Practical Report บทกวีรักที่ 20

โดย Sheradia

Tonight I can write the saddest lines.

Write, for example, ‘The night is starry
and the stars are blue and shiver in the distance.”

The night wind revolves in the sky and sings.

Tonight I can write the saddest lines.
I loved her, and sometimes she loved me too.

Through nights like this one I held her in my arms
I kissed her again and again under the endless sky.

She loved me sometimes, and I loved her too.
How could one not have loved her great still eyes.

Tonight I can write the saddest lines.
To think that I do not have her. To feel that I have lost her.

To hear the immense night, still more immense without her.
And the verse falls to the soul like dew to the pasture.

What does it matter that my love could not keep her.
The night is starry and she is not with me.

This is all. In the distance someone is singing. In the distance.
My soul is not satisfied that it has lost her.

My sight tries to find her as though to bring her closer.
My heart looks for her, and she is not with me.

The same night whitening the same trees.
We, of that time, are no longer the same.

I no longer love her, that’s certain, but how I loved her.
My voice tried to find the wind to touch her hearing.

Another’s. She will be another’s. As she was before my kisses.
Her voice. Her bright body. Her infinite eyes.

I no longer love her, that’s certain, but maybe I love her.
Love is so short, forgetting is so long.

Because through nights like this one I held her in my arms
my soul is not satisfied that it has lost her.

Though this be the last pain that she makes me suffer
and these the last verses that I write for her.

จากหนังสือ Twenty Love Poems and a Song of Despair
ประพันธ์ Pablo Neruda
แปล W. S. Merwin

…………………………………..

มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงทศวรรษที่ 60 ที่ประเทศเวเนซูเอลา ครั้งหนึ่งขณะที่ Pablo Neruda นักกวีเอกของชิีลี จบการอ่านบทกวีของเขาให้ฝูงชนกว่าหกร้อยคนได้ฟัง ได้มีเสียงเรียกร้องจากลุ่มคนเหล่านั้นให้เขาอ่านบทกวีรักที่ 20 จากหนังสือรวมบทกวีรักที่ชื่อ Veinte poemas de amor y una canción desesperada (Twenty Love Poems and a Song of Despair) แต่ Neruda จำต้องกล่าวขอโทษ เนื่องจากเขาไม่ได้เตรียมหยิบบทกวีชิ้นนี้ พกติดตัวมาด้วย ฝูงชนหลายร้อยคนจึงได้พร้อมใจกันยืนขึ้น แล้วพร้อมกับเปล่งเสียงร่ายบทกวีที่ยี่สิบนี้เสียเอง

ไม่รู้ว่าเรื่องเล่านี้ มีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ชัดคือ Veinte poemas de amor ผลงานรวมบทกวีรัก 20 บทนี้ เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลก มีถูกแปลออกไปเป็นภาษาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และเป็นผลงานของ Neruda ที่ผู้คนรู้จักดีและได้รับการตีพิมพ์มากที่สุด

โดยส่วนตัว เป็นคนที่ไม่ค่อยจะสามารถเข้าถึงงานประพันธ์ประเภทโคลงกลอนอะไรสักเท่าไร แต่จำได้ว่า ครั้งแรก ที่รู้จักบทกวีรักที่ 20 นี้ กลับรู้สึกซาบซึ้งติดตรึงใจในทันที และคิดว่านี่คือเสน่ห์ของบทกวีรักของ Neruda นั่นคือ ความเรียบง่ายที่ไม่ต้องตีความ

ไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเชิงวรรณศิลป์้ที่ไหนมาวิเคราะห์หรือให้คำอธิบายใด ๆ เพื่อให้เราเข้าใจบทกวี เพราะนี่คือ “บทกวีของคนธรรมดา” ที่พวกเราทุกคนสามารถสัมผัสความรู้สึกทั้งหมดที่แฝงอยู่ในตัวอักษรเหล่านั้นด้วยตัวของเราเอง

รับรู้ถึงความเจ็บปวดทั้งหมดของชายคนนั้น เฉกเช่นเราเป็นผู้สูญเสียคนรักเสียเอง

เข้าใจทุำกสิ่งที่เขาพรรณาเสมือนดังกับว่า เรากำลังนั่งฟังมิตรสหายที่สนิทสนม รำพันถึงโศกนาฏกรรมของความรักของเขา ที่เราเคยได้รับรู้ ได้เห็นความเป็นไปของมันมาตลอด

เราไม่รู้สึกห่างเหินกับเหล่าตัวอักษรของบทกวี เพราะว่าเราไม่ได้มองเห็นมันเป็นตัวอักษรบนหนังสือ แต่กลับเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ มีอารมณ์และความรู้สึก …

  • เจริญชัย

    โชคดีที่ “เนรูด้า” เกิดในลาตินอเมริกา
    ประเทศที่คนส่วนใหญ่ยกย่องชื่นชม “กวี”
    ซึงหาได้ยากยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    ถ้าจำไม่ผิด คุณพี่ได้โนเบลวรรณกรรมในปี 1971

    ที่สำคัญ Satre นักปรัชญาชื่อก้องโลก ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล แต่ปฏิเสธรางวัลนี้
    และแนะนำว่า

    “ถ้าอยากมอบรางวัล จงมอบให้ เนรุด้า”

  • Sheradia

    คุณเจริญชัยสะกดผิดเปล่า? ต้องเป็น Sartre อ่ะน่ะ ถ้าหมายถึง ฌอง ปอล ซาร์ตร์

    ส่วน Neruda ที่ได้ลองอ่านชีวประวัติช่วงหนึ่งในวัยเด็กของเขา จะพบว่า เขาได้รับการแนะนำให้อ่านงานวรรณกรรมต่าง ๆ โดยนักกวีหญิง Gabriela Mistral ซึ่งเป็นครูโรงเรียนสตรีแถวบ้านของ Neruda

    ตัว Mistral นั้นก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเในปี 1945 ส่วน Neruda ได้โนเบลในปี 1971

  • เจริญชัย

    โอีะ ขอโทษที สะกดผิด

    บางทีอาจเพราะ ผมไม่ค่อยสนใจปรัชญา Existentialism มากเท่าไร
    แม้ว่าจะมีคนบอกว่า “นิยายกำลังภายใน” เรื่อง “ลี้คิมฮวง” สุดโปรด จะดำเนินเรื่องตามแนวปรัชญานี้ก็ตามที

    น่าแปลกใจที่ว่า ผมไม่ค่อยสนใจปรัชญาของฝรั่งเศสเลย ไม่ว่าจะเป็น Post Modernism พวกหลังโครงสร้างนิยม หรือแม้แต่พวกสัญญนิยม

    ผมจะชอบแนวปรัชญาเยอรมันมากกว่า
    รู้สึกว่า ปรัชญาฝรั่งเศสนั้น มุ่งวิจารณ์ มากกว่าจะหาทางออกให้สังคม
    ขณะที่ปรัชญาเยอรมันนั้น เน้นการสังเคราะห์ซึ่งถือเป็นการสร้างสิ่งใหม่

    มีนักปรัชญาฝรั่งเศสคนเดียวที่ชอบ คือ Bergson แต่แนวทางของแกก็จะใกล้เคียงกับเยอรมันมากกว่า คือ เน้นสังเคราะห์สร้าง ไม่ใช่ด่าชาวบ้านลูกเดียว

    ยังมีนักเขียนฝรั่งเศส ที่เน้นความรื่นรมย์ สังเคราะห์ประสบการณ์มนุษย์อย่างสลับซับซ้อน แต่กลับไม่ได้รางวัลโนเบล นั่นคือ Marcel Proust

    มีบทความเกี่ยวกับ “ลาตินอเมริกา” มาฝาก

    http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=144.0

    นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างละตินอเมริกา
    ยกย่องและชื่นชมกวี

    แต่ไม่รู้เพราะนิสัยที่อ่านหนังสือไม่แตกของชาวละตินหรือเปล่า
    จึงทำให้ชื่นชอบบทกวี ที่เน้นอารมณ์และจินตนาการสูง

    ผมไม่ได้ว่า คนที่ชื่นชอบกวี แต่ต้องอ่านให้แตก
    เหมือนกับที่ชาวยุโรป เชี่ยวชาญทั้งกวี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์

  • http://www.imenn.com iMenn

    ขณะอ่านบทความนี้ ยังไม่ทันเห็นชื่อผู้เขียน ก็เดาได้ทันทีว่าต้องเป็นท่านบิ๊กแน่นอน :)

    ส่วนเรื่องปรัชญา อาจเป็นเพราะผมมันพวกไม่อาจคิดเปลี่ยนแปลงสังคม กลับเป็นพวกอิสรชนโคดๆ กระมัง ผมเลยชอบแนว Exist ซะเหลือหลาย

  • เจริญชัย

    ไม่ใช่ผมเขียนนะครับ แต่เป็นคุณ Sheradia
    นักเขียนใหม่ของ SIU ครับ
    ผมเพียงแต่ให้ยืม account ไปใช้ชั่วคราวก่อนเท่านั้นครับ

    555 พี่เม่น จริงๆ ตอนนี้ผมก็ไม่ได้เน้นเปลี่ยนแปลงสังคมนะครับ
    ผมคิดเพียงว่า หากผมทำสิ่งที่รักให้ดี สังคมก็จะดีขึ้นเอง

    ดังนั้น การที่ผมเฉยๆกับ Exist จึงไม่ได้เป็นเพราะผมต้องการเปลี่ยนสังคม

    เพียงแต่รู้สึกว่าปรัชญาของฝรั่งเศสนั้น “แข็งแรง” เกินไป ไม่ค่อยเหมาะกับผมที่อ่อนแอและเปราะบางอย่างผม อิอิ

    ผมลืมนึกไปว่า พี่เม่น ชอบแนว Exist

    “เรามีอิสระในการเลือกเส้นทาง แต่ต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น โดยไม่เสียใจภายหลัง”

    แต่ก็แปลกที่ผมกลับชอบทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วิน ซึ่งก็โหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่า

    นอกจากนี้ “พุทธ” ที่ผมชื่นชอบ ก็มีส่วนคล้าย Exist แต่ที่ผมซาบซึ้งมากกว่า
    เพราะ “พุทธ” มีแนวทางให้เราเอาชนะทุกข์และปัญหาทั้งมวล

    ขณะที่ Exist ให้เรารับผิดชอบ โดยไม่บอกว่าเราต้องทำอย่างไร

    สำหรับ “พุทธ” ตามการตีความของผม หากคุณมี “สติ สมาธิ ปัญญา” มากพอ
    คุณก็จะเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่างๆได้
    ความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์ทม ก็น้อยลง

    ขณะที่ Exist ไม่ได้บอกว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะภาระอันหนักอึ้งของชีวิตได้

    อย่างไรก็ตาม การที่ผมได้รู้ว่า พี่เม่น นับถือ Exist ทำให้ผมเข้าใจพี่เม่นดีขึ้น

    ยิ่งกว่านั้น ผมยังรู้สึกถึง “ความเท่ห์” ของปรัชญานี้ยิ่งขึ้นไปอีก 555

    พี่เม่นอย่าลืมกลับไปอ่าน “ลี้คิมฮวง” นะครับ
    เห็นเขาวิเคราะห์กันว่า นี่แหละ พระเอก Exist ขนานแท้

  • http://siu siu

    ทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มาก ๆ ดีกว่า ความสุข ที่หาได้ง่าย ๆ แต่สำหรับบางคน หาได้ยากยิ่ง เป็นห่วง คนอื่น ช่วยเหลือ ผู้อื่น เป็นสุขที่ได้ ให้และรับ อยากมีจิตใจที่ดีงาม แต่โลก นี้ก้อโหดร้าย เกินไป