เอเอฟพีรายงานว่า นายเพียร์ สไตน์บรูเอค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี ให้สัมภาษณ์สื่อในเยอรมนีว่า มีคนบางกลุ่มในลอนดอนทำการล็อบบี้เพื่อสร้างอิทธิพลต่อจุดยืนของรัฐบาล อังกฤษในการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี 20) ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 24-25 กันยายน ซึ่งวาระสำคัญของที่ประชุมคือ การปฏิรูประบบการเงินเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำ โดยผู้ล็อบบี้กลุ่มนี้หวังจะขัดขวางไม่ให้มีการปฏิรูประบบการเงินโลก เพราะภาคการเงินนั้นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอังกฤษด้วยสัดส่วน 15% ของจีดีพี
ก่อนหน้านี้ นางคริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศส ออกมาระบุว่า สหรัฐอเมริกาและอังกฤษกำลังเพิ่มแรงคัดค้านข้อเสนอการปฏิรูปภาคการเงิน เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นศูนย์กลางการเงินสำคัญของโลกและภาคการเงินมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจค่อนข้างสูง
ที่มา : มติชน
…………………….
ความเห็น SIU
“มายาคติ” ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ก็คือ ทุกคนมี “โอกาส” ในการสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะมีความเสียเปรียบด้านเงินทุนและชื่อเสียง
แต่จากกรณี Lobbyist ขัดขวาง G20 ในการปฏิรูประบบการเงิน ได้สะท้อนถึง “การเมือง” เพื่อปกป้องธุรกิจ
แน่นอนว่า การที่เยอรมันออกมา “แฉ” ความไม่โปรงใสของอังกฤษ อาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของโลก แต่กระนั้นก็สะท้อนผลประโยชน์ของเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมในภาคการผลิต (Real Sector) มากกว่าภาคการเงิน (Financial Sector) ดังนั้น เยอรมันจึงไม่สูญเสียผลประโยชน์เทียบเท่าอังกฤษและอเมริกา
ในเมื่อประเทศพัฒนายังเป็นถึงขนาดนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่า “ประเทศไทย” จะมีความไม่เสรีของการแข่งขันในธุรกิจมากมายเพียงใด เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แท้จริงแล้วก็สะท้อนความขัดแย้งช่วงชิงของกลุ่มทุนใหม่และกลุ่มทุนเก่านั่นเอง
ความฝันในการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ดังเช่น Bill Gates และ Steve Jobs หรือแม้แต่ Richard Branson ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย หากประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ได้ (Transform Thailand)
จงละทิ้ง “วัฒนธรรมพึ่งพา” ที่ปล่อยให้ “การเมือง” ตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน โดยไม่ยอมรับรู้ว่าชะตากรรมในการสร้างตัว สร้างความฝัน สร้างธุรกิจของตนเอง มีความผูกพันที่ลึกซึ้งกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก
เสรีภาพในการทำธุรกิจ ย่อมต้องมาจากเริ่มต้นจาก “เสรีภาพ” ทางการเมือง ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้ หากคนไทยไม่ตื่นตัวที่จะลงทุน “เวลา” และ “แรงงาน” ในการสร้าง “การเมืองเครือข่าย” ที่ภาคประชาชนสามารถถ่วงดุลกับภาคการเมืองได้
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ หากเวลาส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทให้กับ “ธุรกิจ” ก็อาจลงทุน “เงินทอง” เพื่อสนับสนุนการเมืองเครือข่าย หรือหากชนชั้นกลางที่ไม่มีเงินทุนในการต่อสู้ทางการเมือง ก็ย่อมสามารถอุทิศหยาดเหงื่อแรงกายเพียงสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรวมตัวกันและสร้าง “การเมืองเครือข่าย” ให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่ถูกครอบงำจากการเมืองอีกต่อไป
โลกาภิวัตน์ทางการเงินเป็นเรื่องที่ดี แต่หากใคร “หลงเชื่อ” ว่านับจากนี้ “โลก” จะเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วย “โอกาส” ที่เพียงแต่มี “ความสามารถ” ย่อมสามารถหยิบฉวยและสร้างตัวได้ คนเหล่านี้ก็จะต้อง “เหนื่อยฟรี” พบกับความผิดหวังล้มเหลวตลอดชีวิต
