ความเครียด เปรียบประดุจ คำสาปแช่งลี้ลับของพระเจ้าที่มีต่ออารยธรรมมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งและโรคหัวใจที่ร้ายแรงแล้ว ยังส่งผลให้มนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นคนอ่อนแอทุกข์โศก ไม่กล้าเผชิญโลกความจริง ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานเพื่อสร้างสรรค์ผลงานยิ่งใหญ่ให้สมกับที่ถือกำเนิดเกิดมา
“คิดบวก (Positive Thinking)” นับเป็นปรัชญาใหม่ที่ได้รับการประดิษฐ์สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษยชาติ ในการรับมือความเครียดที่สับสนรุมเร้า ท่ามกลางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ซึ่งซับซ้อนฉ้อฉล ขณะที่ศาสนาแบบพิธีกรรมยังคงจมปลักกับวันคืนเก่าก่อน ไม่อาจปรับตัวให้เป็นแหล่งพักพิงได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ที่น่าเศร้าใจก็คือ ปรัชญาคิดบวกที่เต็มไปด้วยศักยภาพในการพัฒนาเป็นความหวังครั้งใหม่ของมนุษย์ในยุคนี้ ได้กลับกลายเป็นเครื่องมือของนักหลอกลวงบางกลุ่ม ซึ่งแปรเปลี่ยนแนวคิดลึกซึ้งละเอียดอ่อนให้กลายเป็นสูตรสำเร็จที่มักง่ายในการเสพติด ทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ใช้เป็นข้ออ้างในการเกียจคร้านหลบหนีโลก
การหมกมุ่นในตัวเองและการมองโลกในแง่ดีแบบคับแคบ ในระยะสั้นย่อมทำให้ความเครียดในการปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ได้รับการผ่อนคลายชั่วคราว โดยการกดทับไว้ในจิตใต้สำนึก หากเมื่อเวลาผ่านไปความเครียดที่สะสมไว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี ก็ย่อมปะทุกลายเป็นปัญหาสังคม ตั้งแต่โรคลักเล็กขโมยน้อยไปจนกระทั่งการฆ่าตัวตายเพื่อยุติชีวิตที่บัดซบโสมม ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาของบิดามารดาที่หัวใจสลายแหลกลาญ
1. ความสร้างสรรค์ (Creativity) = ความหลากหลาย + สัมผัสตื่นรู้ + ปรับตัวต่อยอด
ความเครียดย่อมเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์รอบตัวได้ โดยเฉพาะในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายซับซ้อน ก็ย่อมทำให้มนุษย์มีความน่าจะเป็นของภาวะเคร่งเครียดสูงล้ำกว่ามนุษย์ในอดีตมากมายยิ่ง
“คิดบวก” จึงเป็นวิถีแห่งการยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า มนุษย์ไม่อาจควบคุมโลกงดงามใบนี้ให้อยู่ในกรอบที่จิตใจคับแคบของเราปรารถนาให้เป็น ทางออกที่ดีที่สุด คือ การตื่นรู้ที่จะสัมผัสทุกส่วนสัดโค้งเว้าของจักรวาลด้วยมุมมองที่หลากหลายละเอียดลึก ไม่ด่วนตัดสินเลวดีแบบฉาบฉวยหยาบกระด้าง
สิ่งที่นักคิดแบบ Post-Modern ล้มเหลวก็คือ การบูชาความหลากหลายว่าเป็นสุดยอดปรารถนาในตัวมันเอง โดยลืมนึกไปว่าความหลากหลายที่มากเกินพอดี ย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยวเหงาอย่างถึงที่สุดเพราะไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้ถึงแก่นแท้ เนื่องจากคุณค่ารสนิยมที่มีร่วมกันได้ถูกทำลายลง
นักปรัชญาคิดบวก จึงไม่ควรหลงทางในกับดักของการต่อต้านหรือบูชาความหลากหลายอย่างงมงาย หากต้องเฉียบแหลมในการเชื่อมโยงความหลากหลายเพื่อสังเคราะห์เป็นความสร้างสรรค์ (Creativity) ที่จะปลดปล่อยโลกนี้จากความตึงเครียดซึ่งเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ตกอยู่ใต้ลัทธิบูชาความหลากหลายที่ทำให้มนุษย์หมกมุ่นพียงตัวเองเท่านั้น
Creative Economy ที่กำลังจะกลายเป็น “เศรษฐกิจแนวใหม่” ของประเทศไทย จึงต้องเริ่มต้นจากปรัชญาการมองโลกแบบคิดบวก เพื่อที่จะกล้าหาญในการเผชิญรับความไม่แน่นอนของชีวิต เสพซ่านความสุขจากการลิ้มรสและเรียนรู้โลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ไม่หวาดหวั่นที่จะแสวงหาคุณค่าร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น ละเลิกหวาดระแวงว่าความคิดของตัวเราจะไปครอบงำและทำลายความหลากหลายของผู้อื่น หรือความคิดของผู้อื่นจะมามีอิทธิพลเหนือความสร้างสรรค์ของตัวเรา
2. ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว 100 ครั้ง = สำเร็จอย่างยั่งยืน 1 ครั้ง
ความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ การเฝ้ารอให้ทุกสิ่งพร้อมมูลแล้วจึงกล้าลงมือทำ ย่อมเป็นเพียงความเพ้อฝันของคนคิดลบที่ขยาดกลัวที่จะต่อสู้ท้าทายกับความล้มเหลวนั่นเอง
ความบกพร่องของโลก นับเป็นโอกาสชั้นเลิศของคนคิดบวก ซึ่งปรารถนาดีในการเติมเต็มคุณค่าให้มวลมนุษยชาติ โดยมิพักต้องพรั่นพรึงว่าหยาดเหงื่อแรงงานที่ทุ่มเทลงไปจะกลายเป็นเพียงเศษซากชำรุดแห่งประวัติศาสตร์
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความล้มเหลว ก็คือ การสูญสิ้น “ทรัพยากร” สำหรับการล้มเหลวในครั้งต่อไป เพราะนั่นหมายความว่า การล้มเหลว 99 ครั้งที่ผ่านมา จะไม่สามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้เลย
นักปรัชญาคิดบวกจึงต้องมีสายตากว้างไกลในการบริหารจัดการทรัพยากร ตั้งแต่การชักจูงโน้มน้าวนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เพื่อสนับสนุนทุนรอนทางการเงิน การรังสรรค์ทีมงานอัจฉริยะ (Talent Ecology) เพื่อแสวงหาบทเรียนจากความล้มเหลวแต่ละครั้ง พลิกแพลงต่อยอดไปสู่กลยุทธ์แบบใหม่ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยกว่าในการล้มเหลวครั้งถัดไป จนกระทั่งความสำเร็จผุดปรากฏขึ้นมาให้ชื่นอกชื่นใจ
3. ความรัก = Less is More = ที่ว่าง + เติมเต็ม
Kahlil Gibran มหากวีแห่งศตวรรษที่ 20 เคยกล่าวไว้ว่า
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคน ได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
มนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน เป็นสัตว์สังคมที่ชื่นชมยินดีที่ได้อยู่ร่วมกัน หากทว่า มนุษย์ก็ปรารถนาเร่าร้อนในการเผยแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัว โหยหาความเงียบสงบแห่งการครุ่นคิดเพียงลำพัง
นักปรัชญาคิดบวก จึงไม่ต้องแบกโลกเพียงผู้เดียว ไม่พึงเชื่อถือว่าโลกจะอยู่ไม่รอดหากไม่มีตัวเรา หากทว่าควรรักโลกอย่างที่โลกเป็น
ความตาย นับเป็นความรู้สึกที่หลอกหลอนมนุษยชาติล้ำลึก วิธีรับมือที่ดี คือ การละทิ้งเรื่องราวไร้สาระ เพื่อทุ่มเทให้กับการทำงานที่รักและอยู่กับคนที่รักอย่างหวานชื่นเข้มข้น โดยไม่ต้องสำนึกเสียใจเมื่อโมงยามสุดท้ายของชีวิตได้เยี่ยมกรายเข้ามาอย่างมิทันเจริญสติภาวนา
มนุษย์ที่หลงใหลวิถีชีวิตแบบ “ชาล้นถ้วย” ไม่ว่าจะเติมเต็มความรักอย่างถึงที่สุดเพียงใด ก็ยังรู้สึกว่ามีสิ่งใดขาดหายตกพร่องไป วิธีที่ดีกว่าในการรับมือกับความรักและความตายก็คือ ที่ว่างและการปล่อยวาง เปรียบประดุจผลงานศิลปะชั้นเลิศ ที่ไม่จำเป็นต้องล้นเกินด้วยสีสันในทุกอณู หากปล่อยให้ผู้เสพรับได้ตีความคำตอบที่หลงเหลือเพียงลำพัง ในชายขอบมุมหนึ่งของจักรวาลที่สุขสงบลึก

Kafka ผู้ประพันธ์นวนิยายที่เขียนไม่จบ ดังเช่น The Trial, The Castleและ Amerika ก็กลับได้รับยกย่องว่าเป็น “1 ใน 3 นักเขียนที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20” ในขณะที่นักเขียนซึ่งมีผลงานดีเลิศและจบสมบูรณ์หลากหลายเล่ม กลับไม่ได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่นี้
นวนิยายของ Kafka อาจเขียนไม่จบเพราะผู้เขียนเสียชีวิตในปี 1924 ขณะที่มีอายุเพียง 41 ปี หรือแท้จริงแล้ว ผู้เขียนหยั่งรู้ว่านวนิยายหลากหลายเล่มนี้ไม่มีวันขีดเขียนให้จบสิ้นได้
ผู้อ่านจึงได้รับการปลดปล่อยให้ดื่มด่ำกับ “ความขาดห้วง” ของเรื่องเล่าที่ไม่รู้จบนี้เพียงลำพัง
การคิดบวก ทำให้เราสามารถปล่อยวางให้สรรพสิ่งสามารถเติบโตตามแนวทางของมัน ไม่ต้องกังวลว่างานที่ทำคั่งค้างในวันนี้ จะกลายเป็นความสูญเปล่าเมื่อผู้สร้างสรรค์ได้จากลาโลกนี้ไปตลอดกาล
