Practical Report ความเป็นไปได้ของการถดถอยของเศรษฐกิจโลก

สุรศักดิ์   ธรรมโม   บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด

ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงมากกว่าเดิม และตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักของความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นจากการปรับลดของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปีของสหรัฐและเยอรมันลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลประเทศยุโรปอื่นๆ เช่น อิตาลี กลับปรับเพิ่มขึ้นสวนทาง ทั้งหมดบ่งชี้ว่าอะไร ?

ตลาดกำลังบอกว่า ณ ขณะนี้ ตลาดกำลังกลัวว่า บางประเทศจะเบี้ยวหนี้ และความกลัวนี้มุ่งตรงไปที่อิตาลี และ ฝรั่งเศส แล้วมิใช่ประเทศกลุ่ม PIGS ดังแต่ก่อน ดังนั้นนักลงทุนจึงนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน เงินฟรังค์สวิสเซอร์แลนด์ เงินเยนญี่ปุ่น และทองคำ

ภาพประกอบโดย JB photographer จาก Flickr

ความกลัวลักษณะนี้ได้เพิ่มต่อเนื่องจนเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบ หมุนเวียนกลับไปกลับมา ( Negative Feedback Loop) กล่าวคือ เมื่อเกิดภาวะขาดความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ภาคการเงินจะเริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยดังที่กล่าวมาข้างต้น ผลคือเงินฟรังค์สวิสแข็งค่าขึ้นมาก จนธนาคารกลางสวิสฯ (SNB) ต้องประกาศนโยบายการพิมพ์เงินไม่จำกัดเพื่อตรึงค่าเงินของตนเองไม่ให้แข็งเกินไป เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนักจนฐานะทุนสำรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ภาคการเงินยังลดการปล่อยกู้แก่องค์กรหรือภาคธุรกิจหรือประเทศที่มีความเสี่ยงโดยมากคือประเทศในยุโรป

ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือภาคการผลิต จะเริ่มชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบ สะสมเงินสด เริ่มตรวจสอบเครดิตคู่ค้า และเตรียมปรับลดต้นทุนการผลิต แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเงิน จะเข้มแข็ง แต่ถ้าเผชิญกับวงจรป้อนกลับเชิงลบอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินที่เข้มแข็งจะอ่อนแอได้

เมื่อคำนึงถึงเศรษฐกิจของประเทศสำคัญเช่นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมทั้งภาคการเงินของประเทศดังกล่าวยังอยู่ในภาวะที่ยังไม่แข็งแกร่ง เมื่อเผชิญกับวงจรป้อนกลับเชิงลบตั้งแต่ต้นปีจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันให้เร่งตัวขึ้น แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นที่กระทบการผลิตสินค้าอิเลกทรอนิกส์และยานยนตร์ และที่สำคัญ ปัจจัยที่ป้อนผลลบสู่วงจรป้อนกลับมากที่สุด คือความไม่ลงรอยกันของผู้นำการเมืองในสหรัฐทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐไม่มีทิศทาง และการแก้ไขปัญหาหนี้สินสาธารณะในยุโรปที่แก้ปัญหาแบบซื้อเวลาและไม่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยลบที่ป้อนเข้าสู่วงจรป้อนกลับในการตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ ภาคการเงิน ภาคเศรษฐกิจจริงและภาคบุคคลธรรมดา โดยที่เศรษฐกิจการเงินโลก อยู่ในระบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯและยุโรป จะถูกหน่วยเศรษฐกิจต่างๆนำมาคิดและประเมินเพื่อตัดสินใจทางด้านการเงิน การลงทุน การใช้จ่าย และการผลิตในลักษณะทันทีทันใดเช่นกัน (Real Time)

การที่มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินกรีซในส่วนของการให้ภาคการเงินที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลกรีซสมัครใจเข้ามารับภาระหนี้สินโดยลดหนี้สินให้กรีซ 21 % หรือยืดหนี้ออกไป 15-30 ปี ซึ่งไม่ว่าภาคการเงินที่เข้าร่วมโครงการจะเลือกทางใดทางหนึ่งแต่ผลจะเป็นอย่างที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของดอยซ์แบงค์ Mr. Josef Ackermann ที่กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าสถาบันการเงินจำนวนมากในยุโรปจะไม่สามารถรับมือกับภาวะการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ (Write-down) จากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลตามมูลค่าตลาด นั่นเท่ากับว่า ถ้าสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนั้นไม่สามารถเพิ่มทุนได้จะล้มทันทีและจะเกิดภาวะธนาคารล้มต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และนำไปสู่วิกฤติการเงินโลกอีกรอบหนึ่งอย่างแน่นอน

เมื่อผนวกกับมาตรการปรับลดรายจ่ายทางการคลังของยุโรปที่เริ่มเข้มข้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ในหลายประเทศ ผลก็คือ ประเทศในยุโรปจะลดการนำเข้า และส่งผลกระทบต่อเยอรมันในฐานะที่เป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าเกินดุลจากยุโรปสูงถึงประมาณ 79 % ของการเดินดุลการค้าทั้งหมด จะต้องพบกับภาวะดุลการค้าลดลงและอาจจะขาดดุลการค้าได้ และส่งผลต่อเนื่องไปยังประเทศคู่ค้ายุโรป เช่น จีน ให้พบกับดุลการค้าที่ลดลงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว พัฒนาการของเหตุการณ์เลวร้ายลงตามลำดับ นักลงทุนบางส่วนเชื่อว่าการประกาศการจ้างงานใหม่ของประธานาธิบดีโอบามาและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (QE3) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ในเดือนก.ย. นี้ จะเป็น “ข้อมูลเชิงบวก” ที่ป้อนเข้าไปในวงจรป้อนกลับแทน “ข้อมูลเชิงลบ” และสร้างความเชื่อมั่นของภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอีกครั้ง ในความคิดของผม เมื่อคำนึงถึงความแตกแยกทางการเมืองของสหรัฐ และความอ่อนแอเชิงโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาของยุโรป ผนวกกับประการสำคัญคือ สัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ผมคิดว่า “ข้อมูลเชิงบวก” ในเดือนนี้ไม่สามารถทัดทานปัจจัยลบได้ เพื่อความไม่ประมาท รัฐบาลไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจ ควรเตรียมมาตรการรองรับเศรษฐกิจโลกกลับมาถดถอยอีกรอบ

หมายเหตุ-บทความนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2554

  • Noname

    พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ยังเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย อยู่เหรอ ?

  • Zneb

    ปลอดภัยในแง่ที่ว่าคุณเอาเงินเข้าๆออกๆจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่ว่าจะช่วงเวลาซื้อขายที่โตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก เพราะมีมูลค่าการซื้อขายรองรับมากกว่า 500,000-600,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน มีทุก Maturity ที่ต่อเนื่องกันมากๆไม่ต่างจาก Zero Coupon Bond ตลาดใหญ่มากๆรองรับเงินคุณได้เพราะมีขนาดเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว 

    ต่อให้เป็นแบงก์ชาติจีนก็สามารถขายทุนสำรองดอลลาร์หมดได้ภายใน 1 สัปดาห์เพราะตลาดสภาพคล่องสูงมากๆ ที่สำคัญธนาคารกลางทุกแห่งในโลกต้องมี Treasury Bond, Note และ Bill ไว้ใน Portfolio เพราะดอลลาร์ยังเป็นหลักในระบบการชำระเงินของโลกและทุนสำรองที่เป็นดอลลาร์ก็ถูกนำไปลงทุนกลับที่อเมริกา ขณะเดียวกันมันก็เป็นตลาดที่นักลงทุนสถาบันทั้งโลกรองรับ ที่สำคัญธนาคารกลางและกองทุนทั้งโลกก็มักจะ Roll Over พันธบัตรสหรัฐฯตลอดอยู่แล้ว ทำให้สหรัฐฯไม่มีปัญหาในการ Refinance หนี้เก่าและยังกู้ใหม่ได้ตลอด ถ้าเงินไม่พอยังให้ Fed ช่วยซื้อได้อีก ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้มันปลอดภัยที่สุดและเป็นที่ที่เก็งกำไรได้สนุกมือที่สุดด้วย