมูลประชาชน เพื่อให้รู้สถานการณ์ที่ถูกต้องและ วิธีการป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำคำแนะนำประชาชนในการดูแลสุขภาพเผยแพร่ทางเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ รวมทั้งให้บริการ Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 590 3333 ตลอด 24 ชั่วโมง
  6. การตรวจผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ กรมควบคุมโรค ได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ (Thermo Scan) ที่สนามบินนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อคัดกรองผู้โดยสารที่มีอาการไข้ โดยจะดูแลผู้เดินทางให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งได้แจกคำเตือนสุขภาพสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในประเทศจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค คือ เม็กซิโก อเมริกา และ แคนาดา

นอกจากนี้ เพื่อให้มีการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการ ป้องกัน ควบคุม แก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก และการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ โดยปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ให้เป็นปัจจุบัน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา – สรุปจากข่าวประชุมครม.