โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม
โปรตุเกสรับความช่วยเหลือจากEU
ในที่สุด เมื่อคืนวันที่ 6 เม.ย. 54 รักษาการ นายกรัฐมนตรีโปรตุเกสประกาศขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (EU) หลังจากที่ต้นทุนทางการเงินซึ่งสะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 1ปี ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 6% และพันธบัตรอายุ 6 เดือนปรับเพิ่มขึ้นที่ 5.2 % ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมากจากผลของสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กล่าวคือ รัฐบาลโปรตุเกสลาออกหลังจากที่ไม่สามารถผลักดันแผนการปรับงบประมาณรัฐบาลลง ทั้งนี้ Citi ประเมินว่าโปรตุเกสอาจจะขอรับความช่วยเหลือในวงเงินประมาณ 9 หมื่นล้านยูโรหรือเกือบ 50 % ของจีดีพี
ผมมีความเห็นส่วนตัวในการประเมินสถานการณ์ดังนี้
1 ) การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU จะสร้างความมั่นใจแก่ผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสที่ครบกำหนดก่อนปี 2556 ว่าการผิดนัดชำระหนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะมี EU เข้ามาช่วยเหลือ แต่พันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสที่มีอายุเลยปี 2556 ขึ้นไปอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับโครงสร้างหนี้ได้ (ดูข้อ 4)
2 ) ความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้นเป็นปรากฏการณ์ปกติของประเทศที่เข้าสู่วิกฤติทางการเงินขั้นรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยในปี 2540 นั้น หลังจากที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯ พลเอกชวลิตเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว รัฐบาลพลเอก ชวลิต ก็ลาออกและรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการนำของนายกฯ ชวน เข้ามาบริหารประเทศต่อ ซึ่งผลจากการรับเงื่อนไขที่เข้มงวดของ IMF คือ เศรษฐกิจไทยในปีต่อมาคือ 2541 นั้นหดตัวประมาณ 10.5 % และในช่วงดังกล่าว ค่าเงินบาทเคยอ่อนค่าไปถึง 50 กว่าบาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองและสถานะทุนสำรองประเทศไทย
ดังนั้น จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าข่าวร้ายทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะกดดันความรู้สึกตลาดต่อไประยะหนึ่ง แต่นักลงทุนควรแยกแยะให้ออกว่าตนอยู่ในสถานะใด ถ้าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โอกาสขาดทุนจะน้อยหรือต่ำมาก แต่ถ้าเป็นนักลงทุนในหุ้นเอกชนหรือหุ้นสามัญเอกชนจะเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากเศรษฐกิจของโปรตุเกสที่คาดว่าจะหดตัว
3) ในกรณีของโปรตุเกส นักการเมืองพยายามที่จะลดทอนตัวเลขการปรับลดงบประมาณให้น้อยที่สุดเพราะกลัวว่าเศรษฐกิจจะหดตัว อย่างไรก็ตาม การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU นั้นสะท้อนว่า อำนาจต่อรองของโปรตุเกสนั้นต่ำลงแล้ว และรัฐบาลโปรตุเกสจะต้องเร่งปรับลดงบประมาณรัฐ ผลคือเศรษฐกิจโปรตุเกสจะหดตัว มากกว่า 0.9 % ในปีนี้และปีหน้าอาจจะหดตัวต่อเนื่องแทนที่จะขยายตัว 0.5 % ดังนั้นข่าวร้ายทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะคงกดดันตลาดและนักลงทุนต่อไป แต่นักลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสควรระลึกว่าการเข้ามาช่วยของ EU นั้นเป็นประโยชน์ต่อตนเองในฐานะเจ้าหนี้ แต่เป็นผลลบต่อเศรษฐกิจลูกหนี้หรือคนโปรตุเกส
4) ความเสี่ยงที่นักลงทุนพันธบัตรจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาด คือดอกเบี้ยลด หรือถูกเลื่อนการรับผลตอบแทนนั้น จะเกิดขึ้นกับนักลงทุนพันธบัตรโปรตุเกสระยะยาวที่อายุพันธบัตรเลยปี 2556 เพราะโครงสร้างของกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (European Stability Mechanism หรือ ESM) ที่ผู้นำยุโรปจะจัดตั้งและให้มีผลในปี 2556 ไปนั้น อาจจะมีข้อกำหนดที่ปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ ซึ่งถ้ามีจะส่งผลลบต่อนักลงทุนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ตามที่ผมกล่าวไปในสัปดาห์ที่แล้ว
5) ปัญหาต่อไป คือใครจะเป็นรายต่อไป ที่จะขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน คำตอบคืออาจจะไม่มีประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือถัดจากโปรตุเกส เพราะประเทศที่อ่อนแอทางการเงินลำดับถัดไปคือ สเปน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากกล่าวคือ ใหญ่เกือบ 2 เท่าของเศรษฐกิจโปรตุเกส กรีซ และไอร์แลนด์รวมกัน ถ้าสเปน ขอรับความช่วยเหลือ ผลคือเศรษฐกิจสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศอาจจะกลับมาหดตัวและระบบเงินยูโรของ 17 ประเทศอาจจะพังลงพร้อมๆกับความเป็นสหภาพยุโรปที่จะสิ้นสุดลงหลังจากก่อตั้งมากว่า 50ปี เห็นได้ว่า เดิมพันของการปกป้องสเปนนั้นสูงมาก อีกทั้งการช่วยเหลือทางการเงินแก่โปรตุเกสคือการช่วยสเปนทางอ้อมเพราะสถาบันการเงินสเปนนั้นปล่อยกู้ในโปรตุเกสค่อนข้างมาก
