Practical Report การเมืองไทยหลังยุค “เหลือง-แดง” : ใครแพ้ ? ใครชนะ ?

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ “การเมือง” ก็คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้ “คนไทย” ส่วนใหญ่รู้สึกสับสน หวาดกลัว และตกอยู่ใต้อารมณ์หดหู่ มองไม่เห็นทางออกใดๆ

แต่หากมองให้ไกลออกไปจาก “ปัจจุบันขณะ” จะเห็นพลวัตและความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย จึงทำให้สามารถมองเห็น “อนาคตใหม่” ที่ท้าทาย

1. การเติบโตของ “นักการเมือง”

“นักการเมือง” ที่ใสซื่อบริสุทธิ์และทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างเต็มที่ คงไม่มีอยู่บนโลกใบนี้ แม้แต่ประเทศพัฒนา ก็ยังขนานนามนักการเมืองว่า “Necessary Evil” แต่กระนั้น ประเทศพัฒนาก็ซาบซึ้งดีว่า ภายใต้โลกที่ไม่สมบูรณ์ใบนี้ “นักการเมือง” คือ ผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า “ทหาร” หรือ “ข้าราชการ”

ในเมืองไทยนั้น จะเห็นพัฒนาการและการเติบโตของนักการเมืองที่เข้ามา “แบ่งอำนาจ” จากทหารและข้าราชการอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมี “รัฐประหาร” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่การเติบโตของนักการเมือง ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ หากเกิดจากการเติบโตของระบบทุนนิยมไทยที่ผูกติดกับ “โลกาภิวัตน์” มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ “ทหาร” และ “ข้าราชการ” ไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้

“นักการเมือง” ที่เคยอิงแอบกับข้าราชการและทหาร จึงเริ่มสะสมทุนและขุมกำลังเพื่อสร้าง “พื้นที่อำนาจ” ให้กับกลุ่มของตนได้มีที่ยืนอย่างมั่นคงในการเมืองไทย

3 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “นักการเมือง” ไม่จำเป็นต้องตกเป็น “เบี้ยล่าง” ของทหารอีกต่อไป แต่สามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในฐานะ “คู่เจรจา” ที่ทัดเทียมกัน

2. การเติบโตของ “นักธุรกิจ”

ในอดีตที่ผ่านมา “นักธุรกิจไทย” ถูกกล่าวหาตลอดมาว่าสยบยอมกับอำนาจรัฐ แต่ในปัจจุบันนี้ นักธุรกิจได้สะสมทุนและอิทธิพลอำนาจ จนเพียงพอที่จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการประเทศมากขึ้น แน่นอนว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่ยังสงวนท่าทีที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่กระนั้นก็จะเห็นว่า “นักธุรกิจ” ไม่ใช่ผู้เล่นที่จะเดินตามอำนาจรัฐอย่างเซื่องซึมอีกต่อไป แต่นักธุรกิจสามารถส่งอิทธิพลทางการเมืองได้ในหลายทิศทาง

ในช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะเห็นได้ชัดเจนถึงการร่วมประสานระหว่างนักธุรกิจและนักการเมือง กลายเป็นอำนาจที่คุกคามข้าราชการและทหารได้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดจะโดนตอบโตกลับไป แต่กระนั้น ทหารก็กลับไม่สามารถ “คิดบัญชี” กับนักการเมืองและนักธุรกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

3. การปรับบทบาทใหม่ของ “ทหาร”

หลายคนอาจกำลังหวาดกลัวว่า “ทหาร” จะกลับมามีบทบาททางการเมืองเหมือนในยุคก่อน “พฤษภาทมิฬ 2535” อีกครั้ง

แต่จากพัฒนาการของระบบทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ รวมถึงการเติบโตของนักการเมืองและนักธุรกิจ ได้ร่วมกัน “บีบ” ให้ทหารมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ดังนั้น ทหารจึงไม่สามารถเล่นบทบาททางการเมืองโดยตรงได้อย่างเต็มที่เหมือนในอดีตอีกต่อไป

บทบาทใหม่ของ “ทหาร” คือ เล่นการเมืองโดยผ่าน “นักการเมือง” ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในภาวะที่บ้านเมืองวุ่นวายเหมือนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่า “นักการเมือง” ต้องหยิบยื่นงบประมาณมหาศาลเพื่อแลกเปลี่ยนกับการหนุนหลังของทหาร แต่กระนั้นก็ยังคงดีกว่าในอดีตที่ทหารเข้ามาวุ่นวายกับการเมืองโดยตรง

4. พัฒนาการของ “ประชาสังคม”

ยุคโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ “ข้อมูลข่าวสาร” สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประชาสังคม จึงสามารถเติบโตและมีบทบาทได้อย่างรวดเร็วในสนามการเมืองไทย

“ประชาสังคม” สามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว หากรู้จักใช้ “สื่อ” ให้เป็นประโยชน์ทั้งโดยผ่านเว็บไซต์ เว็บบอร์ด ทวิตเตอร์ เพื่อให้แพร่ไปสู่หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งหากประเด็นใดมี “น้ำหนัก” มากพอ ก็ย่อมส่งผลสะเทือนทางการเมืองได้

แน่นอนว่า การเกิดขึ้นของเสื้อแดงและเสื้อเหลือง อาจถูกตีความว่าเป็น “ประชาสังคมที่ไม่พึงปรารถนา” แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ได้เพิ่มความตื่นตัวที่จะเรียนรู้ทางการเมืองให้กับประชาชนอย่างที่ “ประชาสังคม” ในอดีตไม่อาจทำได้

ยิ่งกว่านั้น ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง และประชาสังคมกลุ่มอื่นๆ ต่างได้รับประโยชน์ในการพัฒนาและเติบโตจากเหตุการณ์วุ่นวายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

5. ผู้ปรับตัวเท่านั้นที่อยู่รอด

ความปั่นป่วนทางการเมืองไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนหนึ่งอาจจะโทษ “อดีตนายกฯ” ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ในขณะที่อีกส่วนก็จะโทษ “อำมาตยาธิปไตย” แต่หากพิจารณาตามบริบทการพัฒนาของสังคมไทยแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดว่า ความวุ่นวายทางสังคมนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอำนาจ ที่นักการเมือง นักธุรกิจ และประชาสังคม เข้ามามีบทบาทใน “โครงสร้างการเมืองไทย” มากขึ้น

การเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) เข้าสู่ “โครงสร้างใหม่” ในครั้งนี้ จึงต่างจากในสมัย 2475 ซึ่งเป็น “การแทนที่” จากอำนาจในมือกลุ่มหนึ่งย้ายมาเป็นอำนาจของอีกกลุ่มหนึ่ง แต่การเปลี่ยนผ่านนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปนี้จะเป็น “การจับมือ” ระหว่าง “นักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร และประชาสังคม” เพื่อปรับตัวตามการแข่งขันอันรุนแรงในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก

เนื่องจาก “อำนาจ” มีจำกัด แต่ผู้เล่นมีมากกว่าเดิม ดังนั้น แต่ละ “ปีก” ของนักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร และประชาสังคม จึงต้องแย่งชิงกัน “เลือกคู่” ที่เหมาะสมและแข็งแกร่งเพื่อผลักดันตนเองเข้าสู่ชัยชนะแห่งเกมอำนาจ

“โครงสร้างอำนาจ” ที่เปลี่ยนใหม่นี้ จึงทำให้ “ปีก” ที่หลากหลายของนักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร และประชาสังคม ล้วนต้องรีบพัฒนาตนเองขนานใหญ่ เพื่อให้ “ปีก” ของตนเองมีอำนาจต่อรองในการเลือกคู่ที่เหมาะสมและแข็งแกร่งในการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ภายใต้การแข่งขันที่มี “ผู้ผลิต” นโยบายหลากหลายรายเช่นนี้ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ “ผู้บริโภค” ซึ่งก็คือ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ความซับซ้อนและสับสนวุ่นวายเหมือนจะเข้าสู่กลียุคของการเมืองไทยในช่วงนี้ จึงเป็นเพียงกลไกการ “จับคู่” ของผู้เล่นในกลุ่มต่างๆที่ยังไม่ลงตัวเท่านั้น ในระยะสั้นอาจเป็นผลเสียหายต่อประเทศชาติ แต่ในระยะยาวแล้ว การปล่อยให้แต่ละ “ปีก” ของนักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร และประชาสังคม ได้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อค้นหา “คู่ที่เหมาะสม” จึงเป็นกลไกหนึ่งในการคัดเลือก “ส่วนผสมที่ดีที่สุด” มาขับเคลื่อนประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ “โครงสร้างใหม่” ที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้และแสวงหาผลประโยชน์จากยุคโลกาภิวัตน์ที่ไร้ความปราณ๊สำหรับผู้อ่อนแอ

การเมืองแบบ “เหลืองแดง” จึงอาจเป็น “รอยต่อ” สุดท้ายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าที่มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว โดยกำลังปรับทิศทางเข้าสู่ “การเมืองเครือข่าย” ที่ไม่มีกลุ่มใดสามารถ “ผูกขาด” และครอบครองอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไป แต่จะต้องรู้จักพัฒนาปรับตัวเพื่อให้ “กลุ่มผลประโยชน์” ของตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสมกับ “กลุ่มผลประโยชน์” ที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันรับมือกับรับมือกับศัตรูภายนอก

ใครแพ้ ? ใครชนะ ? คงไม่อาจบ่งบอกได้จาก “สีเสื้อ” แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับโครงสร้างการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง เพื่อนำไปสู่ “อนาคตใหม่” ที่ดีกว่าเดิม