“น้องปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย บุตรชายคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย กลับกลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดประเด็นเรื่องรถยนต์สุดหรู BMW Z4 ของปลื้ม ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ “สมถะ” ของนายชวนผู้เป็นพ่อ
ณัฐวุฒิเปิดประเด็น BMW Z4
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ปราศรัยหาเสียงโดยพาดพิงถึงนายชวน หลีกภัย ที่ประกาศว่าจะนำรถจี๊บเก่าที่เคยใช้หาเสียงมาทุกครั้งกลับมาใช้ใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายณัฐวุฒิได้ระบุว่านายชวนไม่ได้พูดถึงรถยนต์ของบุตรชาย นายสุรบถ หลีกภัย หรือ “น้องปลื้ม” ซึ่งปัจจุบันขับรถสปอร์ต BMW Z4
ด้านนายชวนได้ออกมาตอบโต้นายณัฐวุฒิสั้นๆ โดยบอกว่า “ขับรถจี๊ป มันรบกวนอะไรคุณณัฐวุฒิ”
ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
ก่อนที่จะเข้าไปยังประเด็นเรื่อง BMW Z4 ขอย้อนกลับมาดูชีวิตในปัจจุบันของ “ปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไรบ้าง
วันนี้ของ “ปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย
เมื่อครั้งที่นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนไทยทั้งประเทศคงคุ้นเคยกับภาพของ “น้องปลื้ม” เด็กชายสุรบถ หลีกภัย ผู้สนใจทางการเมืองจนได้ฉายาว่า “ใบมีดโกนน้อย”
แต่เมื่อนายชวนลงจากตำแหน่ง “น้องปลื้ม” ก็หายไปจากจอเรดาห์ของสื่อมวลชนไทย มีเป็นข่าวเล็กน้อยในช่วงหลังเมื่อรับตำแหน่ง “ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม” เมื่อปี 2553 เท่านั้น
วันนี้ “ปลื้ม” เปลี่ยนจากเด็กชายตัวน้อยมาเป็นชายหนุ่มวัย 23 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และหันมาทำกิจกรรมมากมายดังเช่นคนรุ่นใหม่ทั่วไป
นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยโฆษกกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว “ปลื้ม” ยังหันมาสร้างรายการทีวีออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ชื่อ VRZO ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอขนาดสั้นฉายบน YouTube อย่างสม่ำเสมอ

อีกบทบาทหนึ่งของ "ปลื้ม" ในรายการ VRZO
บนเว็บไซต์ของ VRZO ระบุตำแหน่งของ “ปลื้ม” ว่าเป็น
หน้าที่ในVRZO : พิธีกร,ประธานVRZO,ออกไอเดีย,ร่วมตัดต่อ,ร่วมออกแบบ,จ่ายเงินเดือน,ให้อาหาร แมว,ซื้อน้ำแจกกองถ่าย,เลี้ยงข้าวพนักงาน,และอีกมากมายเท่าที่2มือจะทำได้
ตัวอย่างรายการ VRZO ที่ “ปลื้ม” เป็นพิธีกรหลักของรายการ
“ปลื้ม” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงรายการ VRZO กับเว็บไซต์มติชนออนไลน์ดังนี้
หนุ่มปลื้มเล่าว่า มาทำทีวีออนไลน์ได้ไม่นาน โดยเพิ่งนำเสนอเป็นตอนแรก ผ่านทางยูทูป ใช้ชื่อรายการ “vrzo” ถ้าแปลง่าย ๆ แปลว่าพวกเราเยอะเลยมาเป็นคอนเซ็ปต์ของรายการ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแบรนด์เสื้อยืดและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่จะวางขายในเร็วๆ นี้อีกด้วย เป็นรายการขอสัมภาษณ์คนดูดี 100 คน แต่คนดูดีในที่นี้ไม่ใช่จะถามเฉพาะแต่คนที่หล่อที่สวยเท่านั้น จะถามคนที่มีบุคคลิกดีแล้วจะขอความคิดเห็นใน 1 หัวข้อ ซึ่งในแต่ละตอนจะเลือกหัวข้อที่วัยรุ่นสนใจ
“ตอนแรกที่ทำลงอินเตอร์เน็ตไปอาจจะแรงหน่อย ใช้ชื่อหัวข้อรูปลับ มาจากปัญหาที่กำลังพยายามรณรงค์กันว่าอย่าถ่ายรูปกับแฟนเรา เพราะจะมีปัญหาเรื่องรูปหลุด โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นชอบถ่ายรูปกับแฟนแล้วรูปหลุดลงอินเตอร์เน็ต เลยรู้สึกว่าอยากจะทำไกด์ออกมาว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรทำไมถึงถ่ายรูปลับ เราก็ไปสัมภาษณ์คุณผู้หญิง 100 คน ว่าถ้าแฟนขอถ่ายจริงๆ จะให้ถ่ายไหม แล้วเอาผลโหวตมารวมกันว่ามีกี่คนที่ให้ถ่ายกี่คนที่ไม่ให้ถ่าย ผลโหวตบออกมา 29 : 71 คือ 71 คนไม่ให้ถ่าย แปลว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการถ่ายรูปเราก็เอามาเป็นไกด์ให้กับเด็กได้ ว่ามันไม่ดี คนส่วนใหญ่ไม่ถ่ายกัน”
เส้นทางของ “ปลื้ม” ในฐานะเด็กชายลูกชายนายกฯ สู่การเป็นชายหนุ่มที่ค้นพบตัวตนของตัวเองเป็นสิ่งน่าสนใจ และเป็นตัวอย่างที่ดีของ “วัยรุ่น” ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างพื้นที่การแสดงออกของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม “ปลื้ม” ได้จากเฟซบุ๊กของเขาที่ Pleum Leekpai
วิถีชีวิต “หนุ่มฮิป” เซเล็บคนดัง
อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นปัญหา (ในทางการเมือง) ของ “ปลื้ม” ที่เริ่มส่งผลสะเทือนต่อบิดา “ชวน” ก็คือ ไลฟ์สไตล์ อันหรูหราฟู่ฟ่าของปลื้มเอง
ปลื้มเปลี่ยนจากเด็กชายวัยใส มาเป็นชายหนุ่มแต่งตัวฮิปฮอป ผู้แวดล้อมด้วยดาราและ “เซเล็บ” รุ่นใหม่ของสังคม ปลื้มปรากฏตัวในนิตยสารและงานแฟชั่นโชว์มากมายในฐานะ “เซเล็บ” คนดัง ส่วนรายการ VRZO ของปลื้มมีไฮโซหญิงรุ่นใหม่ “ชัญญ่า ยามาดะ” และ “ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล” หรือ “หญิงแม้น” มาช่วยเป็นพิธีกรหญิงให้ ส่วนตัวรายการเองก็มีแขกรับเชิญเป็นดาราชื่อดังของเมืองไทยมากหน้าหลายตามาให้สัมภาษณ์
ปลื้มเคยมีข่าวความสัมพันธ์กับ “หญิงแม้น” ซึ่งเขาออกมาปฏิเสธ และภายหลังก็ประกาศความสัมพันธ์กับ “ทับทิม” พิธีกรสาวจากรายการทีวี “สตอเบอรี่ชีสเค้ก” ทางช่อง 3 (ข้อมูลจาก MThai) ซึ่งเป็นชีวิตเหนือระดับที่ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันใฝ่ฝันถึง

ปลื้มและแฟนสาว "ทับทิม" (ภาพจาก Facebook)
SIU ขอเน้นย้ำว่า “ไลฟ์สไตล์” ของ “ปลื้ม” ไม่ใช่เรื่องผิด และมีวัยรุ่นอายุไล่เลี่ยกันอีกจำนวนมากที่มีวิถีชีวิตแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กรณีของ “ปลื้ม” พิเศษออกไปเพราะเขายังมีอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือ “บุตรชาย” ของชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีภาพลักษณ์สมถะและติดดิน ขวัญใจชาวบ้าน และเป็น “สัญลักษณ์” ของคนธรรมดา ลูกแม่ค้าขายพุงปลา ที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศได้ถึงสองสมัย
ชวน Jeep และปลื้ม BMW Z4
จุดที่เป็นประเด็นปัญหา (และสร้างความแตกต่างกับนายชวนผู้เป็นพ่อ) มากที่สุดของปลื้ม ก็คือรถยนต์สปอร์ตคันงาม BMW Z4 ที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยกขึ้นมานั่นเอง
นายชวน หลีกภัย ผู้เป็นบิดา มีรถจี๊ปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นรถคู่บารมี โดยนายชวนตัดสินใจซื้อรถคันนี้เมื่อปี 2512 เพื่อเป็นพาหนะสำหรับตระเวณหาเสียง ด้วยเงิน 23,000 บาท การลงพื้นที่หาเสียงใน จ. ตรัง บนรถจี๊บคันนี้ช่วยส่งให้นายชวนได้เป็น ส.ส. สมัยแรกได้สมใจ และภายหลังในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ มา นายชวนก็นำรถจี๊ปคันนี้มาเป็นพาหนะอยู่เสมอ
รถจี๊ปคันนี้ของนายชวนถูกซ่อมแซมใหม่ทั้งคันในสมัยรัฐบาลชวน 2 โดยอดีตคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำนายกรัฐมนตรี ด้วยงบประมาณ 200,000 บาท ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 นายชวนได้นำรถจี๊ปขับตระเวณหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ต้องจับตาดูว่าการนำรถจี๊ปนำโชคคันเดิมมาใช้ในการหาเสียงปี พ.ศ. 2554 จะช่วยผลักดันคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ได้มากน้อยแค่ไหน
ข้อมูลจาก OKNation บล็อกของนายตะเกียง
ในขณะที่ “นายหัวชวน” ผู้เป็นพ่อ มีรถคู่ใจเป็นรถจี๊ปสมัยสงครามโลก “ปลื้ม” ก็มีรถยนต์คู่ใจเช่นกัน แต่กลับเป็นรถสปอร์ตคันงาม BMW Z4 สีขาวเปิดประทุน ซึ่งเป็นรถยนต์ในฝันของคนไทยหลายคน (ราคาเริ่มต้นประมาณ 4-5 ล้านบาทขึ้นไป) และเขาก็อวดโฉมรถยนต์คันนี้อย่างภาคภูมิใจบน Facebook ของตัวเอง

ปลื้มกับ BMW Z4 (ภาพจากเฟซบุ๊กของปลื้ม)

ปลื้มกับ BMW Z4 (ภาพจาก Facebook)

ปลื้มกับ BMW Z4 (ภาพจาก Facebook)
ครอบครัวนายกฯ กับความเป็น “บุคคลสาธารณะ”
SIU ไม่มีข้อมูลว่าปลื้มซึ่งมีอายุเพียง 23 ปีนำเงินจากไหนมาซื้อ BMW Z4 คันนี้ ปลื้มอาจทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์ด้วยตัวเอง หรือนายชวนผู้เป็นพ่อซื้อให้ หรือว่ามีที่มาจากแหล่งอื่น คำตอบทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเราเชื่อในเบื้องต้นว่า BMW Z4 คันนี้มีที่มาอย่างสุจริต และเป็นความชอบธรรมอย่างเต็มที่ของปลื้มที่จะมี BMW Z4 ไว้ในครอบครอง
แต่ในทางการเมืองแล้ว การขับรถยนต์หรูอย่าง BMW Z4 คงไม่เป็นผลดีกับ “นายหัวชวน” ผู้เป็นพ่อมากนัก เพราะจะสร้างคำถามอย่างมากว่า “นายชวน” ผู้สมถะและมีทรัพย์สินแจ้งต่อสาธารณะไม่มากนัก หาเงินมาจากไหนเพื่อซื้อ BMW Z4 ให้บุตรชาย และนายชวนนั้น “สมถะจริง” ดังภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสังคมมาโดยตลอดหรือไม่
การเป็นบุตรของผู้นำประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน เพราะจะถูกจับตาอย่างหนักจากสังคมในฐานะ “บุคคลสาธารณะ” ของประเทศ (ตัวอย่างที่ดีคือชีวิตของสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษ)
กรณีที่คล้ายกับ “ปลื้ม” มากที่สุดน่าจะเป็น “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายคนโตของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ฟู่ฟ่าใกล้เคียงกัน ไม่ว่าการเป็นแฟนกับดาราสาวหลายคน และการเปิดบริษัทหลายแห่งที่อาจได้อิทธิพลของผู้เป็นพ่อช่วยผลักดัน
ถึงแม้กรณีของพานทองแท้จะสามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินจากฐานะอันร่ำรวยมหาศาลของ พ.ต.ท. ทักษิณก็ตาม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไลฟ์สไตล์ของนายพานทองแท้ในช่วงที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีส่วนต่อความนิยมของตัว พ.ต.ท. ทักษิณ และครอบครัวชินวัตร เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการ “หมั่นไส้” พานทองแท้นั่นเอง
ทุกวันนี้ “นายหัวชวน” หมดภาระจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ก็ยังมีบทบาทในการเมืองของประเทศอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงน่าจับตาดูว่าในระยะยาว บทบาทของ “ปลื้ม” จะส่งผลกระทบต่อ “ชวน” มากแค่ไหน และน่าตั้งคำถามไปถึง “น้องไปค์” บุตรชายคนเดียวของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัวเต็งนายกรัฐมนตรี ว่าในอนาคตจะเดินตามรอยของ “พานทองแท้” ญาติผู้พี่ และ “ปลื้ม” หรือไม่


