Practical Report การเมืองชนชั้นล่าง ตอนที่ 1 ประมาทธรรมของชนชั้นสูง

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“หวงอี้” เป็นนักเขียนที่มีพัฒนาการไม่สิ้นสุด แม้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามใน “มังกรคู่สู้สิบทิศ” รวมถึงผลงานก่อนหน้านี้ซึ่งยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน “เทพมารสะท้านภพ” และ “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” แต่เขายังไม่ยอมหยุดยั้งในการผลักดันชั้นเชิงการประพันธ์ให้ถึงจุดสูงสุดใหม่ (New High)

“จอมคนแผ่นดินเดือด” เป็นคำตอบที่ดี ยิ่งตอกย้ำคุณภาพของ “ยอดคนนิยายกำลังภายใน” ท่านนี้

ความโดดเด่นซึ่งแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมา คือ ความสมจริงสมจัง (Realism) ของเนื้อเรื่อง ลดระดับความตื่นเต้นเร้าอารมณ์(Romantic) ความผาดโผนโลดแล่น (Fantasy) ในนิยายเรื่องก่อนลง แต่ได้สอดใส่ความบีบเค้นเร้นรัดของสถานการณ์ ความผิดหวังขมขื่น และโศกนาฏกรรม (Tragedy) ซึ่งมนุษย์ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเข้ามา เพื่อเพิ่มความซาบซึ้งตรึงตราและเข้าอกเข้าใจ (Sympathy) ให้กับผู้อ่านซึ่งต้องพบเจอสถานการณ์คล้ายคลึงกันในชีวิตจริงที่ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ

บทความนี้ ต้องการหยิบยก “ความแตกต่าง” ที่สำคัญเรื่องหนึ่งของนิยายเล่มนี้ นั่นคือ การให้ความสำคัญกับ “การเมืองชนชั้นล่าง” ซึ่งเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ “หวงอี้” โดยใน “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” แทบทั้งหมดเป็น “การเมืองชนชั้นสูง” ขณะที่ “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ได้กล่าวถึง “การเมืองชนชั้นล่าง” อย่างประปราย แต่ทุกอย่างได้มาสำเร็จสมบูรณ์เป็นรูปร่าง ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” นั่นเอง

“ลัทธิเทพศาสดา” เป็นผู้เล่นหลักของการเมืองชนชั้นล่าง โดยถือเป็น “ขุมกำลัง” ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมช่วงชิงความเป็นใหญ่ แม้ในภายหลังจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเกินไป (เล่ม 22) แต่ระหว่างเรื่องกลับมีบทบาทไม่น้อยต่อการชี้ขาดสถานการณ์โดยรวมของแผ่นดินเดือด ที่น่าสนใจ คือ “เซี่ยเอี่ยน” ผู้หยิ่งผยอง และเป็นตัวแทนชนชั้นสูง ต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยความโกรธแค้นของ “ชาวนายากไร้” ทหารในสังกัด “ลัทธิเทพศาสดา” เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า “การเมืองชนชั้นล่าง” เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ หากผู้ใดโง่เขลาเบาปัญญา หลงคิดว่าชนชั้นล่างผู้ไร้การศึกษา มีชาติตระกูลต่ำต้อย ย่อมไร้คุณค่าความสามารถอันใด คงต้องประสบกับจุดจบที่น่าอนาถ เช่นเดียวกับ “เซี่ยเอี่ยน” ซึ่งไม่เคยเรียนรู้เรื่องชนชั้นล่าง เพราะคิดว่าไม่สำคัญ ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ประมาทกำลังฝ่ายศัตรู ลิ้มรสความพ่ายแพ้ต่อชนชั้นกเฬวรากที่ตนเองเคยดูถูก

อับยศอดสูถึงปานใด !!!

“สุมาเต้าจื่อ” แม้จะรู้ทันฤทธิ์เดชของชนชั้นล่างเป็นอย่างดี แต่คงไม่เคยคาดฝันว่า “จุดจบ” ของตน จะมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับ “ชนชั้นล่าง” แม้ความพ่ายแพ้ของตนเองจะเกิดจากการหลงกล “ชนชั้นสูง” อย่าง “หวนเสียน” แต่เขายังสามารถหลบหนีไปได้ไกลแสนไกล ถ้าไม่มี “เฉินกงกง” ผู้ทรยศ ซึ่งชนชั้นสูงใดจะทราบว่า สาเหตุเบื้องหลัง เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยถึงเพียงนี้(ในสายตาชนชั้นสูง) นั่นคือ หลังจาก “สุมาเต้าจื่อ” แย่งชิงอำนาจการเมืองมาจาก “เซี่ยอาน” อัครมหาเสนาบดีผู้ปราดเปรื่องที่สุดแห่งราชวงศ์จิ้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชนชั้นล่างเป็นที่สุด เขาได้เร่งลงมือทำทุกอย่างเพื่อการเสพสุขแห่งชนชั้นตน โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่น(ชนชั้นล่าง) จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด

สุดท้าย “สุมาเต้าจื่อ” ไม่อาจหนีรอดจากผลกรรมที่ตนก่อไว้ได้ ก่อนตายยังถูก “เฉินกงกง” ขันทีคนสนิท ตอบคำถามที่แสนเจ็บปวด “เหตุใดจึงทรยศต่อนายผู้มีพระคุณท่วมฟ้าเช่นนี้” ด้วยการเสียดสีเย้ยหยันที่เจ็บแสบยิ่งกว่า

มันไม่ต้องการฟังที่มาของเนินหลุมศพระเกะระกะ เฉินกงกงกลับบอกออกมาว่า “ละแวกนี้มีหมู่บ้านหลายแห่ง ที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดเป็นหมู่บ้านตระกูลเฉิน เมื่อตอนเซี่ยอานยังมีชีวิตอยู่ หมู่บ้านตระกูลเฉินมีประชากรนับพัน หลังยุทธการแม่น้ำเฝยสุ่ย ครอบครัวผู้มีอันจะกินออกฉุดคร่า ‘ผู้คน’ ไปเป็นหญิงรับใช้ในบ้าน บวกกับทางราชสำนักจัดตั้งกองกำลังเล่อสู่ กะเกณฑ์ชายฉกรรจ์และชาวไร่ชาวนาไปเป็นทหาร เป็นเหตุให้ไร่นาถูกทิ้งร้าง มีคนอดตายมากมาย ตอนนี้หมู่บ้านตระกูลเฉินกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ชาวบ้านที่เหลือพากันหลบหนีไปยังที่อื่น”

…น้ำเสียงของมันแฝงความชืดชาจากก้นบึ้งหัวใจ บวกกับสำเนียงที่เยือกเย็นพิกลของมัน ทำให้ผู้คนบังเกิดความหนาวเย็นจับใจ

…สุมาเต้าจื่อชักกระบี่ลืมจำนรรจ์ซึ่งเป็นกระบี่คู่มือออกมา ใบหน้าถอดสีหมดสิ้น กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เหตุใดจึงทรยศต่อเรา?”

เฉินกงกงหันกายมาช้าๆ หันหน้าหาอีกฝ่าย มองดูสุมาเต้าจื่ออย่างเฉยเมย ลดสายตาลงมองดูกระบี่ลืมจำนรรจ์ในมือมันก่อน ค่อยเบือนสายตามายังใบหน้ามัน กล่าวเสียงราบเรียบว่า “ท่านอ๋องก็รู้จักถามว่าเพราะเหตุใดหรือ ? อย่างนั้นเราขอถามท่านอ๋อง เหตุใดเซี่ยอานกับเซี่ยเสียนสร้างความดีความชอบอย่างยิ่งใหญ่ให้กับราชวงศ์สุมา กลับถูกบีบบังคับให้ออกจากนครเจี้ยนคัง? เหตุใดจู่ถี่ หวี่อี้ อินเฮ่า หวนเวินทยอยยกทัพขึ้นเหนือ ล้วนถูกราชวงศ์สุมาท่านยับยั้งจนพบกับความล้มเหลว? หากท่านสามารถให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่เรา เราจะบอกท่านว่าเหตุใดเราจึงขายท่าน”

(จอมคนแผ่นดินเดือด เล่ม 20 : 254-255)

วิจิตรบรรจงที่สุด แสดงถึงภูมิปัญญาสูงส่งของ “หวงอี้” คือ การเนรมิต “เปียนฮวน” ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันของทุกชนชั้นในเรื่อง (โดยเฉพาะชนชั้นล่าง) เมืองนี้ไม่มีในประวัติศาสตร์ แต่เป็นจินตนาการของหวงอี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นิยายเรื่องนี้ “หวงอี้” ให้ความสำคัญกับชนชั้นล่างอย่างมีนัยสำคัญ จนเพิ่มดุลอำนาจให้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการวางตำแหน่งเมืองนี้เป็น “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญจุดหนึ่ง ในการช่วงชิงความเป็นใหญ่

น่าทึ่งกว่านั้น การเพิ่มตำแหน่งของเมืองนี้เข้าไปในแผนที่ นอกจากช่วยสร้างสีสันให้เนื้อเรื่องแล้ว ยังทำให้นิยายมีความลงตัวถึงที่สุด ชนิดที่ว่าเมื่อตัดเมืองนี้ออกไปเรื่องทั้งหมดอาจต้องพังครืนลง

พิสดารซ้อนพิสดาร คือ เมืองเปียนฮวนนี้มีลักษณะคล้ายกับ “เมือง” ในยุคกลางของยุโรป ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นมหานครอย่าง ลอนดอน ปารีส ในปัจจุบัน โดยคนที่เข้าไปอยู่ในเมืองนี้ ในตอนแรกจะเป็นชนชั้นต่ำที่สุดในสังคม ประเภทว่า ลูกคนสุดท้าย ซึ่งพ่อแม่ได้แบ่งที่ดินทำกินให้ลูกคนโตคนรองไปหมดแล้ว

ชาวฮวนก็เช่นกัน ล้วนมาจากชนชั้นร้อยพ่อพันแม่ โดยไม่คำนึงว่า ก่อนเข้ามาท่านจะมีฐานะเช่นใด แต่เมื่อมาเป็นสมาชิกของเมืองแล้ว ทุกอย่างต้องทำตามกฎของชาวฮวน และแน่นอน ท่านจะได้รับอิสระเสรีภาพ อย่างที่เมืองอื่นไม่สามารถหยิบยื่นให้ท่านได้ (ช่างคล้ายคลึงกับ “เมืองในยุคกลาง” เสียนี่กระไร) เพราะแม้แต่เมืองทางเหนือ ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนมาก่อน ณ วันเวลาในท้องเรื่อง ก็มีลักษณะทางชนชั้นที่ชัดเจน จนยากที่คนยากไร้อย่างชาวฮวน จะมีที่ยืนได้อย่างสง่างาม

ความอิสระเสรีที่คนในเมือง “เปียนฮวน” ได้รับ ทำให้อาชีพการงานของคนในเรื่องนี้ มีความสดใหม่แปลกตา อย่างที่ตัวละครในเรื่องอื่นของหวงอี้ไม่อาจมีได้ เช่น จั่วขวงเซิง ทำมาหากินด้วย “การเล่าเรื่อง” ส่วนคุณชายเกาเอี่ยนกลับหากินคล่องกว่าด้วยการเป็น “สื่อกลางข่าวสาร” ซึ่งมีส่วนคล้ายกับ “สมาคมช่างฝีมือ” ในยุคกลางที่มีอาชีพหลากหลาย แตกต่างจาก “แมนเนอร์” ซึ่งเป็นดินแดนที่ทำกินด้วยการเกษตร ภายใต้อุปถัมถ์ของเจ้าที่ดินและอัศวิน

กองกำลังเป่ยฝู่ ซึ่งนับเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเรื่อง มีคนเก่งผุดบังเกิดขึ้นมากมาย ยังคงประกอบด้วยชนชั้นล่างอีกเช่นกัน การที่เซี่ยอานได้สนับสนุนเซี่ยเสียนให้จัดตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมา สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้ทรงภูมิที่สุดในนครเจี้ยนคังท่านนี้ ซึ่งมองเห็นแล้วว่า การรักษาสถานะอันฟุ้งเฟ้อของพวกตนไว้ได้นั้น ไม่อาจพึ่งพาเพียงกำลังแห่งชนชั้นตนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยกำลังชนชั้นล่าง ซึ่งมีความทรหดอดทน กล้าหาญฮึกเหิม พร้อมเป็นกองหน้าเข่นฆ่าศัตรู เห็นซึ้งความตายดุจการกลับสู่มาตุภูมิ (แน่นอน ถ้ามีทางเลือกใครเล่าจะยอมเป็นหน่วยกล้าตาย)

เซี่ยอานมีนโยบายปฏิรูปอีกมากมาย ที่เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นล่าง แน่นอนว่าย่อมมีเป้าหมายเพื่อชนชั้นสูง แต่ใครจะกล้าพูดได้ว่า นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่นโยบายที่ดีที่สุด เท่าที่การเมืองในช่วงนั้นเปิดโอกาสให้ นอกจากนี้ เซี่ยเสียน หลานชายผู้มีอัจฉริยภาพไม่แพ้กัน ได้สนับสนุนคนเก่งโดยไม่เลือกชาติกำเนิด โดยเฉพาะ “หลิวอวี้” ให้ได้มีส่วนร่วมความสำเร็จของ “ยุทธการเฝยสุ่ย” ยังไม่นับรวมถึง “หลิวเหลาจือ” และบุคคลอื่นซึ่งได้รับโอกาสไปก่อนหน้านี้แล้ว

“หลิวอวี้” เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของบทความนี้ เพราะในตอนจบของเรื่องและประวัติศาสตร์จริง บุคคลท่านนี้ได้ไต่เต้าจากชนชั้นยากไร้จนขึ้นเป็นถึง “เจ้าชีวิต” แห่งราชวงศ์ใต้

  • สุรศักดิ์ SIU

    ผมชอบข้อเขียนของคุณเจริญชัยชิ้นนี้มากตั้งแต่ปลายปี 2550 ที่คุณเจริญชัยได้ตกผลึกความคิดดังกล่าวจากวรรณกรรมกำลังภายในจีน “จอมคนแผ่นดินเดือด” มาบอกเล่าในรายการวิทยุที่จัดคู่กับผมในช่วงนั้น ในช่วงรัฐบาลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

    ข้อเขียนชิ้นนี้ของคุณเจริญชัยยังคงทันสมัยอยู่เสมอโดยเฉพาะในห้วงยามนี้

    ผมอยากให้ผู้มีบารมีทั้งในรัฐธรรมนูญและนอกรัฐธรรมนูญได้อ่านกัน โดยเฉพาะท่อนนี้

    “การเมืองชนชั้นล่าง” เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ หากผู้ใดโง่เขลาเบาปัญญา หลงคิดว่าชนชั้นล่างผู้ไร้การศึกษา มีชาติตระกูลต่ำต้อย ย่อมไร้คุณค่าความสามารถอันใด คงต้องประสบกับจุดจบที่น่าอนาถ เช่นเดียวกับ “เซี่ยเอี่ยน” ซึ่งไม่เคยเรียนรู้เรื่องชนชั้นล่าง เพราะคิดว่าไม่สำคัญ ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ประมาทกำลังฝ่ายศัตรู ลิ้มรสความพ่ายแพ้ต่อชนชั้นกเฬวรากที่ตนเองเคยดูถูก”

    ผมหวังว่าชนชั้นสูงของประเทศแห่งหนึ่งจะได้อ่านบทความนี้ของคุณเจริญชัย ก่อนที่อีกไม่ถึง 10 ปีข้งหน้า สถานะชนชั้นที่มั่นคงเป็นเวลานานจะเปลี่ยนแปลงไป

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณนะครับที่เอามาเผยแพร่ :) เขียนได้ดีมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะประโยคที่คุณสุรศักดิ์ยกมา

    ผมสงสัยนะครับว่าในประวัติศาสตร์โลกนั้น จีนเป็นประเทศที่มีกบฏชาวนา ล้มผู้ปกครองเดิม แล้วตั้งตัวเป็นผู้ปกครองประเทศเยอะที่สุด อย่างน้อยที่ผมจำได้ก็มีราชวงศ์ฮั่น กับหมิง และเหมาเซดุง ในขณะที่อาณาจักรอื่นๆ ไม่ค่อยมี เห็นจะมีแต่ปฏิวัติฝรั่งเศส กับปฏิวัติรัสเซียเท่านั้น ไม่ทราบว่าใครมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ

  • เจริญชัย

    กบฏชาวนา ที่สามารถล้มราชวงศ์ได้สำเร็จ มีไม่มากจริงๆครับ ในประวัติศาสตร์

    และเอาเข้าจริง “หลิวปัง” ก็ไม่ใช่ชาวนา แต่เป็นนายอำเภอ ที่อย่างน้อยก็น่าจะมีการศึกษาระดับหนึ่ง

    “จูหยวนจาง” ก็เคยบวชเป็นพระ
    “เหมาเจ๋อตุง” ก็ได้รับการศึกษาดี

    เลนินก็เป็นปัญญาชน
    ฝรั่งเศสก็น่าจะมีชนชั้นปัญญาชนเข้าร่วมด้วย

    ยิ่งกว่านั้น สังคมจีนยังมีความแปลกพิสดาร คือ ใครจะเป็นผู้ปกครองไม่สำคัญ ตระกูลของข้าต้องอิ่มหมีพีมันเท่านั้น

    ดังนั้น การยึดอำนาจของกองกำลังจากชนชั้นกลางและล่าง เช่น หลิวปัง และจูหยวนจางนั้น จึงอาจไม่ถูกต่อต้านมากนัก ขอเพียงไม่ไปทำลายผลประโยชนของชนชั้นสูงเดิมเท่านั้น พวกเขาก็พร้อมเปิดทางให้ “ผู้ปกครองใหม่” ทำลาย “ผู้ปกครองเก่า” ได้

    แต่ในประเทศอื่น ไม่ใช่อย่างนั้น ชนชั้นสูงอาจขัดขวาง หรือไม่งั้น “ผุ้ปกครองใหม่” ก็เอาเรื่องกับชนชั้นสูงเดิม

    การที่่ “จีน” มีลักษณะประนีประนอมกับชนชั้นสูงเดิมนั้น ในมุมหนึ่งก็ช่วยให้จีนเป็นปึกแผ่น แต่ข้อเสียคือ การปฏิรูปสังคมทำได้ยาก

    ในท้ายที่สุด “ยุโรป” จึงปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ก่อน แม้ว่าจีนจะมีโอกาสนั้นในช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งก็ตามที

    ไม่รู้ว่าตอบแบบนี้พอใช้ได้หรือยังครับ

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณนะครับคุณเจริญชัย สำหรับความคิดเห็น แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ
    1) ผมอาจจะใช้คำนิยามจำกัดไป จริงๆ แล้วผมหมายถึงกบฏที่ไม่ได้มาจากชนชั้นสูง แต่เป็นชั้นกลาง + ล่าง เช่นบุคคลที่ยกตัวอย่างมา กบฏส่วนใหญ่ที่สำเร็จในยุโรปเป็นพวกขุนนางทั้งนั้นหนะครับ ยกเว้นคอมมิวนิตย์
    2) จากตัวอย่างที่ผมยกมาไม่มีใครเป็นมิตรกับคนชั้นสูงเดิมเลยนะครับ สังเกตสิครับว่าธงหนึ่งที่ใช้นำขบวนคือการกำจัดขุนนางกดขี่ หลังจากการกบฏสำเร็จ ชนชั้นสูงเดิมก็ถูกจำกัดไปหมดสิ้น (ตอนนี้ผมพูดถึงการกบฏโดยชนชั้นล่างกับกลางนะครับ ไม่ใช่ชนชั้นสูง)
    3) การกบฏโดยชนสองชั้นนี้ในที่อื่นๆ เช่นยุโรปก็มีบ้าง แต่ไม่เคยมีขนาดใหญ่ และประสบความสำเร็จอย่างจีน น่าสงสัยว่าขุนนางยุโรปเค้าไม่กดขี่ชาวนาอย่างนั้นหรือ หรือว่าเค้ามีระบบ วิธีการคิดอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากจีน? ผมว่าน่าสนใจนะครับ ผมก็กำลังคิดเรื่องนี้เล่นๆ อยู่ :)