Practical Report แผนพัฒนาฉบับที่ 11 จากยุคสงครามเย็น สู่ ศตวรรษที่21

ในอดีตแผนพัฒนาเศรษฐกิจตลอดจนทิศทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค จะอยู่ในการดูแลของนักวิชาการหรือเทคโนแครตที่ยุคหนึ่งมีบทบาทอย่างมากซึ่งกระจายตามหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือคุ้นหูกันดีว่า สภาพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการออกแบบทิศทางรวมทั้งยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยว่าจะเดินไปไหน เดินไปอย่างไร

ประเทศไทยผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาถึง 10 แผนแล้วและปีนี้กำลังเป็นปีแห่งการเริ่มแผนที่ 11ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แผน 11 จะผนวกเอาเรื่องการเชื่อมโยงกับการต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องของกลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กลุ่มความร่วมมือต่างๆที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เพราะการค้าในภูมิภาคกำลังมีบทบาทมากขึ้นประกอบกับมหาอำนาจได้ให้ความสำคัญในภูมิภาคนี้มากขึ้น

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มารู้จักกับ สภาพัฒน์กันก่อน

ตามปกติเราจะได้ยินข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามวิทยุโทรทัศน์ว่า สภาพัฒน์ออกมากล่าวเรื่องทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งตัวเลขGDP ตัวเลขรายได้ของคนไทยหรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเราก็จะได้ยินชื่อสภาพัฒน์เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นระยะๆ

สภาพัฒน์ หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. (Office of the National Economics and Social Development Board) หรือชื่อเดิมว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่หลักๆ คือจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, พิจารณางบลงทุน, เป็นผู้ติดตามการดำเนินงานของบริษัทเอกชนที่ดำเนินโครงการของรัฐที่มีเงินลงทุนเกินพันล้านขึ้นไปตามพ.ร.บ.ร่วมทุน

ถูกก่อตั้งขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้ชื่อแรกว่า สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาในเรื่องเศรษฐกิจกับรัฐบาลในช่วงนั้น จนเมื่อสมัยของจอมพลสฤษ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ธนาคารโลกซึ่งเป็นตัวแทนสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้สอดคล้องกับแนวทางเสรีนิยมของสหรัฐให้มากขึ้น ซึ่งเวลานั้นมีการต่อสู่กันในระดับโลกระหว่างค่ายเสรีและค่ายสังคมนิยมอย่างเข้มข้น กิจการทางเศรษฐกิจก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้นอกเหนือจากการสู้ด้วยกำลังทหาร

ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยเดินตามแนวทางของธนาคารโลกและสหรัฐอเมริกาในช่วง 5 ทศวรรษแรกจนมาเริ่มปรับครั้งใหญ่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่นำเอาเศรษฐกิจพอเพียง, ทุนมนุษย์, ทุนทางสังคมเข้ามาอยู่ในแผนพัฒนาฯ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สภาพัฒน์ปรับตัวครั้งสำคัญจากผลการพัฒนามากว่า 50 ปี

จากแผน 10 สู่แผน 11

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 จะอยู่ในช่วง พ.ศ. 2550 – 2554 ซึ่งยังคงยึดเอาเรื่องคนเป็นศูนย์กลางและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนของการพัฒนาเศรษฐกิจสืบเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 8 ซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรก แต่ด้วยแผนพัฒนาฉบับนี้มาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังปี พ.ศ.2549 ที่เกิดรัฐประหารขึ้นมา จนทำให้การพัฒนาในด้านต่างหยุดชะงักไปทั้งสิ้น

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจึงกลายเป็นการดึงเอาปัญหาที่เคยอยู่ใต้พรมมายาวนานออกมาชำแหละอย่างมากมายโดยเฉพาะเรื่องความอ่อนแอของการบริหารภาครัฐรวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออันมาจากการพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไปประกอบการโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้วยไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตลอดจนทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังมีปัญหารุนแรง กลายเป็นว่าช่วงแผน 10 ไทยอยุ่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง

ผลจากการดึงเอาสิ่งที่อยู่ใต้พรมมายาวนานคือวิกฤตการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสังคมไทย ทำให้เป้าหมายของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 คือสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะความขัดแย้งในครั้งนี้ฝังรากลึกลงไปในใจกลางของผู้คนในสังคม แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 นี้จึงกลายเป็นแผนที่อาจเรียกได้ว่า ไม่ได้นำมาใช้ได้เลยก็เป็นได้ เพราะรัฐบาลที่เข้ามาในตอนนั้นมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาทางการเมืองเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

เมื่อแผน 10 ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงกลายเป็นหน้าที่ของ แผน 11 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ผลของวิกฤตการเมืองไทยใน 5 ปีทำให้ประเทศต้องหยุดเดินในขณะที่ชาติอื่นๆรายรอบประเทศไทยกำลังเดินหน้าต่อไป เพราะทุกประเทศในเวลานี้กำลังเผชิญสิ่งท้าทายที่กำลังใกล้เข้ามานั่นคือเรื่อง ประชาคมอาเซียน 2015 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีเท่านั้นในการเตรียมตัว

รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆหลายเรื่องที่แผนพัฒนาฉบับที่ 11 จะต้องเข้ามาสานต่อปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

ร่างแผน 11 จากอดีตสู่ปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมาได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวหน้าและเติบโตมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ในอีกด้านของการพัฒนานั้นได้ทิ้งปัญหาต่างๆเอาไว้ให้ต้องกลับมาแก้ไขมากมายทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม, ชุมชนถูกทำลาย , โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป้นปัญหาที่ต้องแก้ต่อไปในระยะยยาว

ในขณะที่ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น เข้ามาสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ 10 ปีแล้ว อันเป็นยุคของเทคโนโลยีเครือข่าย (Networking Technology) ยุคของภูมิภาคนิยม  (Regionalism) ยุคของอุตสาหกรรมบริการที่ใช้ฐานความรู้เป็นหลัก (Service Industry on Knowlege base Society) รวมทั้งเรื่องการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสภาพัฒน์มีบทบาทน้อยลงเป็นแค่หน่วยงานพิจารณาโครงการลงทุนของรัฐ ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ทำนโยบายเศรษฐกิจและเป็นผู้นำเรื่องทางเศรษฐกิจเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี การทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในเชิงรุกลดลง ส่วนหนึ่งจากนโยบายพรรคการเมืองโดยเฉพาะสมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจแทนที่สภาพัฒน์ คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกเข้ามาทำหน้าที่ออกนโยบายเศรษฐกิจแทบจะเข้ามาแทนที่สภาพัฒน์ แผนพัฒนาที่ 11 ฉบับนี้อาจเป็นการรุกเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของสภาพัฒน์ซึ่งถ้าครั้งนี้ไม่อาจทำได้สำเร็จ ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยในอนาคตคงต้องเหนื่อยหนักอีกนาน

เมื่อจะดูว่ายุธศาสตร์ของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งถูกบรรจไว้แทบทุกเรื่องอยุ่แล้วก็ต้องเข้ามาดูว่าภายใต้แผนพัฒนา ฉบับที่ 11 นี้บรรจุเอายุทธศาสตร์สำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศไว้หลักๆ 6 ด้านด้วยกันมีอะไรบ้าง ได้แก่

- ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม

– ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน

– ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน

– ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

– ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

– ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยมุ่งหวังให้ยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ส่วนนี้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ด้วยเนื้อหาจำนวนมากทาง SIU ได้ตระหนักถึงทิศทางที่ประเทศต้องเผชิญความท้าทายใหม่นั่นคือการรวมกลุ่มของประเทศในภูทิภาคอาเซียนหรือเรื่อง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) ที่กำลังมาให้เราต้องพบในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้าพร้อมไปกับการลงสู่ใต้ของจีน และการกลับมาของสหรัฐอเมริกาในอาเซียนครั้งใหม่ กำลังเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm)รวมถึงมุมมอง (Perspective) ของการพัฒนาประเทศครั้งสำคัญซึ่งในแผนพัฒนาฉับบนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 5 และ 6 ซึ่งจะกล่าวต่อไป

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในภูมิภาค

ในร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ที่ถือว่าเป็นแกนหลักหรือทิศทางของเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปี -10 ปี ข้างหน้าคือเรื่องของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคที่เราไม่อาจหลีกเลียงได้อีกแล้ว

ในเรื่องของการปรับโครงสร้างนั้นในร่างแผนพัฒนา ฉบับที่ 11 นี้ได้กล่าวไว้อย่างครอบคลุมโดยมีเป้าหมายเพื่อจะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนมากขึ้น โดยสรุปแนวทางดังนี้

– เปิดตลาดใหม่ในเอเชียและแอฟริกาที่เอกชนยังไม่ได้เข้าไปมากนัก

– จัดทำเขตการค้าเสรีเพิ่มจากที่มีอยู่แล้ว

– ให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ

– สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรมโดยใช้ธุรกิจสร้างสรรค์

– การส่งเสริมธุรกิจสร้างสรรค์ในหลากหลายวิธีรวมทั้งแหล่งเงินทุน,การคุ้มครอง

– การพัฒนาแหล่งทุนสถาบันการเงิน ตลาดทุนให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

-การสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อ,โครงสร้างพื้นฐานต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

– การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานโดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก

– ปฏิรูปกฎหมาย และกฎ ระเบียบต่างๆ ทางเศรษฐกิจ

การปฏิรูปหรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาที่ 11 นี้ SIU มองว่าเป็นแนวทางที่กล่าวอย่างกว้างๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดเจาะลึกลงไปแต่ละหน่วยงานของรัฐว่าใครรับผิดชอบเรื่องใด ใครทำอะไร ผลสำเร็จถูกวัดด้วยอะไรนอกเหนือจากการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพี (GDP) หรืออันดับความสามารถของ IMD ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เป็นรูปธรรมนัก การนำเอาไปใช้จากนโยบายที่กว่าวอย่างกว้างและถ้าทำได้จริง คงไม่ต้องเขียนแผนพัฒนาฉบับต่อไปในอนาคต เพราะผลของแผนพัฒนาฉบับนี้ ถ้าสามารถทำได้จริงจะผลักดันให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาได้เร็วขึ้นอีกหลายปีทีเดียว

ในด้านของการเชื่อมโยงกับประเทศภูมิภาค ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกร่างขึ้นมาโดยมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่ค้า เป็นพันธมิตรที่สำคัญที่ไม่อาจจะขาดได้ในศตวรรษที่ 21 นี้ เนื่องจากในหลายทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของสงครามเย็นหรือแม่แต่หลังสงครามเย็นเราก็ยังมองเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในภูมิภาคอินโดจีนเรามองประเทศเหล่่านี้เป็นศัตรูมาโดยตลอด

แม้ในยุคของสนามการค้า เราก็ยังมองประเทศเหล่านี้อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าเรา เมื่อบทบาทของภูมิภาคมีมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านคือตลาดที่สำคัญมาก กรอบความร่วมมือในภูมิภาคจึงเกิดขึ้นมากมาย พร้อมกับประเทศมหาอำนาจกำลังกลับเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้เหมือยดังในอดีต

ตัวแปรที่สำคัญของการทำให้แผนพัฒนาที่ 11 นี้ต้องบรรจุวาระนี้เข้ามาเพราะไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยบริบทของการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  ประเทศอยู่โดยโดเดี่ยวไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติได้อีกต่อไป การส้รางอำนาจต่อรองกับกลุ่มประเทศอื่นทางเศรษฐกิจหรือกัมหาอำนาจจำเป็นมากขึ้น

ในแผนพัฒนาฯที่ 11 จึงมุ่งหวังพัฒนาในแนวทางที่คาดว่าเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะรองรับการเข้ามาของ ประชาคมอาเซียนและการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อบ้านในช่วง 10 ปีข้างหน้าที่ไม่อาจตกขบวนนี้ได้ โดยสรุป ดังนี้

– การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยกรอบความร่วมมือต่างๆ

– การพัฒนาพื้นที่ลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อบ้าน เช่นชายแดน ภูมิภาคที่ติดกับเพื่อนบ้าน

– การพัฒนาคนในด้านต่างๆ

SIU มองว่าการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคในแผนพัฒนาที่ 11 นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงเพราะเป็นแนวโน้ม (Trends) ที่สำคัญไปแล้ว ในขณะที่พื้นที่ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านได้ขยับและเชื่อมโยงไปไกลมากกว่าส่วนกลางมาก ทั้งเอกชนในท้องถิ่นโดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายแดน แต่เมื่อการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดการเชื่อมโยงแค่ด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ยังรวมไปถึงด้านความมั่นคง ด้านสังคมวัฒนธรรม ด้านการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาด้วย สภาพัฒน์จะมองเพียงด้านเดียวต่อไปอีกไม่ได้ เพราะด้านต่างๆที่กล่าวมากนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งสิ้น

สภาพัฒน์จำเป็นต้องปรับตัวมากขึ้นนอกเหนือจากการปรับตัวของแผนพัฒนาฯแล้ว เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไปเร็วมาก แผนที่วางไว้ 5 ปี อาจเกิดขึ้นภายในปีเดียวก็เป็นไปได้ ความยืดหยุ่นของแผนพัฒนาฯและการปรับกระบวนการทำงานที่รวดเร็วตอบสนองสถานการณ์ได้ทันท่วงที่จึงจะสามารถบริหารแผนพัฒนาที่ร่างขึ้นมาให้ได้เกิดประโยชน์สุงสุด

 

 

 

 

  • ศศิสวัสดิ์

    สุดยอดค่ะ

  • big

    ยินดีด้วยครับ

  • จีน่า

    ศก. ดี แต่คนไปไม่รอด นี่สิ ก็ตายยกครัวคะ แล้วไหนละแนวทางของพ่อหลวงหายไปไหน ทั้งที่เปนโครงการดีมากแท้ๆนะนี่

  • View_082825

    เขียนเก่งถ้อยคําดูดี ทําได้จริงหรือเปล่าครับ