โดย เบ๊นซ์ สุดตา : Change Agents ผู้นำรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง
นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกมาก หลังจากที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (หรือเครดิตเรตติ้ง) อย่าง “เอสแอนด์พี” ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะยาว สำหรับการออกพันธบัตรเป็นในรูปสกุลเงินในประเทศและต่างประเทศ จากระดับสูงสุดคือ AAA ลงมา 1 ขั้นเหลือ AA+
เหตุผลที่โดนตัดเรตติ้งมาจากสหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถหาทางออกในระยะยาวที่ยั่งยืน ในการจัดการกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะได้ รวมถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในสถาบันทางการเมืองของสหรัฐฯ ดังที่เห็นได้จากการประจันหน้ากันเรื่องเพดานหนี้ของ 2 พรรคการเมืองใหญ่
ในห้วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนนั้น หลายฝ่ายต่างก็จับจ้องไปที่ผลกระทบในระยะสั้นที่มีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นหลัก แต่ถ้าหากมองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว การตัดเรตติ้งยักษ์เศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2011 นั้นดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะในอดีต เดือนสิงหาคมเคยเกิดเหตุการณ์ที่สะท้านระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกมาแล้ว
ย้อนอดีตปี 1971
ปี 2011 ถือได้ว่าเป็นช่วงครบรอบ 40 ปีพอดี ที่รัฐบาลสหรัฐฯ โดยนายริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงนั้นประกาศดึงสหรัฐฯ ออกจากระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard หรือระบบ Bretton Woods) ซึ่งผูกค่าดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้คงที่กับทองคำ และทุกประเทศที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เอาไว้ ก็สามารถนำดอลลาร์มาขอไถ่ถอนคืนเป็นทองคำกับทางการสหรัฐฯ ได้
ในคำแถลงของนายนิกสันทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1971 เขาได้ประกาศยกเลิก “การนำเอาดอลลาร์มาแลกเป็นทองคำได้” (Gold Convertibility) และนับจากนั้นโลกก็เข้าสู่ยุคการค้าเงินค้าทุนภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
อาจมองเหตุการณ์เมื่อปี 1971 ได้ว่าสหรัฐฯ มีการ “default” (ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด) แบบไม่เป็นทางการและแนบเนียน ก็เป็นได้ เพราะในตอนนั้น ฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ เริ่มมีปัญหาจากกับดักสงครามเวียดนาม อีกทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและความไม่มั่นใจของประเทศคู่ค้าใหญ่ในตอนนั้น คือเยอรมันตะวันตกและฝรั่งเศส ก็ส่งผลให้ทองคำไหลออกจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ในปี 1957 สหรัฐฯ มีทองคำสำรองกว่า 653.06 ล้านออนซ์ หรือกว่า 62% ของทองคำสำรองทั้งโลก แต่ในปี 1972 หลังจากคำประกาศของนิกสัน สหรัฐฯ ก็มีทองคำเหลือเพียง 275.97 ล้านออนซ์ คิดเป็น 27% ของทองคำสำรองทั้งโลกเท่านั้น สวนทางกับปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) และกว้าง (M2) ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่โตขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อผนวกกับเงินดอลลาร์ทั่วโลกที่เป็นทุนสำรอง ย่อมเกินกว่าที่สหรัฐฯจะรักษาคำมั่นภายใต้ระบบปริวรรตทองคำเอาไว้ได้ ซึ่งนั่นเสมือนเป็นการ default ล่วงหน้าแบบนิ่มๆ ไปก่อนนั่นเอง
เทียบเหตุการณ์ 1971 กับ 2011
มาครั้งนี้ แม้สหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการ default หรือผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการแบบฉิวเฉียดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯรักษา “อภิสิทธิ์เชิงสัญลักษณ์” หรือเครดิตระดับ AAA เอาไว้ได้
และหากเทียบกับในช่วงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จะเห็นว่าสภาพของปัญหามีความต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ตอนนั้นสหรัฐฯ มีปัญหาเสียดุลการค้ารวมถึงทองคำสำรองไปให้ประเทศคู่ค้าหลักนั่นคือ ประเทศในยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น จนท้ายที่สุดนำมาสู่การยกเลิก Bretton woods ในปี 1971 และเกิดความตื่นตกใจในโลกการเงินอยู่นับทศวรรษ และท้ายที่สุดนำมาสู่การจัดตั้งกลุ่ม G5 ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก และญี่ปุ่น
ประเทศเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักของโลกอยู่แล้ว และเป็นพันธมิตรกัน มีความสอดคล้องกันในทางการเมืองและความมั่นคง การรวมตัวกันตั้งเป็น G5 นั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 1974 หลังวิกฤตน้ำมันปี 1973 และนั่นทำให้เกิดโครงสร้างทางสถาบันเพื่อเข้ามาจัดการปัญหาหลังการล่มสลายของ Bretton Woods ในปี 1971
บริบทของปี 2011
แต่สำหรับบริบทในศตวรรษที่ 21 ที่ระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกผ่านร้อนผ่านหนาวและมีพลวัตที่รวดเร็วและผันผวนมากขึ้นนั้น บริบทของปัญหาได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กล่าวคือ คราวนี้ปัญหาวิกฤตได้เกิดขึ้นพร้อมกันในภาครัฐบาลของประเทศกลุ่ม G5 ดั้งเดิม (ที่ขยายเป็น G7 ในปัจจุบัน) ซึ่งหากเว้นแคนาดาไป 1 รายแล้ว ประเทศที่เหลือทั้ง 6 ล้วนตกอยู่ในภาวะวิกฤตทั้งสิ้น
นั่นส่งผลกระทบต่อความมั่นเชื่อในระบบเศรษฐกิจและสกุลเงินของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลกมานานนับแต่ปี 1971 คือ ดอลลาร์สหรัฐฯ ปอนด์ ยูโร และเยน ประเทศเหล่านี้ต่างมีปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงทั้งสิ้น และประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นก็ผ่านการโดนตัดเครดิตเรตติ้งมาแล้ว การที่ปัญหาวิกฤตหนี้ในเขตเงินยูโรลุกลามมาถึงอิตาลี (ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกและใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในเขตเงินยูโร) ก็ทำให้ปัญหามีแนวโน้มลุกลามไปยังธนาคารใหญ่ๆ ในฝรั่งเศสหรือเยอรมนีเอง ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีไว้เยอะ
แน่นอนการที่สหรัฐฯโดนตัดเรตติ้งเพราะปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงจากการใช้จ่ายในด้านสงคราม, ภาระด้านการจ่ายเงินในระบบประกันสังคมในอนาคต และการเข้าไปโอบอุ้มสถาบันการเงินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในยุคโอบามา จะทำให้สหรัฐฯมีหนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงอีกข้อว่า ในขณะที่สหรัฐฯ มีหนี้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมานับแต่ยุคเรแกนนั้น สหรัฐฯกลับสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการกู้เงินระยะยาว โดยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาอายุ 10 ปีได้ลดลงจากระดับ 14-15% ในปี 1981 จนเหลือแค่ 2% เศษๆในปี 2011
ที่น่าสังเกตคือ แม้สหรัฐฯ เสี่ยงต่อเรื่อง Default หรือเรตติ้งแค่ไหน ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีก็ลงอย่างต่อเนื่องโดยสิ้นเดือนกรกฎาคม ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีปิดที่ 2.79% ขณะที่วันที่อเมริกาโดนตัดเรตติ้งอยู่ที่ 2.56% และ ลงมาเหลือ 2.26% ในวันที่ 12 สิงหาคม
นั่นไม่น่าแปลกใจเลย หากจับสัญญาณจากท่าทีของธนาคารกลางใหญ่ๆ หลายแห่งที่มีทุนสำรองและถือดอลลาร์ไว้มาก

ประเทศเศรษฐกิจเก่า vs ประเทศเศรษฐกิจใหม่
แม้ว่าจีนจะออกมาตำหนิพฤติกรรมทางการคลังและนโยบายการเงินของสหรัฐฯอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้สหรัฐฯ มีความรับผิดชอบในการแก้ปัญหามากกว่านี้ แต่ยักษ์ในกลุ่ม BRICS ด้วยกันอย่างรัสเซียและบราซิล กลับมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างสงบเสงี่ยมกว่าจีนมาก โดยต่างยืนยันว่าจะยังลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อไปแม้โดนตัดเรตติ้งก็ตาม สอดคล้องกับท่าทีของญี่ปุ่นที่ยืนกรานเรื่องนี้อย่างชัดเจนมานานแล้วโดยยืนยันว่าจะลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯโดยไม่เกี่ยงเรตติ้ง ฟากประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็ออกมาแสดงความมั่นใจต่อสหรัฐฯ และในด้านของกลุ่มเศรษฐีน้ำมันอาหรับนั้นก็ออกมายอมรับว่า ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าดอลลาร์ในตอนนี้ และจะยังคงตรึงค่าเงินตัวเองไว้กับดอลลาร์ต่อไป
และแม้ว่าศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มที่ชัดเจน ว่ามีการเคลื่อนตัวไปยังประเทศเกิดใหม่นำโดยกลุ่ม BRICS ที่มีสัดส่วนของ GDP การค้า การลงทุน ขนาดของตลาดทุน และทุนสำรองต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีปัญหาของความลักลั่นในเชิงของระบบการเงินที่ยังด้อยกว่าและโครงสร้างระบบการเงินในปัจจุบัน ที่เงินสกุลหลัก 4 สกุลเดิมกลับยังครอบงำระบบเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง (แม้สัดส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าจะลดลง) ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของการที่ “ความไม่สมดุลของการจัดการเศรษฐกิจโลก” (Global Economic Governance Imbalance) ไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องมีการปรับฐานของโครงสร้างเงินตราสกุลหลักของโลก เพื่อให้เกิดความสมดุลในเชิงของอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ราคาสินทรัพย์ และดุลอำนาจทางการเงินโลกด้วย
นั่นส่งผลให้โลกเกิดปัญหาของเงินสกุลทางเลือก และส่งผลให้เงินตราของประเทศที่มีปัญหาหนี้สินสูงมาก สถิตอยู่ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอยู่ ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องซื้อเงินเหล่านี้เข้าทุนสำรอง และต้องขนทุนสำรองซึ่งอยู่ในเงินตราสกุลทั้ง 4 นี้ กลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศในกลุ่ม G5 ดั้งเดิม ส่งกระทบผลให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังลดลงแม้โดนตัดเรตติ้งแบบในกรณีของสหรัฐฯ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นก็ตาม
อัตราดอกเบี้ยในประเทศแกนเศรษฐกิจโลกดั้งเดิมที่ต่ำลง และต่ำกว่าประเทศเกิดใหม่ที่นำโดย BRICS ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถขยายการบริโภค การปล่อยสินเชื่อ และก่อหนี้สาธารณะได้อย่างต่อเนื่องแม้ในยามวิกฤตการเงินในช่วง 2007-2008
ในระยะสั้นนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้สหรัฐฯ หรือยุโรปจะเกิดปัญหามากเพียงใด แต่การที่โลกขาดทางเลือกที่ดีกว่าในตอนนี้ รวมถึงปริมาณทุนสำรองที่มีเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกและจะยังคงเพิ่มต่อไป พันธบัตรของประเทศในแกนเศรษฐกิจเดิมไม่ว่าจะพันธบัตรสหรัฐฯ หรือพันธบัตรยูโรเองจะยังคงสามารถขายได้ต่อเนื่อง เพราะแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงหนุนอยู่ โดยเฉพาะจีนที่ถือพันธบัตรสหรัฐฯมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์รวมถึงพันธบัตรยูโรเองที่ไม่น่าจะต่ำกว่า 500,000 ล้านยูโรจากทุนสำรอง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2011
ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน
แต่หากย้อนไปดูพฤติกรรมก่อนหน้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ทั้ง 2 พรรคการเมืองกำลังขับเคี่ยวเรื่องเพดานหนี้ มีสัญญาณที่น่าสนใจคือ ในวันที่ 7 มิถุนายน กลับมี ส.ว. จากพรรครีพับลีกันเสนอให้สหรัฐฯ default ชั่วคราว (หรือการพักหนี้สั้นๆนั่นเอง) เพื่อบีบให้ทำเนียบขาวจัดการสะสางปัญหาการขาดดุลงบประมาณแบบจริงจัง
นั่นทำให้ทางการจีนเดือดขึ้นอีกครั้งและถึงกับเตือนว่า อเมริกากำลัง “เล่นกับไฟ” และบอกว่าจีนมีวิธีจัดการไม่ให้สหรัฐฯ กล้า default ด้วย ท่าทีดังกล่าวทำให้แม้กระทั่งประเทศในกลุ่มอาหรับเองเกิดอาการหวั่นๆ และออกมาแสดงความกังวลต่อปัญหาของสหรัฐฯ ตามปกติแล้วประเทศอาหรับ (โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศความร่วมมือภูมิภาคอ่าวหรือ GCC ที่นำโดยซาอุดิอาระเบียและ UAE) จะไม่ค่อยออกมาวิจารณ์เรื่องเงินดอลลาร์เท่าไรนัก
นั่นยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่มีต่อเงินดอลลาร์ให้ติดลบหนักเข้าไปอีก
และเมื่อสหรัฐเผชิญกับปัญหาหนี้ที่สูงขึ้นต่อเนื่องและการเสีย AAA จากเอสแอนด์พีแล้ว ยิ่งทำให้เกิดการสั่นคลอนมากกว่าเดิม ซึ่งนั่นก็สะท้อนออกมาผ่านทางราคาทองคำที่สูงขึ้นซึ่งนับแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ประเทศเกิดใหม่ใหญ่ๆ ต่างเข้าซื้อทองคำเข้าทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการซื้อในช่วงที่ไอเอ็มเอฟประกาศขายเอง หรือการซื้อในตลาด
จุดนี้ก็เป็นจุดที่คล้ายคลึงกับช่วงหลังปี 1971 ซึ่งราคาทองคำถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 35 ดอลลาร์ไปทำสถิติสูงสุดในช่วงนั้นที่ระดับทะลุ 800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 1981 อันเป็นช่วงที่เกิดความตึงเครียดหนักในตะวันออกกลางจากสงครามอิรัก-อิหร่าน และในปี 2011 นี้ก็เกิดความตึงเครียดไปทั่วโลกอาหรับเช่นกันจากเหตุการณ์ Arab Spring ซึ่งย่อมมีผลต่อทั้งราคาทองคำและน้ำมันด้วย
ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน
นอกจากโลกจะเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นแล้ว ความไม่เชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ที่มากขึ้น ยังกระทบระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองแ ละความมั่นคงที่เป็นผลมาจากการครอบงำของเงินดอลลาร์แบบเบ็ดเสร็จนับแต่หลัง 1971 เป็นต้นมา คือ “ระบบเปโตรดอลลาร์” ให้สะเทือนตามไปด้วย
ระบบเปโตรดอลลาร์นั้นผูกโยงด้วยการที่ชาติอาหรับกลุ่ม GCC ขายน้ำมันในรูปดอลลาร์, การตรึงค่าเงินคงตัวไว้กับดอลลาร์ (ยกเว้นคูเวตที่อิงตะกร้าเงิน) และพันธมิตรด้านความมั่นคง ซึ่งความสัมพันธ์นี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ค้ำจุนฐานะเงินตราสกุลหลักของโลกของเงินดอลลาร์ด้วย
แต่ในวันนี้สถานการณ์ในตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนไปในลักษณะกลับขั้วแบบชัดเจน เพราะประเทศพัฒนาแล้วมีการบริโภคน้ำมันที่ลดลงสวนทางกับประเทศเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น
นับจากนี้การค้าน้ำมันโลกย่อมเบนเข็มมายังประเทศเกิดใหม่แน่นอน นำโดยจีน และยิ่งสถานการณ์ในโลกอาหรับเป็นเช่นนี้ โอกาสที่การส่งออกน้ำมันจากนอกแอฟริกา รัสเซียและคาซัคสถานจะมีการเบนเข็มจากดอลลาร์นั้นมีมากขึ้น เนื่องจากไม่มีพันธะในทางเศรษฐกิจและการเมืองผูกแน่นกับสหรัฐฯเหมือนโลกอาหรับ
โอกาสของ “เปโตรหยวน”
นอกจากนั้นแล้ว จีนเองก็มีการเปิดประตูการค้าด้วยเงินหยวนกับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อผนวกกับการวางยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกทั้งถนน ทางรถไฟ และท่าเรือที่เป็นโครงข่ายขนาดมหึมาบนเส้นทางสายไหม และเชื่อมไปถึงแอฟริกาและละตินอเมริกาได้นั้น ย่อมทำให้แหล่งทรัพยากรและตลาดการค้าทั่วโลกมีการเชื่อมโยงกับจีนได้
เงินหยวนย่อมมีบทบาทในการค้าสินค้าและโภคภัณฑ์เช่น น้ำมันได้ และอาจทำให้ระบบ “เปโตรหยวน” มีโอกาสตั้งไข่นอกโลกอาหรับและแทะเล็มพื้นที่ของระบบเปโตรดอลลาร์ได้ในยามที่ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ลดฮวบหนัก
บทสรุปบทเรียน AAA
ฉะนั้นแล้วถือได้เลยว่า การเสีย AAA ของอเมริกาและวิกฤตหนี้สาธารณะที่ลามไปทั่วกลุ่ม G5 เดิมนั้นถือเป็นการนับถอยหลังที่ไม่สามารถแก้ตัวได้เหมือนในครั้งหลัง 1971
เงินสกุลหลักในกลุ่ม G5 นั้นจะยังคงมีบทบาทในทางการเงินต่อไป แต่เราก็ไม่สามารถคาดหวังให้ประเทศกลุ่มนี้แก้ปัญหาของตัวเองแบบจริงจังและยั่งยืนได้ ความเสี่ยงของการ default มีได้ตลอดเวลา จากความซับซ้อนของกระแสเงินทุนที่ “ตัวเล่นภาครัฐ” จากประเทศเกิดใหม่นำโดย BRICS มีบทบาทชี้นำมาก ทำให้กระแสเงินทุนโลกสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะ “สงครามระบบการเงินโลก” (Global Monetary War) ได้ ซึ่งย่อมกระทบตลาดการเงินและระบบการค้าโลกตามมา
การลดเรตติ้งของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยเร่งให้การปรับโครงสร้างสกุลเงินสำคัญของโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น ทางเลือกอื่นนอกจากทองคำแล้ว ก็มีพันธบัตรสกุลเงิน BRICS โดยเฉพาะเงินหยวนที่เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่ม ซึ่งจีนสามารถใช้ประโยชน์จากการที่มีประเทศฐานทรัพยากรในกลุ่มหนุนหลังค่าเงินหยวนอีกที
ในแง่นี้แล้วจีนสามารถเป็นผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้หากเกิดการล้มครืนอย่างฉับพลันของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือแม้แต่ในยุโรปเองจากการ default โดยจีนสามารถร่วมมือกับประเทศในกลุ่ม BRICS พิมพ์เงินออกมา ซึ่งอาจมีเงินหยวนเป็นแกนหลัก เพื่อรับซื้อเงินดอลลาร์หรือแม้แต่เงินยูโรหากเกิดกรณีไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้นจริง โดยการใช้โภคภัณฑ์ของประเทศพันธมิตรช่วยค้ำอีกที และขยายสัญญา currency swaps และการผนึกกำลังกันของรัฐบาลและธนาคารกลางเพื่อเข้าค้ำประกันธุรกิจและระบบการเงินไม่ให้ล้มครืนอย่างฉับพลันได้
ท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดจะถูกตัดสินโดยการขับเคี่ยวของ G5 และ BRICS ในอนาคตที่อนุโลมไม่ได้แล้วนี้เหมือนในอดีต

