Practical Report ช่วยบอกหน่อย….ท่านผู้ทรงเกียรติจะใช้เงินซักเท่าไหร่ ?!?

วีระศักดิ์ เครือเทพ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแผนงานเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (www.tpd.in.th)

 

8 มิถุนายน 2554

 

พรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนี้กำลังเร่งหาเสียงโดยใช้นโยบายลด แลก แจก แถม โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะมีเงินงบประมาณเพียงพอสำหรับนามาใช้ในการดำเนินการหรือไม่ และต่างทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐมีเงินงบประมาณมาแจกให้แก่ประชาชนอยู่ตลอดเวลา วันนี้ เราลองมาตั้งคำถามพรรคการเมืองต่างๆ ว่านโยบายหาเสียงดังต่อไปนี้จะใช้งบประมาณดำเนินการเท่าใด ?

 

 

พรรคเพื่อไทย

  • ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก ลดภาษีสาหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก…. ช่วยบอกหน่อยว่าจะทำให้รัฐเสียรายได้ปีละเท่าไหร่?
  • พักหนี้เกษตรกร 3 ปี จัดทำการ์ดเกษตรกร รื้อฟื้นโครงการรับจำนำประกันราคาข้าว …. ช่วยบอกหน่อยว่าจะต้องใช้งบประมาณอีกปีละเท่าใดในการดำเนินโครงการเหล่านี้?
  • สร้างเขื่อนลงไปในทะเลยาว 30 กิโลเมตร…. ช่วยบอกหน่อยว่าจะนำเงินไปถมทะเลซักเท่าใด?
  • แจก “Tablet PC ให้เด็กนักเรียน” …. ช่วยบอกหน่อยจะใช้เงินจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ซักเท่าใด?

 

พรรคประชาธิปัตย์

  • เพิ่มเงินประกันรายได้เกษตรกรอีกร้อยละ 25 ….ช่วยบอกหน่อยต้องใช้งบประมาณอีกเท่าใด?
  • ไฟฟ้าฟรีถาวรสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย….ช่วยบอกหน่อยว่ารัฐต้องเสียรายได้ซักเท่าใด?
  • ขยายบรอดแบนด์ 3G ทั่วทุกตำบล…..ช่วยบอกหน่อยว่าต้องลงทุนอีกซักเท่าใด?
  • มอบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน……ช่วยบอกหน่อยว่าจะมีภาระทางการเงินเท่าใด?

 

พรรคภูมิใจไทย

  • ลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงร้อยละ 2 ….ช่วยบอกหน่อยว่าจะทำให้รัฐเสียรายได้ปีละเท่าไหร่?
  • แจก “กล้ายาง” พลิกชีวิตเกษตรกรไทย….ช่วยบอกหน่อยว่าจะใช้เงินดำเนินโครงการเท่าไหร่?
  • สานต่อ “ถนนปลอดฝุ่น” …. ช่วยบอกหน่อยว่าจะใช้งบประมาณอีกเท่าใด?
  • จัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม” … ช่วยบอกหน่อยว่าจะใช้เงินเท่าใด?

 

พรรคชาติไทยพัฒนา

  • พัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมการส่งออกทั้งระบบ…..ช่วยบอกหน่อยจะลงทุนซักเท่าใด?
  • สร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร…..ช่วยบอกหน่อยจะใช้งบประมาณเท่าใด?
  • พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและการเรียนการสอน…..ช่วยบอกหน่อยจะใช้เงินเท่าใด?
  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี….ช่วยบอกหน่อยว่าจะสัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเท่าใด?

 

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

  • ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เริ่มทำงาน 5 ปีแรก….ช่วยบอกหน่อยจะเสียรายได้เท่าใด?
  • “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย พลังไทยสร้างชาติ” ส่งเสริมการพัฒนากีฬาผ่าน 10 โครงการหลัก…… ช่วยบอกหน่อยจะใช้งบประมาณทุ่มไปในด้านนี้ซักเท่าใด?
  • สร้างมอเตอร์เวย์ 5 สาย 5 ภูมิภาค…ช่วยบอกหน่อยจะใช้เงินตัดถนนอีกซักเท่าใด?
  • สนับสนุนการตรึงราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจี……ช่วยบอกหน่อยจะใช้เงินอุดหนุนอีกเท่าใด?

 

พรรคการเมืองใดเป็นของจริงหรือของปลอม ?!? หากพรรคการเมืองใดสามารถตอบคำถามได้เพราะทำการบ้านมาไว้ดีพอ พรรคการเมืองใดตอบไม่ได้เพราะนั่งเทียนเขียนนโยบายขึ้นมาลอยๆ ก็คงจะรู้กันคราวนี้….

  • Kaopun

    มีคนเขาทำไว้ให้ดูน่ะครับที่ http://www.thairath.co.th/content/eco/178705

    แต่เขารวมแค่Cost โดยไม่ได้รวม Benefitsที่จะกลับมาลดต้นทุนในภายหลัง
    ดังนั้นการวิเคราะห์ต้องดูที่ Net benefits ว่าพรรคไหนสุดท้ายทำแล้วคุ้ม ไม่ใช่ดูว่าพรรคไหนใช้งบประมาณถูกที่สุดครับ

  • แมน ศรีชา

    พูดอย่างเป็นกลางๆ ไม่ว่านโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคจะเป็นเช่นไร ก็ล้วนแต่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งนั้น และอีกอย่างหนึ่ง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จะนำมาใช้ ก็เป็นเงินของเขาที่ได้เสียภาษีไปทั้งสิ้น มิใช่เงินของใครคนหนึ่ง เพียงแต่ว่า พรรคไหนเท่านั้นที่จะบริหารเงินเป็น ลงทุนไปแล้วได้ประโยชน์กลับคืน ทั้งระยะยาวและสั้น มีวิศัยทัศน์ในการนำพาประเทศ มองปัญหาไปข้างหน้า อันนี้ให้ประชาชนเจ้าของเงินตัดสินใจเอง ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันแล้ว จากผลงานของรัฐบาลที่ผ่านๆมา และขอย้อนถามคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในปัจจุบัน ต่างเป็นที่วิพากวิจารณ์ว่า ขบวนการยุติธรรมเรา เป็นง้อย, ขอถาม”ช่วยบอกหน่อยว่า ท่านได้มีส่วนที่จะทำให้ระบบยุติธรรมไทย มีความยุติธรรมหรือยัง”

  • ryuken

    @แมน ศรีชา…เขียนผิดนะครับ ที่บอก่วาเงินทุกบาททุกสตางค์ เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น…ความจริงแล้ว มันเป็น “เงินกู้” ต่างหาก ซึ่งจะผลักภาระนี้ไปให้กับคนรุ่นถัดไปครับ

  • Thaina

    เงินกู้ก็ต้องใช้คืนด้วยภาษีอยู่ดีครับ
    และการลงทุนลงไป คนที่จะได้รับประโยชน์ก็คือลูกหลานเรา

    เพราะกว่าจะเสร็จ กว่าจะเห็นผลจริง อย่างต่ำก็ห้าปีสิบปี

    และประเด็นมันอยู่แค่นี้แหละ ถ้าลงทุนไปแล้ว ทำให้อัตราความเจริญพุ่งขึ้น
    ไม่นานก็เก็บภาษีมากขึ้น เอาไปใช้คืนได้

    หรือถึงจะลงทุนไปกับนโยบายที่ไม่ให้กำไร
    แต่ถ้าเปนประโยชน์ (อย่างสวนสาธารณะ หรืออะไรอื่นๆ)
    แล้วรัฐบาลมีความสามารถในการบริหารนโยบาย ให้เศรษฐกิจดี ไม่ตกต่ำ มีการจ้างงาน มีการเก็บภาษีที่เหมาะสม
    อย่างเช่น กล้าปฏิรูปภาษีที่ดิน ให้เศรษฐีที่ซื้อที่ดินเก็งกำไรต้องโดนขูดภาษีจริงๆจังๆ ก็จะได้เงินภาษีไปใช้เงินกู้ได้

  • เก่งกล้าสามารถ

    ไม่ว่านโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคจะเป็นเช่นไร ก็ล้วนแต่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งนั้น — ทุกกลุ่มหรือแค่บางกลุ่มครับ

    เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จะนำมาใช้ ก็เป็นเงินของเขาที่ได้เสียภาษีไปทั้งสิ้น มิใช่เงินของใครคนหนึ่ง — ใช่ครับ แล้วถ้า ผลประโยชน์มันไม่ตกถึงมือของผู้เสียภาษีหรือลูกหลานของผู้เสียภาษีล่ะครับ ถ้ามันตกถึงแค่กลุ่มที่ได้ประโยชน์บางกลุ่มล่ะครับท่าน

    เงินกู้ก็ต้องใช้คืนด้วยภาษีอยู่ดีครับ — ถูกครับ กู้ตอนนี้ ลูกหลานเราก็รับภาระหนี้ก้อนนั้น โดยการจ่ายภาษี ในส่วนที่เค้าได้ประโยชน์ไม่เต็มที่หรืออาจจะไม่ได้เลย

    ถึงจะลงทุนไปกับนโยบายที่ไม่ให้กำไร แต่ถ้าเปนประโยชน์ — ณ จุดนี้ คนส่วนมากมองที่ประโยชน์มากกว่าครับ ไม่ต้องไปพูดถึงกำไร เพราะส่วนมากรัฐต้องขาดทุน เพื่อพยุงราคาให้ต่ำอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ นโยบายต่างๆ ล้วนส่งเสริมให้คนมักง่าย เอาแต่ช่วยเหลือระยะสั้น ไม่เน้นพัฒนาระยะยาว เสมือน คนหาปลาที่เอาแต่ป้อนเศษปลาให้ประชาชน แล้วเอาเนื้อชิ้นใหญ่ไปแบ่งกัน ไม่เคยคิดจะให้คันเบ็ดแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเองบ้าง

  • Thaina

    ผมก็ไม่ได้พูดนะครับว่าทุกนโยบายของแต่ละพรรคตอนนี้ ล้วนแต่มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์

    ผมแค่คัดค้านความเห็นที่สอง ว่าการมองในแง่นั้นมันไม่ถูกต้องในการบริหารประเทศ
    เราต้องสนับสนุนให้รัฐบาลออกนโยบายที่มีประโยชน์ เพื่อการนั้นเราต้องมองข้ามเรื่องเงินกู้
    ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เงินนั้นกู้มาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าออกนโยบายที่มีประโยชน์คุ้มค่ากับจำนวนเงินหรือไม่

    ส่วนเรื่องของนโยบายรัฐบางอย่าง มันไม่เกี่ยวกับขาดทุนครับ ผมหมายถึงการที่ออกนโยบายแล้ว มันช่วยสนับสนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้นจากความเจริญทางเศรษฐกิจ

    ส่วนการที่คุณจะมาโจมตีว่า นโยบายต่างๆ ส่งเสริมให้คนมักง่ายจริงหรือไม่ มันคือความคิดเห็นของคุณ
    ความเห็นของผมคือ บางครั้ง นโยบายระยะสั้น ที่จะให้ประชาชนมีโอกาสเพิ่มขึ้นเปนการชั่วคราว ก็ถือเปนเรื่องจำเปน
    โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีประชาชนที่คุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน

    ส่วนเรื่องว่าจะทำให้เสพย์ติดความมักง่ายหรือไม่ ส่งผลเสียหรือไม่ มันคืออีกเรื่องนึง
    อยู่ที่ว่ามีระบบรองรับนโยบายอย่างไร และมีนโยบายระยะยาวมาเสริมหรือไม่
    อย่างนโยบาย 30 บาท มีระบบ 30 บาทรองรับให้ประชาชนไม่มักง่าย ให้รู้ตัวว่ารับการรักษา ต้องเสีย 30 บาท
    ตรงข้ามกับการตัด 30 บาท ปล่อยฟรี ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมักง่าย

    การออกนโยบายเสริม วางระบบให้นโยบายมีตัวควบคุม ไม่ให้ประชาชนเสพย์ติดและมักง่าย
    ก็เปนเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองจะไม่เอามาหาเสียง เพราะเปนเรื่องหยุมหยิม
    ใครที่ออกนโยบายประชานิยมแบบมีปัญญา พอได้รับเลือกมาทำ เขาก็ทำให้มันดีได้

    และการที่หาเสียงด้วยนโยบายระยะสั้น ก็ใช่ว่าจะไม่ออกนโยบายระยะยาว
    มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนจะมีปัญญาคิดนโยบายระยะยาว

    ขอพูดอีกครั้งว่าการที่คุณนั่งเล่านิทานคนให้ปลากับคนให้เบ็ด มันคือความคิดความเชื่อของคุณ
    ถ้ามีคนที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง คุณจะเอาปลาให้เขาแล้วค่อยเอาเบ็ดให้หรือเปล่า
    การที่มีคนบอกว่า ออกเสียงเรียกชื่อผม แล้วผมจะให้ปลา ไม่ได้หมายความว่าพอเราอิ่มแล้วเขาจะไม่ให้เบ็ดเรา

    เราต้องคิด ว่าคนไหนที่มีโอกาสมากที่สุด ที่พอเราเรียกเขาแล้ว เขาจะให้เบ็ดเราด้วย
    หรือสามารถกดดันให้เอาเบ็ดมาให้ได้ภายหลัง

    และจริงๆแล้วการเปนประชาชน หลังจากที่ได้ปลากินอิ่ม
    เราก็ควรมีใจคิดได้เองว่าพวกนี้มันไม่ได้ตกปลาให้เราได้ตลอดไป
    พอท้องอิ่มก็ควรมีจิตสำนึกทำเบ็ดเอง ไม่ต้องรอแจกเบ็ดให้

    การที่คุณคิดว่าอยากให้รัฐแจกเบ็ดให้
    มันก็ไม่ถูกเหมือนกัน

  • Thaina

    พูดมากกว่านี้ก็อาจจะหาว่าอวยพรรคนึง

    แต่การจัดกองทุนหมู่บ้าน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไปซื้อเบ็ดมาตกปลา
    ปัญหามันมีอยู่ว่า มันยังไม่มีระบบควบคุมที่ดีพอ ที่จะทำให้คน กู้เอาไปใช้ซื้อเบ็ด ไม่กู้เอาไปใช้ซื้อปลา

    แต่มันก็ล้มเหลวที่ระบบ ตัวจุดมุ่งหมายจริงๆคือสนับสนุนให้คนมีโอกาสซื้อเบ็ด
    พรรคที่ออกนโยบายนี้ ถือว่ามีใจจะให้เบ็ดแก่ประชาชน ใช่ หรือไม่

    นิทานเรื่องคนหาปลากับคนสอนหาปลานี่เห็นใช้โจมตีพรรคการเมืองกันมานานแล้ว โดยกลุ่มคนที่ชอบเข้ามายุ่งกับการเมือง ทั้งที่ปากบอกตัวเองไม่เกลือกกลั้วการเมือง แต่ชอบมาชี้นำสังคม โจมตีพรรคการเมืองที่ไม่อยู่ใต้อำนาจตัวเอง

    พูดตรงๆว่าผมเบื่อ ผมพูดไปแล้วเดี๋ยวก็คงหาเรื่องอื่นมาโจมตีพรรคนั้น
    หรือโจมตีการเมือง/นักการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยให้ได้ อยู่ดี

    บางทีการเมืองมันก็ไม่มีทางเลือกมาก
    เพื่อคะแนนเสียง บางครั้งก็ต้องปิดจุดอ่อน ไม่บอกว่านโยบายนี้ต้องมีเงื่อนไขอะไร ไม่งั้นประชาชนก็จะลังเลที่จะเทคะแนนเสียงให้
    แต่พอไม่พูด กลุ่มปัญญาชนบางกลุ่มก็จะสบโอกาสโจมตีพรรคที่ตัวเองไม่ชอบ
    ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ละเว้นไม่โจมตีพรรคที่ตนเองชอบ ทั้งที่พรรคนั้นตั้งใจออกนโยบายแบบแจกโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งส่งผลเสียให้ประเทศยิ่งกว่า
    อย่างบางรัฐบาลที่ผ่านมา กู้มาแจกบ้าง กู้มาโกงบ้าง
    กู้มาจ่ายค่าคุ้มครองให้มาเฟียชุดเขียวบ้าง (ในรูปแบบของ GT200)

    โชคดีที่ SIU ยิงถึงทุกพรรค และดูจะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงไม่น่ามีใครครหาได้

    แต่ไม่ใช่ว่าสื่อ หรืออะไรที่ทำตัวเปนสื่อ จะบริสุทธิ์ใจทั้งหมด
    บางครั้งก็มีการมุ่งเป้าไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง

    และบางครั้งก็ต้องการโจมตีการเมืองแบบประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมอุดมการณ์ระบอบอำมาตยาธิปไตย
    นิทานคนหาปลานั่น ก็เริ่มมาจากนักวิชาการที่เชิดชูอุดมการณ์นี้เหมือนกัน

  • แมน ศรีชา

    วันนี้ คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ยังไม่ตอบคำถามผมนะครับ
    เคารพทุกความคิดเห็นครับ ขอเสริมอีกนิด การที่รัฐบาลกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ว่าการกู้เงินนั้นเอามาทำอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือลงทุนแล้วได้คืน เช่น หาก รฐบ.กู้เงินมาแสนล้านเพื่อพัฒนาระบบชลประทานทั่วประเทศ แล้วส่งผลให้เกิดผลผลิตการเกษตรที่ไม่มีความเสี่ยงจากดินฟ้าอากาศ จะนำมาซึ่งผลผลิตที่ขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น หนี้สินลดลง ปัญหาสังคมลด การส่งออกพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น ประเทศมีรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สิ่งเหล่านี้ คือการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ เพียงแต่ว่า พรรคไหนคิดเป็น บริหารเป็น คิดกันเอาเองนะครับ เดียวจะหาว่าเชียร์พรรคโน้นพรรคนี้ พูดกันตรงไปตรงมานะครับ ฐานะความเป็นอยู่อย่างผม ไม่เดือดร้อนเลยกับความเป็นอยู่ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล จะไปเลือกตั้งก็ได้ ไม่ไปก็ได้ แต่ที่ต้องไปเลือกตั้งเพราะ ไม่ได้เลือกเพื่อตัวเอง แต่เลือกเพื่อพี่น้องที่ยังยากจน เลือกเพื่อประเทศจะได้เจริญก้าวไปข้างหน้า

  • เก่งกล้าสามารถ

    @ คุณ Thaina

    ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับที่คุณเขียนมานะครับ และผมก็มองว่าประชาธิปไตยยังเป็นทางออกที่ดี และผมก็ไม่ได้ถือหางพรรคใดๆ ทั้งนั้น วันที่สามนี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปเลือกใครด้วยซ้ำ

    แต่ที่ผมเขียนไปนั้น ในเชิงนโยบายของแต่ละพรรค ที่เลือกเอามาประชาสัมพันธ์มันสื่่อออกไปในแนวนั้นกันหมด คือมุ่งช่วยเหลือประชาชนที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง ซึ่งเกือบทุกนโยบายมันแทบจะเป็นระยะสั้น และออกไปในแนวล้างผลาญภาษีเสียมากกว่า (ดูจากใบปลิวบ้าง ตามแผ่นป้ายบ้าง เอาที่มันผ่านๆตาคนส่วนใหญ่)

    นโยบายระยะสั้นนั้นมันต้องมี ผมเห็นด้วยครับ คนต้องกินปลาก่อน ถึงจะหยิบยื่นเบ็ดอันนี้ผมก็เห็นด้วย สุดท้ายนี้ผมก็ยังเชื่อมันในระบอบนี้ครับ แต่ที่ผมไม่ค่อยมั่นใจคือ นักการเมืองเค้าคิดยังไงต่างหาก มีใจจะให้จริงหรือแค่อยากได้คะแนน แต่ถึงยังไงผมก็คงต้องเลือกสักคนอยู่ดีล่ะครับ

    ขอแย้งเรื่่องเบ็ดนิดนึงนะครับ ผมไม่รู้ว่าเบ็ดในความหมายของคุณคืออะไร แต่ผมหมายถึงการที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งความรู้และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ต่อการที่คนในสังคมจะช่วยเหลือตัวเอง ขยันเรียนรู้ และปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะที่มีการแข่งขันสูงในระยะยาวได้ โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่ง ภายนอกมากนัก ควรจะเน้นพึ่งพาตนเองก่อน สรุปว่าเบ็ดก็คือความรู้ และการส่งเสริมให้ประชาชนใฝ่รู้ มันคือเบ็ดในใจความของผมครับ

  • Thaina

    ผมก็คิดว่าเบ็ด มันก็คือความหมายเดียวกับที่คุณพูด

    แต่การส่งเสริมมันก็ทำได้หลายวิธี การสนับสนุนด้วยเม็ดเงินเพียวๆ (เช่นกองทุนหมู่บ้าน) ก็คือหนึ่งในวิธีนั้น

    เมื่อคนเรามีเงิน ก็มีโอกาสจะนำเงินนั้นไปซื้ออะไรก็ได้ ซึ่งความรู้ก็เปยทรัพยากรที่ต้องใช้เงินซื้อ

    อย่างเช่นใช้เงินนั้น ลงทุนไปกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ติดต่อสื่อสารและหาความรู้

    การให้เงินเปล่าๆมันมีข้อดีคือ มันเปิดโอกาสให้คนที่รับไป คิดเอาเองว่าขาดอะไร เพราะให้รัฐคิดให้แล้วคิดผิด มันก็คือการยัดเยียดขยะให้คนนั้น
    ถึงมันจะมีข้อเสียที่ คนอาจจะเอาเงินนั้นปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ แต่เราก็แก้ไขได้โดยการออกระบบควบคุม

    การที่คุณไม่เลือกพรรคไหน นั่นก็เปนการสนับสนุนอุดมการณ์อำมาตยาธิปไตยโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
    เพราะอุดมการณ์นี้พยายามสนับสนุนให้คนคิดว่านักการเมืองเลวเหมือนๆกันหมด เชื่อถือไม่ได้ ต้องเชื่อถือระบอบอำมาตย์ เช่นศาล ทหาร องค์กรณ์ต่างๆที่สรรหามา ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน
    และพวกนี้ก็จะคอยชี้นำสังคม ให้รัฐบาลทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ

    นักการเมืองต้องการคะแนนเสียง นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย แต่มันคือธุรกิจ
    เราเอาคะแนนเสียงให้นักการเมืองที่อยากมีอำนาจ เราก็มีสิทธิ์ที่จะต่อรองแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงของเรา กับการให้นักการเมืองคนนั้นใช้อำนาจไปในทางที่เราต้องการ

    ตัวอย่างง่ายๆคือการพัฒนาท้องถิ่น เราเลือกผู้แทนเขต/จังหวัด ไปเปน ส.ส. ก็เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของเรา
    ในระดับประเทศที่เลือกปาร์ตี้ลิสท์ขึ้นไปเปนรัฐบาล ก็เพื่อพัฒนาทั้งประเทศ

    ผมไม่รู้เหมือนกันว่าความเชื่อที่คิดว่า นักการเมืองต้องมีความจริงใจ ไม่ใช่ต้องการแค่คะแนนเสียง มาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่
    แต่จริงๆแล้วมันคือมายาคติที่พยายามให้ประชาชนเพ้อฝันว่าต้องรอคนดีขี่ม้าขาวมาเปนผู้แทน
    ทั้งที่จริงๆไม่ใช่ การเมืองแบบประชาธิปไตย คือการเลือกคนที่จะทำธุรกิจกับเราด้วยคะแนนเสียง อำนาจรัฐ
    มันเปนเรื่องต่างตอบแทนที่นักการเมืองคนนั้นจะได้ผลประโยชน์ ในรูปของอำนาจ เงินเดือน และโอกาสที่จะกำหนดนโยบายของประเทศให้ไปในแนวทางที่นักการเมืองคนนั้นต้องการ

    เอาแบบอุดมคติคือ สมมุตินักการเมืองสองพรรคมีความสามารถพอกัน
    เพียงแต่พรรคนึงต้องการสร้างประเทศให้เปนมหาอำนาจ อีกพรรคต้องการปรับให้ประเทศอยู่สบาย เรียบง่าย
    การที่ประชาชนจะเลือกพรรคไหน มันคือผลประโยชน์ของตัวนักการเมืองเอง ที่จะได้ทำให้ประเทศที่ตัวเองอยู่ เดินไปในทางที่้ต้องการ
    เพียงแต่เมื่อใช้การตัดสินด้วยเสียงข้างมาก มันก็จะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

    ผมคิดว่าเราถูกหลอก ให้มองคำว่าผลประโยชน์เปนเรื่องสกปรก นั่นก็แค่มายาคติของคนที่ต้องการครอบงำสังคม
    คนพวกนี้ต้องการให้คนไม่เชื่อถือวิชาเศรษฐศาสตร์ และตีตัวออกห่างจากการเมือง
    เพราะเมื่อคนไม่สนใจการเมือง คนกลุ่มน้อยก็จะควบคุมการเมืองให้เปนผลประโยชน์แก่ตัวเอง

    ถ้าประชาชนออกไปโหวตไม่เลือกใคร ไม่รู้จะเลือกใคร
    ก็จะเข้าทางคนกลุ่มนี้ ยัดเยียดคนที่ตัวเองควบคุมได้มาใช้อำนาจแทน

  • เก่งกล้าสามารถ

    การที่คุณไม่เลือกพรรคไหน นั่นก็เปนการสนับสนุนอุดมการณ์อำมาตยาธิปไตยโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน — หวังว่าคงไม่ได้ว่าผมนะครับ เพราะผมบอกแล้วว่ายังไงผมก็ต้องเลือกสักคนนึง

    เพราะอุดมการณ์นี้พยายามสนับสนุนให้คนคิดว่านักการเมืองเลวเหมือนๆกันหมด เชื่อถือไม่ได้ ต้องเชื่อถือระบอบอำมาตย์ — ผมก็คิดว่าคนเรามีความเลวอยู่ในตัวเองกันอย่างเท่าเทียมอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าใครจะมีแรงจูงใจให้ทำเลวมากกว่ากันก็เท่านั้นเอง ผมก็กำลังดูว่าใครจะมีแรงจูงใจน้อยที่สุด ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครดีเลิศประเสริฐศรีขนาดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ประกาศปาวๆ ว่าเขาเป็นคนดี ผมยิ่งไม่เชื่อ อีกอย่างผมไม่ชอบระบบอำนาจเก่าแบบอำมาตย์ เพียงแต่คิดว่า ประชาธิปไตยของเรายังคงมีช่องโหว่ให้ต้องอุดกันอีกเยอะ และมันต้องก้าวไปเรื่อยๆ ข้างหน้าเท่านั้น เพื่อพัฒนาต่อไป ผมไม่เชื่อในนักการเมืองที่จิตใจดี แต่ผมเชื่อในระบบที่มีสิ่งป้องกันที่ดี ผมหวังว่าไทยเราจะเดินไปถึงจุดนั้นได้สักวัน

    ผมไม่รู้เหมือนกันว่าความเชื่อที่คิดว่า นักการเมืองต้องมีความจริงใจ ไม่ใช่ต้องการแค่คะแนนเสียง — ผมไม่ต้องการความจริงใจ แต่ผมต้องการให้เค้าทำอย่างที่พูดให้มันได้สำเร็จอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ให้มันรู้สึกว่ามันสำเร็จก็ยังดี ไม่ใช่ทำสักแต่ว่าทำให้มันพอเอาหาเสียงได้ว่าเรามีนะ โครงการนี้เราทำแล้ว แต่เคยสำรวจมั้ยว่ามัน โอเคในระดับไหน มันเกิดปัญหาในจุดใดบ้าง ประเด็นคือคิดน่ะมันง่าย พูดยิ่งง่ายเข้าไปอีก แต่พอทำมันกลายเป็นว่าสักแต่ให้มันทำๆไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาจะหาเสียงเขาก็มักจะยกแต่มุมดีๆ มาพูดเท่านั้น หรือไม่งั้นก็มักจะกล่าวอ้างว่านโยบายต้องใช้เวลาดำเนินการอีกสักระยะ ไม่ว่าอย่างไรเค้าก็มักจะมีข้ออ้างเสมอ แต่ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องนโยบายที่มันไม่ประสบความสำเร็จละกันนะครับ เพราะจะกลายเป็นโจมตีพรรคใดพรรคหนึ่งไป

  • Thaina

    ก็ตามนั้นแหละครับ คนที่ไม่เคยล้มเหลว คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรมากพอ

    ปัญหาอย่างคือ บางทีเราไปคาดคั้นเอากับนักการเมืองตอนนี้ มันก็เปนช่องโหว่
    ถึงมีระบบรองรับจริง พวกเขาก็อาจจะไม่อยากชี้แจงตอนนี้ เพราะไม่ว่าระบบไหนก็มีช่องโหว่

    มันจะสบช่องให้ศัตรูเอาไปโจมตีเพื่อ

    อย่างไรก็ดีความเปนจริงคือ มันก็ทั้งพรรคที่พูดแล้วก็ทำบ้าง พรรคที่พูดแล้วก็ไม่ทำ พรรคที่ลงมือทำแล้วไม่ทำให้ดี

    บางทีการไปคาดคั้นเอานโยบายกันตอนนี้ อาจไม่ได้สำคัญ
    เพราะการที่อธิบายนโยบายออกมาได้สวยหรู แต่พอถึงเวลาก็หาเหตุที่จะไม่ทำ

    ในทางกลับกันที่นโยบายมีช่องโหว่ แต่พอถึงเวลาที่จะลงมือทำ ภาคประชาชนสามารถเข้าไปร่วมปรับแก้นโยบายให้รัดกุมได้

    นโยบาย 30 บาท ไม่ได้ออกมาจากหัวของนายกโดยตรง ไม่ได้มาจากนโยบายแต่แรก
    แต่เกิดจากการที่นักวิชาการไปต่อรอง เรียกร้อง
    นายกสมัยนั้นเห็นว่าจะเพิ่มคะแนนเสียงตัวเองได้จึงเลือกทำ

    บางทีการเปนผู้บริหารมันไม่ใช่การมีไอเดีย มีนโยบาย
    แต่เปนการรู้จักตัดสินใจเลือกนโยบายจากหน่วยงานที่เหมาะสม

    ซึ่งการไปคาดคั้นเอานโยบายตอนนี้ ผลของมันก็แค่การหาเสียง
    นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องยอมรับ

  • ชายนิรนาม

    สิ่งที่ผมในคณะรัฐสาสตร์ ได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

    เพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวนั้นมันยังไม่ได้ตีแผ่ออกกสูสังคมอย่างเปิดเผย

    แม้ในขณะนี้ภายใต้ระบอบการเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และการแก่งแย่ง

    ทางคณะเอง ก็กำลังดำเนินการบางอย่างเผื่อชี้ทางสว่างตีแผ่ความจริงให้กับสังคม

    ในทางกระบวนการยุติธรรม ผมเชื่อว่าทางคระกำลังดำเนินการบางอย่าง เพื่อให้

    กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและควรจะเป็นอยู่นะครับ

  • ชายนิรนาม

    ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่เลวร้ายที่สุด แต่เป็นระบอบที่เลวร้ายน้อยที่สุด

    ในความคิดของผมเห็นว่า “ประเทศไทยยังไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิไตย”

    เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และการได้มาซึ่งระบอบ

    ประชาธิปไตยของคนไทยมันง่ายเกินไป หากเทียบกับนานาประเทศที่ใช้ระบอบ

    ประชาธิปไตยเช่นเดียวกับประเทศไทย และประเทศไทยยังมีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ

    ในอีกหลายเรื่อง หากว่าคุณลองสังเกตรอบตัวของคุณเองดีดี แล้วคุณจะเข้าใจกับคำว่า

    “ที่นี่ประเทศไทย” ครับ

  • Thaina

    ไม่เคยมีที่ไหนอยู่ๆก็เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาครับ
    เหมือนกับที่ไม่เคยมีใครเกิดมาแล้วใช้คอมพิวเตอร์เปนแต่แรก
    แต่การที่จะอ้างว่า เพราะใช้ไม่เปนจึงต้องไม่ให้ใช้ อันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูก

    และที่สำคัญยิ่งกว่าคือผมไม่รู้ว่าพวกคุณ นักรัฐศาสตร์ เรียนอะไรกันมายังไง ถึงได้คิดอะไรที่หลุดกรอบประชาธิปไตย
    คุณเอาสิทธิ์มาจากไหน ที่จะให้คนๆหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจในการปกครองควบคุมประชาชน โดยอ้างว่าประชาชนไม่เหมาะที่จะปกครองตัวเอง

    คนกลุ่มนั้นเอาสิทธิ์มาจากไหนที่จะมากำหนดชี้ทางคนอื่น โดยที่ไม่ต้องมีระบบตรวจสอบว่าคนที่ถูกชี้ทาง ถูกกำหนด ยอมรับในการถูกปกครอง
    มีใครที่มีอภินิหารมาจากไหน ถึงได้สมควรเข้ามากำหนดชีวิตคนอื่นได้โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง
    คุณถึงได้คิดออกมาว่า “คน” ไม่เหมาะสมกับ “ระบอบประชาธิปไตย”

    ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าคุณเรียนอะไรมาในคณะรัฐศาสตร์
    หรือเพราะคณะรัฐศาสตร์ของประเทศไทย สนับสนุนระบอบอำมาตย์เข้ากระดูกดำ ถึงได้ผลิตบัณฑิตอย่างคุณออกมา

    ความเปนประชาธิปไตยในบางที่มันอาจไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์ แต่แก่นแท้ของมันคือ จะใช้ยังไง ก็ปล่อยให้ประชาชนใช้กันเอง ไม่มีใครมีสิทธิ์มาใช้อำนาจพิเศษเหนือกว่าคนอื่น (ส่วนการใช้บารมีหรือชื่อเสียงมาชี้นำ อันนั้นห้ามกันไม่ได้)
    การที่ประชาชน “ยอม” ที่จะทิ้ง หรือใช้อำนาจของตัวเอง ในลักษณะไหนๆ มันก็คือเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

    คำว่า “ที่นี่ประเทศไทย” “Thailand Only” มันก็คือเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนตัดสินใจเอง
    แต่การที่คิดว่า “ประชาชนไม่เหมาะ” “ต้องมีคนควบคุม” “ใช้อำนาจนอกระบบเพื่อประชาธิปไตย”
    นั่นแหละที่มันหลุดกรอบประชาธิปไตย

  • pk

    ขอแสดงความคิดเห็นร่วมด้วย กับคุณ ชายนิรนาม บางครั้งเรามองดูว่า จริง ๆ แล้วคนไทยเราเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยได้ดีพอหรือยัง หรือเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยว่าอย่างไร? คำถามก็คือว่า เมื่อมีการเรียกร้องประชาธิปไตยทุกครั้ง เพราะเหตุใดจึงมีความรุนแรงเกิดขึ้นตามมา ถามคนที่เรียกร้องว่าต้องการอะไร คุณปู่ คุณลุง คุณป้า คุณตา ทั้งหลายว่า ประชาธิปไตยเป็นยังไงหรือ ได้คำตอบว่า ไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องการประชาธิปไตย ถามเด็กที่เรียนเรื่องการเมืองการปกครองก็ตอบว่าไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร กราบขออภัยคุณครูทุกท่าน บางครั้ง บางท่าน ก็เป็นสมาชิกพรรคเสื้อ… บางท่านก็เป็นหัวคะแนน บางท่านก็ไม่เป็นกลางทางการเมือง (ขออภัยหากตรงประเด็นเกินไป) พอถามตำรวจ ตำรวจก็บอกว่าเลือกพรรคนี้แหละเพราะได้เงินเดือนเพิ่มมากดี ขออภัยท่านข้าราชการตำรวจที่น้ำดี บางคนลงเวลาแล้วไปขายของช่วยเมียที่บ้าน การเข้าแถวเคารพธงชาติ ยังไม่ทำ แล้วท่านจะพิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างไร มันเลยกลายเป็นว่า จริง ๆ แล้ว ประชาธิปไตยควรเริ่มให้ข้าราชการทำความเข้าใจ หรือจะให้ประชาชนตาดำๆ ทำความเข้าใจกันเอง..แล้วก็เรียกร้องประชาธิปไตยไปวันๆ