โดย ธานี ชัยวัฒน์ ALMA MATER STUDIORUM A.D.1088 – Universitá di Bologna
หมายเหตุ : บทความชุดนี้เป็นบทความลำดับที่ 3 ในชุด เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ Economics of Politics – Politics of Economics
(ตอนที่ ๓: “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” Chapter III: “Politics of Economics”) ซึ่งอาจารย์ธานี จะเขียนบทความในชุดนี้มาเผยแพร่ต่อเนื่องใน SIU ขอผู้สนใจโปรดติดตาม
…
ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เขียนถึง “เศรษฐศาสตร์” กับ “การเมือง” ว่าอยู่บนพื้นฐานเรื่อง “ความขัดแย้ง” ที่เหมือนกัน แต่เป็นความขัดแย้งคนละรูปแบบ โดยเศรษฐศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของ “ความขัดแย้งกันของผลประโยชน์” (Conflict of Interests) จึงพัฒนากลไกการต่อรอง (Bargaining Mechanism) เพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ต่อกันระหว่างคู่ขัดแย้ง ขณะที่การเมืองอยู่บนพื้นฐานของ “ความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์” (Conflict of Identities) ที่ไม่อาจจะสมประโยชน์กันได้ จึงต้องการ “กลไกการหาผู้ชนะ” (Winner Selection Mechanism) ที่จะมีความชอบธรรมในการตัดสินใจภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าว
องค์ประกอบของคำที่มีอยู่ 2 ส่วนคือ “เศรษฐศาสตร์” (Economics) และ “การเมือง” (Politics) สามารถผสมให้เกิดคำที่คล้ายกันขึ้นมาใหม่ได้ 2 คำคือ “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” (Politics of Economics) และ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง” (Economics of Politics) ซึ่งหากเราสามารถทำความเข้าใจทั้งสองคำนี้ได้อย่างลึกซึ้งก็จะทำให้เราเห็นภาพของเศรษฐศาสตร์กับการเมืองที่ปะปนกันอยู่ได้อย่างชัดเจน
ขอเริ่มต้นจากคำว่า “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” ก่อน โดยองค์ประกอบหลักของคำนี้คือคำว่า “การเมือง” ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ ที่มีต่อเศรษฐศาสตร์ ดังนั้น คำนี้จึงหมายถึง ความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ทางเศรษฐศาสตร์
อย่างที่ทราบกันดีว่าเศรษฐศาสตร์มีหลายสำนัก โดยหากเราจะแบ่งอย่างง่ายๆ เป็น 3 สำนักที่อยู่ขั้วซ้ายสุด (ค่อนข้าง)กลางและขวาสุด ก็จะได้สำนักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ (Marxism) เศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutionalism) และเศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิค (Neoclassical Economics)
ตารางที่ 2 เศรษฐศาสตร์ 3 สำนัก (3 Schools of Economic Thought)
| (ซ้ายสุด) Marxism |
(กลาง) Institutionalism |
(ขวาสุด) Neo-classics |
|
| บิดาของสำนัก (Founder) | Karl Marx (and Friedrich Engels) | Douglas North | (Based on) Adam Smith |
| หน่วยที่ใช้ในการวิเคราะห์ (Unit of Analysis) | ชนชั้น (Class) | สถาบัน (Institutions) | ปัจเจกบุคคล (Individuals) |
| กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Mechanism) | การวางแผนจากส่วนกลาง (Central Planning) | โครงสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Institutional Structure) | กลไกราคา (Price Mechanism) |
| ปัจจัยสนับสนุนให้กลไกประสบความสำเร็จ (Key Factor) | การปฏิวัติแรงงาน (Workers’ Revolution) | การปฏิรูปและการพัฒนาระบบสถาบัน (Institutional Reform and Development) | เสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Freedom of Economic Activities) |
ที่มา: คัดลอกและสรุปมาจาก กนกศักดิ์ แก้วเทพ, การบรรยายในห้องเรียนวิชา “ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง 1”, หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2007.
ขั้วขวาสุดคือ เศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิคจะวิเคราะห์บนพื้นฐานของปัจเจกบุคคลที่ทำหน้าที่ในการผลิตและบริโภค โดยเชื่อว่าแรงจูงใจของบุคคลและเสรีภาพในการเลือกจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนา นั่นคือ แต่ละคนต้องสามารถเลือกทำงานผลิตสินค้าหรือบริการที่ตนเองถนัดแล้วนำเอาสินค้าหรือบริการดังกล่าวไปแลกเปลี่ยน เพื่อการบริโภคในสิ่งที่ตนเองต้องการได้อย่างไม่มีข้อจำกัด สำนักนี้จึงต้องการกลไกตลาดเสรีมารองรับการแลกเปลี่ยนดังกล่าว โดยไม่ต้องมีรัฐบาลมาเกี่ยวข้อง
ขณะที่ขั้วซ้ายสุดคือเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ จะอาศัยชนชั้นเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ ชนชั้นแรงงาน (Labor) ที่เสนอขายกำลังแรงงาน (Labor Power) เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนที่ถูกกำหนดตามหน่วยเวลา กับชนชั้นนายทุน (Capitalist) ซึ่งสะสมทุนจากส่วนเกินมูลค่า (Value Surplus) ที่มาจากการขูดรีดแรงงาน (Exploitation) ระหว่างชนชั้นทั้งสองจึงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ โดยผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งนี้ได้คือรัฐ และต้องเป็นรัฐที่ถูกจัดตั้งโดยชนชั้นแรงงานเท่านั้น จึงจะสลายความขัดแย้งนี้ได้ และแนวทางหนึ่งที่จะได้มาซึ่งรัฐแบบนี้ก็คือมาจากการปฏิวัติของชนชั้นแรงงาน
เศรษฐศาสตร์สถาบันถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว โดยอาศัยสถาบันเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ สำนักเศรษฐศาสตร์สถาบันเชื่อในกลไกตลาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาไม่ต่างจากสำนักนีโอคลาสสิค แต่ก็ยอมรับว่ามีโครงสร้างสถาบันบางอย่าง เช่น กฎหมาย ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมหรือความเชื่อ ดำรงอยู่ในสังคมจนทำให้กลไกตลาดไม่อาจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้จึงสนับสนุนให้รัฐเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจในเชิงของการปฏิรูประบบสถาบันให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจากสถานการณ์ในชีวิตจริงเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยขอเกริ่นไว้ก่อนว่าตัวอย่างที่ยกมา อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดในสายตาของนักทฤษฎีที่เข้มงวด แต่เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนอันจะนำไปสู่การอธิบายคำว่า “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” ต่อไป
เมื่อเราเดินเข้าร้าน McDonaldที่มีหลายเคาท์เตอร์ขายแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งมีคนต่อคิวอยู่ เราย่อมเลือกเดินไปต่อคิวในแถวที่สั้นที่สุด คนถัดๆ มาก็จะเข้าแถวที่สั้นที่สุดสลับแถวกันไปเรื่อยๆ การกระทำเช่นนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลที่แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองอย่างเสรี นั่นคือหัวใจของกลไกตลาดแบบสำนักนีโอคลาสสิค สุดท้าย ทุกแถวก็จะมีความยาวเท่ากันหมดเสมอตลอดเวลา ซึ่งถือได้ว่ามีประสิทธิภาพ เพราะความพอใจของการเข้าแถวจะสูงที่สุดเพราะทุกคนเป็นคนเลือกเอง
หากเราเดินไปในช่องตรวจสัมภาระของสนามบินจะมีเจ้าหน้าที่กำกับอยู่ โดยเจ้าหน้าที่จะคอยบอกเราว่าให้เราเดินไปช่องตรวจไหน และเราไม่มีสิทธิเลือก ไม่ว่าจะเลือกถูกตรวจหรือไม่และเลือกเข้าช่องไหน โดยต้องทำตามที่เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกให้เราไป การกำกับดูแลโดยผู้มีอำนาจเช่นนี้คล้ายกับแนวคิดของระบบวางแผนจากส่วนกลาง ข้อดีก็คือ หากเจ้าหน้าที่คนนั้นทราบว่าช่องไหนมีผู้โดยสารที่มีสัมภาระมากหรือน้อยเข้าไปบ้าง ก็จะสามารถจัดสรรผู้โดยสารคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีความยาวของแถวเท่ากัน แต่ทุกคนใช้เวลาตรวจอย่างเท่าเทียมกัน
สุดท้าย หากเราเข้าไปทำธุรกรรมในธนาคาร เราจะเริ่มต้นจากการกดบัตรคิวที่มีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกรรมที่เราจะทำ ซึ่งเท่ากับว่าผู้มีอำนาจเข้าแทรกแซงแล้วในเบื้องต้นด้วยการจัดกลุ่มของเรา จากนั้นเราจะเปรียบเทียบเลขบัตรคิวของเรากับเลขคิวที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะทำธุรกรรมประเภทนั้นๆ หรือไม่ รวมทั้งยังตัดปัญหาเรื่องพนักงานคนไหนทำช้าหรือเร็ว และลูกค้าคนไหนใช้บริการมากหรือน้อย การกระทำแบบนี้เท่ากับว่า ระบบจะทำการให้ข้อมูลและแก้ปัญหาในเบื้องต้น นอกเหนือจากนั้น เป็นการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลเอง นั่นคือ โครงสร้างสถาบันทำหน้าที่ส่งเสริมให้กลไกตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบบอย่าง McDonald สังคมมีต้นทุนต่ำมาก เพราะไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ของ McDonald มาดูแล เช่นเดียวกับการไม่ต้องอาศัยบทบาทของรัฐ แต่ความไม่เท่าเทียมกันก็อาจเกิดขึ้นเสมอ นั่นคือ ความเร็วของแต่ละแถวไม่เท่ากัน รวมทั้งคนที่มากินบ่อยๆ ซึ่งรู้ข้อมูลมากกว่าก็อาจจะรู้ว่าแถวไหนเร็วกว่ากัน ขณะที่ระบบแบบสนามบิน หากเจ้าหน้าที่ไม่รู้จริง หรือเจ้าหน้าที่คัดเลือกรู้กันกับเจ้าหน้าที่ตรวจบางช่องที่อยากทำงานน้อยๆ การจัดสรรก็จะถูกบิดเบือน และสังคมก็จะเสียประโยชน์ สุดท้าย ภายใต้ระบบสถาบันแบบที่ธนาคารใช้ก็ต้องอาศัยการลงทุนที่สูงมาก ทั้งการลงทุนเริ่มต้นและค่าบำรุงรักษา รวมทั้งหากลูกค้าไม่ได้มีความรู้มากพอก็อาจจะทำให้ระบบนี้ใช้ไม่ได้ผล
หากเรานึกตามตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า แต่ละระบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้แน่ถ้าจะเอาทุกระบบมาใช้พร้อมกัน เช่น ให้ปัจเจกบุคคลเลือกเอง พร้อมๆ กับมีเจ้าหน้าที่คอยสั่งการและมีการกดบัตรคิวด้วย
เช่นเดียวกันกับแนวคิดที่มีพื้นฐานที่ต่างกันของสำนักเศรษฐศาสตร์ก็ย่อมนำไปสู่กระบวนการทางด้านนโยบายและปฏิบัติที่ต่างกันด้วย กล่าวคือ การอาศัยแรงจูงใจในการกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันกับการวางแผนจากส่วนกลางได้ รวมทั้งการปฏิรูปสถาบันก็อาจจะส่งผลต่อเสรีภาพทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นเรื่องของความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ทางเศรษฐศาสตร์(ในแต่ละสำนัก)ที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้ในเชิงที่ว่าจะทำให้แต่ละฝ่ายที่สนับสนุนแต่ละสำนักพึงพอใจเสียทั้งหมด เหมือนกับในบทความตอนที่แล้วที่อธิบายว่ากิจกรรมต่างๆ ย่อมไม่อาจทำให้ชาย-หญิง พุทธ-คริสต์-อิสลาม อุดมการณ์ทางการเมืองซ้าย-ขวาพึงพอใจพร้อมกันหมดได้
การที่แต่ละประเทศจะเลือกเอาระบอบใดมาใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องอาศัย “กลไกการหาผู้ชนะ” ตามแนวคิดของการเมืองเพื่อจะนำเอาอุดมการณ์นั้นมาบังคับใช้ และแน่นอนว่าสามารถถูกวิจารณ์ได้เสมอจากมุมมองของสำนักอื่นๆ
โดยสรุป “การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์” คือความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ทางเศรษฐศาสตร์(แต่ละสำนัก) ความขัดแย้งเช่นนี้จึงต้องการกลไกการหาผู้ชนะตามแนวคิดเรื่อง “การเมือง” มาบังคับใช้อุดมการณ์ดังกล่าว เช่น การที่บางประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาร์กซ บางประเทศเป็นระบบตลาด เป็นต้น และเมื่อมีการบังคับแล้วก็ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เสมอด้วยแนวคิดของสำนักอื่นๆ
นอกจากนี้ นิยามของการเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ในความหมายของเศรษฐศาสตร์การเมืองใหม่ (New Political Economics) แท้จริงแล้วมีความหมายเดียวกันกับเนื้อแท้ของคำว่า “เศรษฐกิจการเมือง” (Political Economy) ที่เรารู้จักกันดี
ในบทความตอนหน้าจะเป็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ คือ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง อันเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economics) ที่แยกกันโดยเด็ดขาดจากคำว่า “เศรษฐกิจการเมือง” (Political Economy)
