Practical Report สัมภาษณ์ ประชา สุวีรานนท์: รีดีไซน์ “ไทยๆ” แลนด์

การออกแบบดูจะเป็นเรื่องที่ทั้งใกล้และไกลตัวเราไปพร้อมกัน เพราะในชีวิตประจำวันของเราคงต้องใช้สอยหรืออย่างน้อยก็ผ่านตาซึ่งผลงานนับไม่ถ้วนที่ผ่านการครุ่นคิดจากนักออกแบบ แต่นอกจากผู้คนในแวดวงนักออกแบบด้วยกันเองแล้ว คนทั่วไปคงไม่ได้ตระหนักถึงความเป็นมาหรือความคิดเบื้องหลังของสิ่งที่ ถูกออกแบบ อันปรากฏเบื้องหน้าสายตาตน

คุณ ประชา สุวีรานนท์ เป็นคนในแวดวงออกแบบที่สามารถนำเรื่องราวเหล่านี้มาสู่ผู้คนในวงกว้างจนได้รับความสนใจล้นหลาม ในคอลัมน์ ดีไซน์ คัลเจอร์ คุณประชาไม่เพียงนำประวัติชิ้นงานหรือวิธีทำงานของนักออกแบบมานำเสนอเท่านั้น หากยังนำพาคนอ่านไปพบเห็นความเชื่อหรืออุดมการณ์เบื้องหลังผลงานหรือความคิดผู้ออกแบบเอาเลยทีเดียว

หรือในหนังสือ อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ คุณประชาได้ชวนพินิจผลงานโฆษณาช่วงก่อน พ.ศ. 2540 และได้เสนอปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ไทยๆ” ซึ่งดูจะเดินเล่นและยั่วล้อความเป็น “ไทย” ไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เมื่อสังคมไทยเดินหน้าต่อไปหลังจากงานโฆษณาแบบ “ไทยๆ” ได้ปรากฏออกมาร่วมทศวรรษ เรามีโอกาสได้สนทนากับคุณประชาอีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของเหตุการณ์ทางการเมืองและความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีทันสมัย คุณประชาได้ชวนให้เราลองใช้ของเล่นในอินเทอร์เน็ตอย่าง “ภาษาสก๊อย” หรือถ้อยคำทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง “ไพร่” เพื่อมองภาพที่กว้างและไกลออกไป

ประชา สุวีรานนท์

ประชา สุวีรานนท์

SIU: อยากให้เล่าสักนิดถึงที่มาของหนังสือ อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ เป็นหนังสือเกี่ยวกับปรากฏการณ์เล็กๆ ปรากฏการณ์หนึ่งในวงการศิลปะและออกแบบ นั่นคือ การ “ดูดกลืน” icon หรือวัตถุสิ่งของที่มีลักษณะ “ไม่ไทย” หรือวัฒนธรรมของ “ชาวบ้าน” มาใช้เป็นตัวแทนความเป็นไทย ผมเริ่มมาจากการสังเกตวงการศิลปะและออกแบบในยุคฟองสบู่หรือหลัง พ.ศ. 2530 ที่มีการนิยมนำเอาวัตถุสิ่งของที่มีลักษณะ “ไม่ไทย” หรือวัฒนธรรมของ “คนอื่น” มาใช้เป็นตัวแทนความเป็นไทย

ปรากฏการณ์ไทยๆ มีความสำคัญ เพราะแสดงว่าความเป็นไทยถูกเปลี่ยนนิยามไปขั้นหนึ่ง จาก “ไทย” มาเป็น “ไทยๆ” ซึ่งหมายถึงความง่ายๆ สบายๆ อาจมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องมีรากเหง้า และสะท้อนเนื้อแท้ความเป็นไทย สังคมหันมาใช้บรรทัดฐานใหม่ คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิ่งประดิษฐ์ของชาวบ้านหรือชาติพันธุ์ที่อยู่ชายขอบกลายเป็นของมีค่า ว่ากันว่า ยิ่งหลากหลายก็ยิ่งทำให้วัฒนธรรมกระแสหลักอุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม และดีไซเนอร์จะต้องมองความแตกต่างเป็นความรุ่มรวย และสมควรที่จะแสวงหามาสะสม

ในยุคแห่งความหลากหลายนี่เอง ที่ไทยๆ หรือ “ความเป็นอื่น” รวมทั้งความไร้รสนิยมที่เคยถูกรังเกียจเดียดฉันท์ถูกยอมรับว่าเป็นตัวแทนแห่งความเป็นไทย นอกจากนั้น ไทยๆ อาจจะหมายถึง “ความเป็นอื่น” ที่ชนชั้นนำในยุคก่อนหน้านั้นเคยรังเกียจหรือกีดกันออกไป เมื่อชนชั้นนำรุ่นใหม่ต้องการตัวตนที่ยืดหยุ่นขึ้น ปลอดจากกฎเกณฑ์มากขึ้น ไทยๆ จึงถูกนำกลับเข้ามาและทำให้เป็นอัตลักษณ์ไทย

มองผ่านเรื่องเล็กๆ อย่างนี้ จะเห็นได้ว่า ไทยๆ เป็นผลมาจากความต้องการจะ “ดูดกลืน” ศิลปะชาวบ้าน ซึ่งเป็นภาษาที่อยู่นอกกระแสหลักของวัฒนธรรมและถูกนำเข้ามา ในขณะเดียวกัน ยังอาจจะมีศักยภาพที่จะไป “ท้าชิง” กับวัฒนธรรมกระแสหลักด้วย

ดีไซน์ ทั้งที่ทำกันเป็นกิจกรรมและอาชีพ เป็นภาษาเพื่อการดูดกลืน มันมีหน้าที่ทำให้ของที่เคยต่ำต้อยกลายเป็นเตะตา ทำให้ของที่เคยสูงส่งให้กลายเป็นติดดิน หรือไม่ก็ทำให้ของที่เราเคยรู้สึกแสลงตาและไม่ถูกใจให้กลายเป็นที่ยอมรับและคุ้นเคย อันนี้เป็นเทคนิคพื้นฐานของกราฟิกดีไซน์นะครับ ถ้าอยากทำให้น่าสนใจ ในแง่เทคนิค อะไรที่เคยเล็ก เราก็ทำให้ใหญ่ อะไรที่เคยใหญ่เราก็ทำให้เล็ก ในแง่ความหมาย ถ้าพลาสติกเป็นของอันตรายสำหรับสิ่งแวดล้อม ดีไซน์ก็จะช่วยดูดกลืนให้มันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นคุณต่อเศรษฐกิจ หรือไม่ก็ดูเท่ไปเลย ของไทยๆ ก็เหมือนกัน จากที่เคยต่ำต้อยก็ถูกดูดกลืนเข้ามาอยู่ในโซนของความเป็นไทยๆ ที่สูงกว่าได้

SIU: จากงานของคุณประชาในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ คุณประชายังคิดว่าเรายังสามารถใช้แนวทางการอธิบายนี้กับการออกแบบของไทยในช่วงหลังนี้อยู่ได้หรือไม่ครับ

หนังสือเล่มนี้ต้องการพูดถึงงานออกแบบกลุ่มหนึ่งในช่วงก่อน พ.ศ. 2540 ที่มีอิทธิพลต่อเนื่องมาถึงประมาณช่วง พ.ศ. 2549-2550 ตอนที่เขียน ผมคิดว่าต้องการพูดถึงชิ้นงานในประวัติศาสตร์สั้นๆ ช่วงหนึ่ง ซึ่งมันน่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้นได้ ประเด็นหลักที่ผมสนใจคือเรื่องวัฒนธรรมชาวบ้านที่เป็นทั้งไอคอนและวัตถุต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในงานออกแบบ

การที่งานแบบ “ไทยๆ” บูมขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความฮึกเหิมของวงการนักออกแบบไทยที่จะสร้างงานสู่ตลาดโลก จึงหันมาตั้งคำถามว่า “อัตลักษณ์” (identity) ของไทยเราคืออะไร

ถ้าถามว่าในระยะหลังๆ ลักษณะที่ว่านี้ยังคงอยู่หรือไม่ ผมว่ามันแผ่วไปแล้ว แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง มันก็กระจายตัวจากวงการออกแบบ กลายเป็นกระแสวัฒนธรรมโดยทั่วไป งานกราฟิกดีไซน์ที่ออกไปทาง “ไทยๆ” มีพื้นฐานมาจากไอเดียเรื่องความโหยหาอาลัยในอดีต (nostalgia) ซึ่งผมพยายามบอกในหนังสือว่ามันมีเนื้อหาอะไรมากกว่านั้น เช่น มีลักษณะที่สนับสนุนหรือต่อต้านอะไรบางอย่าง แม้ในเชิงของ visual หรือ image ก็ตาม

ส่วนที่ว่ามันกระจายอย่างไร ผมคิดว่าปรากฏการณ์ในรอบสิบปีมานีิ้ อย่างพิพิธภัณฑ์แบบเพลินวาน และ นิทรรศการเคลื่อนที่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อาทิ “ผี: ความกลัว…จัดการได้ฯ” หรือ “Quick Bites กินไปเรื่อย” ในปี พ.ศ. 2553-2554 ยังเดินบนแนวทางนี้อยู่ แต่เป้าหมายอาจจะพร่าเลือนหรือกว้างขึ้นกว่าเดิม

หรือการท่องเที่ยว เช่น ตลาดน้ำ ซึ่งเพิ่งเริ่มเมื่อ 10-15 ปีมานี้ ก็ยังขยายตัวอยู่ ผมคิดว่ามันเป็นการเอาแนวคิดเรื่อง “ไทยๆ” กระจายไปสู่ข้างล่างให้มากขึ้น ผมเองเพิ่งไปตลาดน้ำมา รู้สึกว่าตลาดน้ำทุกที่เหมือนกันหมดเลย มันมีจำนวนมหาศาลอยู่เต็มประเทศ แต่ในแง่การออกแบบก็พูดได้ว่ามันไม่ได้ทรงพลังนัก

ในหนังสือเล่มนี้ผมจับแค่จุดที่มันแคบ แค่บอกว่าเริ่มจาก พ.ศ. 2540 และเริ่มจากวงแคบๆ คือวงการดีไซเนอร์ด้วยกันเอง ซึ่งพอหลัง พ.ศ. 2540 งานแบบนี้ก็เริ่มกระจายตัวออกไปมีอิทธิพลกับวงการโฆษณา หนังโฆษณา เริ่มจับตลาดมหาชนแล้ว

ถ้าให้ประเมินสภาพของวงการออกแบบไทยในระยะ 5 ปีมานี้ ผมเชื่อว่าค่อนข้างนิ่ง ผมเชื่อว่าตอนนี้กำลัง ‘คุมเชิง’ กันอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ในมุมกว้างขนาดนั้นยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่

SIU: ที่เรียกว่าการ ‘คุมเชิง’ นี่คือระหว่างฝ่ายไหนกับฝ่ายไหนครับ

คุมเชิงในลักษณะที่ว่า จะเอาดีทางการส่งออกหรือแค่เอาดีในตลาดภายในประเทศ จะต่อกับกระแสโลกหรือเน้นตลาดภายใน เหมือนการหาตำแหน่งแห่งที่ใหม่ (repositioning) ซึ่งทิศทางก็ยังสับสนอยู่

ปรากฏการณ์ “ไทยๆ” เกิดขึ้นมาในช่วงที่ยังมีคำถามว่า เราเป็นใคร และในแง่การออกแบบว่า เราจะผลิตอะไร

SIU: สะท้อนว่ารากฐานของประเทศเรายังไม่ชัดและอัตลักษณ์แบบเก่าไม่ตอบโจทย์แล้วหรือเปล่าครับ

พูดในมุมกว้างก่อน ตอนนี้ถือว่าเป็นยุค “Rebrand Thailand” อีกครั้ง ผมคิดว่าเราผ่านยุคแบบนี้มา 3-4 รอบแล้ว แต่เนื่องจากไม่มีใครเคยทำประวัติศาสตร์การออกแบบหรือรีแบรนด์อย่างจริงจังมาก่อน เราจึงไม่มีความเข้าใจประเด็นนี้กันมากนัก

ผมคิดว่าการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ฟังมาจากอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ การที่ประเทศเราเกิดความเป็นชาติขึ้นมาครั้งแรก หรือการที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำต้องรวมศูนย์อำนาจการปกครองของประเทศเข้ามาที่ส่วนกลาง มันจำเป็นต้องสร้างอัตลักษณ์ใหม่เพื่อไปสวมทับสิ่งที่ชุมชนต่างๆ หรือภาคต่างๆ ยึดถืออยู่ ไม่ว่าจะผ่านทางการเมือง การปกครอง หรือศาสนา

สำหรับผมแล้วเรื่องนี้เป็นหมุดหมายอันหนึ่งของการออกแบบเลย เป็นยุคที่เราปฏิรูปให้ทันสมัย (modernize) หรือบางคนอาจเรียกว่าล่าอาณานิคมภายใน (colonize) ก็ได้

ต้องออกตัวว่า สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ยังเถียงกันไม่ตกเลย ประวัติศาสตร์การออกแบบก็เหมือนประวัติศาสตร์สังคม มันจะเกิดได้หรือว่าจะชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อประวัติศาสตร์การเมืองชัดเจนเสียก่อน ดูอย่างตอนนี้ที่มันยังคุมเชิงกันอยู่ แต่ทุกคนตระหนักแล้วว่า อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงต้องมา และอัตลักษณ์เดิมมันเริ่มสร้างความขัดแย้งจนคนบางกลุ่มไม่พอใจ

ยุคที่สองของการรีแบรนด์ประเทศคือหลัง 2475 ทำแบรนด์ใหม่หมดเลยแม้กระทั่งไอคอนสำคัญต่างๆ ของประเทศ เช่น เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่คณะราษฎรลดทอนลงเหลือแค่ความเป็นชาติ แต่ในที่สุด ศาสนาและพระมหากษัตริย์ก็กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม

ในทาง visual culture สองยุคนี้สำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การตั้งกระทรวง แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยึดถืออยู่ในความคิด จิตใจ และตัวตนของตัวเองเสียใหม่ด้วย

สิ่งที่งานค้นคว้ายุคสมัยรัชกาลที่ 5 ค้นพบคือ ลักษณะที่เหมือนกับประเทศเมืองขึ้นที่กำลังปรับตัวเข้ากับเรื่องแนวคิดเรื่องชาติที่เกิดขึ้นใหม่ ประเทศต่างๆ ต้องรีแบรนด์ตัวเองใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นมหาราชาในอินเดีย หรือประเทศทางใต้ของเราที่เป็นมุสลิม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็มาจากตะวันตก เช่น การจัดพระราชพิธีหรือพิธีกรรมใหม่เพื่อรองรับความเชื่อใหม่ๆ รวมทั้งอัตลักษณ์ในการออกแบบเครื่องแบบ เสื้อผ้า ที่สะท้อนตัวตนในแง่ปัจเจกชน (individual) มากขึ้น

SIU: ถ้าต่อยอดเรื่องการรีแบรนด์สังคมมาสู่เหตุการณ์ในช่วงปีหลังๆ นี้ คุณประชาพบความน่าสนใจอย่างไรครับ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือคำว่า “ไพร่” ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็น “ปรากฏการณ์แห่งศตวรรษ” เพราะมีการผลิตอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมาและครบถ้วน ทั้งการให้สีเพื่อสร้างความเป็นพวกเดียวกัน (unity) การใช้คำ tag line ที่โดนใจ นั่นคือ คนเสื้อแดงเรียกตัวเองว่าไพร่ ใช้สีแดงเป็นอัตลักษณ์ ผมคิดว่าชัดเจนมาก ถ้าเปรียบเทียบกับการสร้างแบรนด์ของโลกธุรกิจ คุณทุ่มทุนไปเท่าไรก็ไม่เกิดพลังรุนแรงได้ขนาดนี้

ตอนนี้สีแดงเริ่มมีหลายเฉด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเริ่มผ่อนคลาย แต่ถ้าพูดถึงช่วง พ.ศ. 2553 แล้วต้องยอมรับว่า tag line คำว่า “ไพร่” รุนแรงกว่าการนำเสนอด้วย visual และมีหลายอย่างที่เป็นอัตลักษณ์แบบประชดประชัน หรือเรียกร้องความสำคัญในตัว ซึ่งมันบอกชัดว่าในสังคมไทยมีกลุ่มชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกกดขี่อยู่ คนกลุ่มนี้ไม่พอใจกับการแบ่งช่วงชั้นแบบเดิม ไม่ว่าความหมายเดิมของ “ไพร่” จะเป็นอย่างไรก็ตาม

ปรากฏการณ์นี้ยิ่งสนุกตรงที่นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์โผล่ออกมาอธิบายเรื่องนี้กันเยอะมาก ปกติแล้วคนพวกนี้ไม่ออกมากัน แต่ที่ออกมาก็มาบอกว่า “ไม่ได้นะ ความหมายไพร่ที่ใช้อยู่มันผิด” ซึ่งทำให้เราเข้าใจเลยว่าความหมายของ “ไพร่” มันถูกเปลี่ยนไปแล้ว

ผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าคนคิดคำว่าไพร่ตั้งใจให้มีผลทางการเมืองในลักษณะนี้หรือไม่ แต่สำหรับผมแล้วการรีแบรนด์หรือการสร้างมติมหาชนมีส่วนคล้ายกันตรงที่ต้องขับเคลื่อน (motivate) คนได้ และการสร้างแบรนด์ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้คนมีความรู้สึกร่วม และทำให้ข้อเรียกร้องต่อสายตาคนภายนอกชัดเจนขึ้น

ผมคิดว่าแรกเริ่มเขาคงตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ผลที่ออกมารุนแรงขนาดนี้ มันคงเกินจากที่เขาตั้งใจไปมาก

เอาเข้าจริง คำถามว่าเสื้อแดงคือใคร ผมก็ไม่มีปัญญาตอบและยังพยายามศึกษาอยู่ แม้แต่นักวิชาการก็ยังเถียงกันอยู่เลย แต่พอมีคำว่า “ไพร่” ปูพรมเข้าไป ทุกอย่างมันก็เซ็ตตัว ทุกวันนี้บางคนก็ไม่ใส่สีแดงกันแล้วเพราะมันรู้สึกรุนแรง นี่เป็นตัวอย่างทางการดีไซน์ที่ดี องค์ประกอบทางดีไซน์ต้องมีเนื้อหาประกอบด้วย มันไม่ใช่แค่เห็นสีแดงแล้วสะดุดตา ทีนี้พอมันมีเนื้อหาเรื่องความเป็นไพร่และถูกเอามาใช้อย่างจริงจัง จนเกิดผลในระดับว่าควักเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงทีไร วงแตกทุกที

ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ้านับเวลา 3 ปี ถือว่าไม่นานนัก ซึ่งผมคิดว่ามันคงจะซาตัวลงไปเอง อาจารย์นิธิเคยบอกว่าช่วงนี้มันเป็นช่วงของการต่อรอง สงครามสีเกิดจากการปะทะกันทางความคิด ต่อไปคงจะแผ่วหรือเจือจางลง

แต่ถ้าย้อนกลับไปที่หนังสือของผม จากภาพวัฒนธรรมชาวบ้านอย่างที่ผมเรียกว่า “ไทยๆ” มีลักษณะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ (by definition) มันผสมปนเป ไม่มีเนื้อแท้ สบายๆ หลากหลาย ไม่เคร่งครัด ถ้าให้พูดกันจริงๆแล้วถือว่ามัน “ต่ำ” ด้วยซ้ำ เรื่องนี้เป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของคนเสื้อแดงคือความไม่มีรูปแบบ (format) มากนัก คุณทนดูรายการ “ความจริงวันนี้” ได้นานไหม สำหรับผมผมทนได้ไม่นาน ไม่ใช่ว่ารายการไม่ดี แต่มันไร้รูปแบบมากๆ

ในแง่หนึ่ง นี่เป็นธรรมชาติของการเดินขบวน มั่วๆ เละๆ หน่อย ไม่ว่าจะพยายามควบคุมอย่างไรก็ตาม ซึ่งเจ้า “มั่วๆ เละๆ ” นี้มันเป็นลักษณะชาวบ้าน ถามว่าเขาจงใจไหม ผมคิดว่าเขาจงใจรักษาความไม่เป็นทางการมากกว่า เพราะอย่างรายการความจริงวันนี้ก็ลงทุนไปไม่น้อย แต่ผมคิดว่าเขาจงใจไม่ให้มีรูปแบบมาก เพราะเนื้อหาหลักคือความเป็นชาวบ้าน

ในหนังสือ ผมพยายามบอกว่ายุคก่อน พ.ศ. 2549 เป็น ความเป็นชาวบ้านคือวัตถุ (object) ที่ดีไซเนอร์จะหยิบมาพลิกผันอย่างไรก็ได้ แต่ว่าข้างหน้ามันไม่แน่แล้ว ตัวชาวบ้านเขาอาจจะกลายเป็นผู้ดำเนินการ (subject) ที่ลุกขึ้นมาดีไซน์ตัวเอง

ประชา สุวีรานนท์

ประชา สุวีรานนท์

SIU: ด้วยองค์ความรู้ที่มี สามารถอธิบายเหตุการณ์ในช่วงปีหลังๆ ที่มีการแบ่งขั้วการเมืองอย่างไร

ความเป็นไทยเพิ่มความสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และเคร่งศีลธรรมมากขึ้น แต่เดิมผมมองว่าไม่ได้สูง-ต่ำกว่ากันมากนัก แต่ช่วงหลังต้องยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างชั้นของ “ไทย” กับ “ไทยๆ” กว้างขึ้นกว่าเดิม และการดูดกลืนของนักออกแบบก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว ต้องหันมาใช้มาตรการการกดดันหรือปราบปราม

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา คือการที่คนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด ทั้งที่เป็นชั้นล่างและชั้นกลาง เข้ามาชุมนุมเพื่อทวงสิทธิและพื้นที่ทางการเมืองในกรุงเทพฯ การชุมนุมเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้งในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และถูกรัฐมองว่าเป็นการทำลายความสงบเรียบร้อย อีกทั้งตั้งข้อหาว่ามาประท้วงเพราะเห็นแก่สินจ้าง นอกเหนือจากการต่อสู้ด้วยข้อเรียกร้อง เจรจา และมาตรการกดดันของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ชาวเสื้อแดงระดมเอาสิ่งประกอบสร้างเชิงวัฒนธรรมของตนเองมาใช้ในการประท้วง เช่น กราฟิตี้ ปิดถนน เขียนป้าย กรีดเลือด เดินขบวน และ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ในรูปแบบต่างๆ ส่วนชาวกรุงเทพฯ หรือชนชั้นกลางในเมือง ตอบโต้ด้วยการโยนข้อหาใหญ่ๆ ให้อีกมากมาย เช่นสกปรก ดุร้าย ไม่เชื่อง และลงท้ายด้วยการปราบปราม

ที่น่าสนใจคือ ระหว่างการชุมนุม เมื่อถึงขั้นก่อนจะถูกปราบด้วยอาวุธร้ายแรง ชาวบ้านที่เข้ามาชุมนุมถูกตั้งข้อหาว่า “ไม่ไทย” และเป็น “คนอื่น” ที่มีลักษณะผิดแปลก แตกต่าง และต่ำช้ากว่ามาตรฐานที่เรียกกันว่าความเป็นไทย นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงว่า “ความเป็นไทย/ไม่ไทย” เป็นเรื่องสำคัญตลอดมา ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีบทบาทในเชิงทำลายอยู่ไม่น้อย “ไม่ไทย” ตามมาด้วยข้อหาจำนวนมาก เช่น รับสินจ้างจากนักการเมือง ก่อการร้าย ไปจนถึงโค่นล้มสถาบันฯ

หลังเหตุการณ์ มีสื่อและนักทำโฆษณาส่วนหนึ่งพยายามไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยการเอาคำว่า “ความสามัคคี” “ความเป็นพี่น้อง” และ “ความหวัง” ที่แสนลมๆ แล้งๆ มาเป็นสโลแกน ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งมันเกินระดับนั้นไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็เอาตัวบุคคลรวมทั้งสถาบันหลักๆ ของชาติมาเป็นโลโก้ของขบวนการ เอาความศักดิ์สิทธิ์และศีลธรรมมาเป็นตัวตั้ง

ช่องว่างทำให้มีปัญหา ถ้าอ้างความศักดิ์สิทธิ์และศีลธรรม อีกฝ่ายหนึ่งก็จะบอกว่า มันเป็นเงื่อนไขที่ไม่แฟร์ เพราะเป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนความไม่เสมอภาคหรือเป็นการปิดกั้นคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่า ระหว่างการมีคอร์รัปชันมากหรือความไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างไหนเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยกันแน่ ก็เห็นต่างกันเสียจนเริ่มการเจรจากันไม่ได้

SIU: ดีไซน์จะมีบทบาทดูดกลืนความขัดแย้งแตกต่างที่ว่านี้ได้หรือไม่

หลัง พ.ศ. 2553 ดีไซน์ลดบทบาทด้านนี้ไปเพราะสังคมกำลังเหวี่ยงไปสู่การกดดันมากกว่าดูดกลืน โดยเฉพาะสามสี่ปีหลังนี้ ความเป็นไทยแบบ “วัดกับวัง” ซึ่งอ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้หมายถึงความหลากหลายอีกต่อไป ครั้งที่ความเป็นไทยๆ เคยเฟื่องฟูขึ้นมา มันมีไว้ไกล่เกลี่ยความแตกต่าง ลดช่องว่างและความขัดแย้ง แต่ในยุคนี้ ความเป็นไทยกลายเป็นมีไว้กดดันฝ่ายตรงข้าม แล้วตะโกนไล่ให้ออกไปอยู่ประเทศอื่น มันคือการยัดเยียดความเป็นไทยกระแสหลักให้แล้วบอกว่า “มึงจะรับหรือไม่รับ ถ้าไม่รับก็เข้าคุกไป”

โครงการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่-ไม่กินเหล้า น่าจะเป็นตัวอย่างของงานยุคนี้ ถ้าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องคุ้นเคยสำหรับคนไทย ดีไซน์ก็จะช่วยทำให้มันเป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับ การกดดันด้วยดีไซน์ประกอบด้วยมาตรการกดดัน เช่น ออกโฆษณาและโบรชัวร์ที่เอาพฤติกรรมนี้ไปผูกโยงกับความสุขของครอบครัวและคนรอบข้าง ตามด้วยมาตรการกีดกัน เช่น ประทับตราให้เป็นพฤติกรรมของชนชั้นล่าง จากนั้นก็เป็นการกำจัด ซึ่งหมายถึงมาตรการทางกฎหมายเช่น เปลี่ยนระเบียบการใช้สถานที่สาธารณะที่คนเคยใช้เป็นที่สูบและเสพ รวมทั้งขึ้นราคาสินค้าประเภทนี้

นี่ทำให้ต้องหันกลับมามองมาตรการดูดกลืนอีกที การดูดกลืนนั้นมีข้อจำกัดถึงจุดหนึ่ง มันจะสำเร็จได้ก็ต้องกดดันอีกฝ่ายให้ยอมลดตัวลงต่ำกว่า หรือพูดอีกอย่าง กระบวนการดูดกลืนนั้นไม่ใช่การยอมรับสิ่งที่เราดูดกลืนทั้งหมดต้องมีอะไรบางอย่างถูกกดขี่ กีดกัน หรือกำจัดออกไป ที่จริง ดูดกลืน/กดดันเป็นสองด้านของสิ่งเดียวกันนั่นแหละ

SIU: นั่นหมายความว่า ดีไซ์เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการควบคุมสังคมใช่ไหมครับ

ดูกรณีรีแบรนด์สยามในยุครัชกาลที่ 5 ก็ได้ เป็นที่รู้กันว่ายุคนั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร ทั้งในด้านการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ของประเทศ เช่น เศรษฐกิจส่งออกและการล่มสลายของเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเอง การเลิกไพร่และทาสที่ทำให้คนรวมทั้งที่ดินและภาษีค่อยๆ ตกอยู่ในการควบคุมของกษัตริย์ จัดตั้งทหาร ตำรวจ และผู้มีอำนาจในท้องถิ่นที่ทำให้ข้าราษฎรกลายเป็นข้าราชการ ซึ่งรับเงินเดือนและอยู่ในอาณัติของกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่เพิ่งเข้ามาก็ทำให้รัฐแบบนี้มีมิติทางพื้นที่แบบใหม่ รถไฟ โทรเลข แผนที่ และสิ่งพิมพ์ ทำให้พระราชอำนาจแบบใหม่นี้แผ่ขยายอิทธิพลออกไปโดยง่าย

การจะสร้างรัฐ-ชาติ หรือการสถาปนาพระราชอำนาจสมัยใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จได้เพราะอาศัยภาษา รูปแบบ และพิธีกรรมแบบใหม่ เพราะในยุคนั้นชาติเป็นชุมชนแบบใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงนี้เรียกรวมๆ ว่า การปฏิรูป แต่ถ้ามองในแง่ visual culture มันเป็นการปฏิวัติเลยทีเดียว มันคือโครงการชักจูงคนให้เข้ามาเป็น “พวก” ด้วยการใช้ visual identity และเรื่องเล่าแบบใหม่ๆ จะเรียกว่า Branding the Nation ก็ได้

การสร้างชาติคือการดูดกลืนให้คนมาเป็น “พวก” และทำให้ดีไซน์กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก อักษรไทยที่อยู่บนเอกสารทุกชนิด เช่น จดหมายราชการ ธนบัตร แสตมป์ ตลอดจนสถานที่ราชการ สถานีรถไฟ และหัวรถจักร มีบทบาทสร้างอัตลักษณ์ของชาติใหม่ ความแปลกใหม่และการที่มันสิงสถิตอยู่ทั่วไปหมด ทำให้สำนึกใน “พระราชอาณาจักรสยาม” แผ่ไปทั่วประเทศ

อาศัยเทคโนโลยีการทำซ้ำที่เพิ่งเข้ามาในยุคนั้น เช่น ตัวพิมพ์และภาพถ่าย ทำให้ชาติและสถาบันหลักๆ กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แผนที่ไม่เพียงทำให้เรามองเห็นสยามเป็นผืนดินเดียวกันแต่มีสำนึกในตัวตนของประเทศชาติ รถไฟไม่เพียงทำให้กองทัพเคลื่อนที่ไปได้ไกลๆ และรวดเร็ว แต่ทำให้ภาษาไทยปรากฏไปทั่วทุกหัวระแหง โทรเลขและพิมพ์ดีดไม่เพียงทำให้รัฐบาลติดต่อกับพระราชอาณาจักรส่วนต่างๆ ของสยามได้ใกล้ชิดขึ้น แต่ทำให้อำนาจใหม่ปรากฏต่อสายตาอย่างชัดเจนสำหรับกรณีรีแบรนด์สยามในยุครัชกาลที่ 5 นั้นเราไม่ควรลืมว่า อำนาจแบบใหม่เข้ามาลดทอนความศักดิ์สิทธิ์แบบเก่าด้วย การ branding ไม่ได้มีแต่การดูดกลืนหรือสร้าง “พวก” แบบใหม่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็คือการกดดันหรือยุบสลาย “พวก” แบบเก่า เพียงแต่ว่านี่ไม่เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาก

ชาติเป็นคอกใหม่ การเชิญชวนให้มาอยู่คอกนี้หมายความว่าชักจูงให้ละทิ้งคอกเก่าด้วย สองอย่างนี้แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน อันนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาตินิยมเป็นอุดมการณ์ที่ขจัดความแตกต่างของพวกทางสังคมแบบเก่า พวกที่มีเจ้านายคนละแบบ หรือสังกัดวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต คนละประเภท เพราะก่อนจะหันมาขึ้นต่อรัฐบาลกรุงเทพฯ ชาตินิยมเรียกร้องให้คนเหล่านี้เลิกเชื่อในความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเก่า

ในกระบวนการนี้ มีการกดดันเกิดขึ้นด้วย เริ่มจากกดให้อยู่ข้างล่าง กีดกันให้ไปอยู่ข้างนอก ไปจนถึงกำจัดออกไปจากสาระบบ เช่น การพิมพ์ทำให้ภาษาไทยสูงกว่าภาษาท้องถิ่น ซึ่งต่อมา ตัวเขียนของบางภาษาก็เกือบสูญหายไปเลย ตัวพิมพ์ดีดทำให้รัฐราชการมีอาญาสิทธิ์หรือแลดูน่าเชื่อถือกว่าใบบอก ตำราเรียนทำให้โรงเรียนและระบบการศึกษามีฐานะสูงกว่าวัด

ปัญหาคือ เราไม่ยอมรับว่าเราไปทำลายคอกเก่าๆ และผูกขาดความเป็นชาติเอาไว้เฉพาะในพวกที่เรียกว่า “ไทย” โดยเฉพาะเมื่อมันกลายเป็นมาตรฐานทั่วไป เราก็คิดว่ามาตรการกดดันที่ว่านี้เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ

ประชา สุวีรานนท์

ประชา สุวีรานนท์

SIU: หากเปรียบเทียบงานดีไซน์ตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังปี พ.ศ. 2549 ละครับ

ยุคที่เกิดปรากฏการณ์ “ไทยๆ” เป็นยุคที่ชนชั้นกลางชะโงกหน้าเข้าไปมองดูวัฒนธรรมชาวบ้าน แล้วเห็นอะไรที่แปลกๆ เถื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ งานวัด รวมไปถึงเรื่องที่มีเนื้อหา เช่น วัฒนธรรมการเลือกตั้ง ภาพลักษณ์นักเลงบ้านนอก ผมหมายถึงภาพพจน์ของคนจน นักเลงบ้านนอก เจ้าพ่อ นักธุรกิจและนักการเมือง รวมถึงตัวแทนทางอัตลักษณ์ชาวบ้านทั่วไป เช่น หมอลำ ผ้าขาวม้า เป็นสิ่งที่วางอยู่นิ่งๆ จะฉวยมาทำอะไรก็ได้

บางคนอธิบายว่า “ไทยๆ” เกิดขึ้นหลังการการพัฒนาประเทศในช่วงหลังพ.ศ. 2500 แต่เดิม “ไทย” กับ “ไทยๆ” ไม่ได้แยกออกจากกันเช่นทุกวันนี้ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุเพราะการเข้ามาของดีไซน์แบบตะวันตก เมื่อรู้สึกต่ำต้อยกว่าฝรั่ง หรือ “อายฝรั่ง” นักออกแบบไทยจึงพยายามแยกสองสิ่งออกจากกัน และกดให้ “ไทยๆ” มีฐานะเป็นรอง

ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ คล้ายกับแนวคิดของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในบทความเรื่อง “พุทธกับไสย” (พ.ศ. 2532) ซึ่งชี้ว่า ทั้งๆ ที่เราให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง แต่เราจะมองเห็นอย่างแรกเป็นความสว่าง และมองอย่างหลังว่าเป็นความมืดดำที่น่ารังเกียจหรือสมควรมองข้ามไป สำหรับความเป็นไทย มีการแบ่งหน้าที่กัน เมื่อไรเกี่ยวกับหน้าตาของชาติเป็นเรื่องของ “ไทย” แต่เมื่อไรเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและกฎระเบียบสังคมที่ลึกกว่าจะเป็นเรื่องของ “ไทยๆ”

เช่นเดียวกับที่ไสยศาสตร์ยังเป็นสิ่งที่คนไทยยึดถือ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน “ไทยๆ” เป็นตะกอนที่นอนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจคน ลึกๆ แล้ว คนไทยทุกคนมีสิ่งนี้แฝงอยู่ และมักจะดึงเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาโลกนี้ที่เกิดกับตัวอยู่เสมอ “ไทยๆ” ที่ไม่มี “ไทย” ก็เหมือนไสยที่ไม่มีพุทธ เป็นเพียงเทคนิคในการเอาตัวรอด และเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ส่วน “ไทย” ที่ไม่มี “ไทยๆ” ก็เหมือนพุทธที่ไม่มีไสย เป็นอุดมคติที่เลื่อนลอย ไม่มีพลังดึงดูดให้ใครมาสนใจ

แต่ยุคหลังมานี้ สิ่งเหล่านี้ถูกแย่งกลับคืน ชาวบ้านเป็นฝ่ายนำมาใช้เองในโลกธุรกิจอย่างที่ผมบอก เช่น ชาวบ้านไปสร้างตลาดน้ำของตัวเองในจังหวัดต่างๆ ตามชานเมือง หรือชาวบ้านไปใช้ในการชุมนุม มันคือการลุกขึ้นมาแย่งอัตลักษณ์ของตัวเองกลับไป แต่แน่นอนมันเป็นรูปแบบที่พวกเขานำไปใช้ งานออกแบบไม่ได้อยู่บนหิ้งเหมือนที่ดีไซเนอร์คนชั้นกลางพยายามทำในยุคก่อน

SIU: ในหนังสือ “ไทยๆ” กล่าวถึงชิ้นงานจากภาคธุรกิจและผลสะเทือนของชิ้นงานต่อสังคม แต่เหตุใดในช่วงปีหลังๆ งานกลุ่มนี้กลับดูไม่โดดเด่นอย่างในอดีต

ในเล่มนี้ผมพูดถึงงานโฆษณาแนวคุณธนญชัย ศรศรีวิชัย ซึ่งเป็นทางออกในยุคนั้น เอาอารมณ์ขันมาเป็นทางออก ผมเชื่อว่าเขารู้ว่าภาพลักษณ์อุดมคติแบบชนชั้นกลางแบบในโฆษณาแชมพูหรือบ้านจัดสรรทุกวันนั้นมันเฟ้อแล้ว สินค้าทุกอย่างเอาภาพแบบนั้นมาใช้ สินค้าทุกระดับต่างเอามาทำเหมือนกัน และก็ทำโฆษณาออกมาได้เท่ากันด้วย และเขาก็ตาไวพอที่จะเอาไอคอนของคนชนบท คนจน คนชายขอบทั้งหลายมาใช้ทั้งในฉากหลังคาแรกเตอร์และเรื่องราว ไม่ใช่แค่สไตล์อย่างเดียว ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการตอนนั้นและประสบความสำเร็จสมควร

แนวทางในตอนนั้นคือการใช้อารมณ์ขันเป็นทางออก เพราะอารมณ์ขันนั้นจะอย่างไรก็ไม่ชวนโมโหแน่นอน

ในช่วงทศวรรษที่ 80 โฆษณาเมืองไทยยังเป็นโฆษณาสวยๆ เท่ๆ หรืออยู่ในยุคของการสร้างภาพลักษณ์ในอุดมคติแบบใหม่ของชนชั้นกลาง เป็นยุคทองของงานโฆษณาเมืองไทย มีคุณภาณุ อิงคะวัต คุณต่อ สันติศิริ เป็นหัวหอก ทั้งๆ ที่อเมริกายุคนั้นมีแต่โฆษณาตลก คือไม่สวย ไม่ตกแต่ง เช่น โฆษณา Dunkin’ Donuts ฮาอย่างเดียวเลย ผมมาเข้าใจทีหลังว่าตอนนั้นอเมริกาเศรษฐกิจมันแย่มาก ยุคประธานาธิบดีเรแกนของสหรัฐฯ และรัฐบาลแทตเชอร์ของอังกฤษ โลกตะวันตกโดนวิกฤติทั้งหมด ทั้งอังกฤษและอเมริกา วิธีผ่อนคลายคือโฆษณาต้องเลิกสร้างภาพฝัน แต่ต้องเอามุกตลกออกมาแทน

เมืองไทยในอีก 20 ปีต่อมา ก็เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 งานแนวตลกจึงเริ่มออกมา ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค[1]จึงออกมา เพราะบรรยากาศตึงเครียดหมดแล้ว คนโฆษณาจึงต้องเลิกสร้างภาพฝันและหันกลับมาที่งานแนวนี้ ผมเรียกกับเพื่อนเล่นๆ ว่างานโฆษณาแบบมุกควาย โดยมีคุณธนญชัยเป็นเจ้าที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลสูงที่สุด

นั่นเป็นวิธีการหนึ่งในยุคเปลี่ยนผ่าน อารมณ์ขันเป็นการสื่อสารถึงคนหลายๆ กลุ่มโดยไม่ไปกระทบกระเทือนใคร ในอนาคตยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ รู้แค่ว่าตอนนี้มันหยุดนิ่ง ไม่มีโฆษณาไหนที่ติดหูติดตาบ้างเลยในรอบสามสี่ปีมานี้ ทั้งที่ภาษาโฆษณาเคยเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นสังคม กลายเป็นที่มาของ การถกเถียงและวาทกรรมมากมาย ตอนนี้กลับมีอิทธิพลลดลง

แน่นอนว่า ถ้ามองหน้าที่ของมันในการประกาศชื่อสินค้าออกไป หรือมองในแง่เม็ดเงินอาจเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่บทบาทของมันน้อยลง การโฆษณาสรรพคุณและสร้างอัตลักษณ์ใหม่ๆ ของสินค้ายังมีอยู่ แต่ไม่เกิดผลสะเทือนในวงกว้างมากนัก แล้วก็กลับไปที่ว่ายังคุมเชิงกันอยู่ มันถึงยังไม่มีอะไรดีๆ ออกมา ผมว่าเขายังคุมเชิงกันอยู่

การสนทนา (dialog) ทางวัฒนธรรมมันน้อยลงไป ตอนนี้เรากำลังพูดในระดับของสื่อสำหรับมวลชนหรือแมสมีเดียเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา การสร้างแบรนด์ขนาดใหญ่ หรือ การสร้างแบรนด์ของทางราชการ ก็คงตรงกับที่เขาว่ากันว่า ตอนนี้แนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตไปซึมซ่านอยู่ตามเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงทีวีดาวเทียมด้วย

SIU: แล้วในยุคนี้ อย่างในอินเทอร์เน็ต คุณประชาพบความเปลี่ยนแปลงในงานสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมของไทยที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

ผมอยากยกตัวอย่าง ภาษาสก๊อย ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ถือว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่ผมถือว่าเป็น แถมยังใช้อักษรซึ่งก็เป็น visible language แบบหนึ่งด้วย ภาษาสก๊อยเกิดขึ้นกลางปี พ.ศ. 2555 เริ่มจากเว็บเพจของเด็กวัยรุ่นไม่กี่คน เมื่อแพร่หลายออกไปทางอินเทอร์เน็ต ผลก็คือกลายเป็นกระแสสังคม มีคนเข้าไปร่วมเล่น พูดถึง และตำหนิติเตียนมากมาย

ลักษณะของภาษาสก๊อยคือ สะกดคำด้วยอักขรวิธีเก่า แต่แทนพยัญชนะด้วยพยัญชนะที่ออกเสียงเดียวกันหรือใกล้เคียง เช่น ด=ฎ; ย=ญ; น=ณ; ค=ฆ,ฅ; ท=ฑ,ฐ; ท=ธ,ฒ; ล=ฬ; ช=ฌ; ส=ศ,ษ; ฯลฯ; ใช้การันต์และวรรณยุกต์อย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงการออกเสียงเลย เช่น ๊ = ่ และนอกจากนั้น ยังมีอักขรวิบัติแบบธรรมดาๆ เช่น เดว, เด๋ว (เดี๋ยว) เพิ้ล (เพื่อน) ที่ผู้ใช้สามารถเลือกเสียงตามใจชอบ ดังนั้น คำว่าเดี๋ยว อาจจะแผลงเป็น เฎร๊วบ์; และคำว่าเพื่อนอาจจะแผลงเป็น เฎรี๊ญณบ์ ก็ได้

คนจำนวนมากกังวลว่ามันจะทำให้เด็กสะกดผิด คนที่คิดมากกว่านั้นมองว่ามันเป็น “ภาษาวิบัติ” หรือนำมาซึ่งการล่มสลายของภาษาไทย มีการด่าทออย่างหยาบคายและแสดงอารมณ์ที่ไร้เหตุผล สำหรับคนที่เห็นต่างในเรื่องนี้ก็จะบอกว่าภาษาสก๊อยเป็นแค่กระแสการเล่นกับภาษา เป็นแฟชั่นชั่วคราวและเป็นกระแสของวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าตกใจ

ภาษาสก๊อย “เล่น” กับด้านที่เป็น visual ของภาษาไทย ซึ่งก็คืออักษรและอักขรวิธี ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า โดยพื้นฐาน อักษรเป็นเครื่องหมายแทนเสียงหรือการกำหนดรูปลักษณ์ให้แก่เสียงจำนวนหนึ่ง ส่วนอักขรวิธีก็คือข้อกำหนดในการผสมอักษรเหล่านั้นอย่างเป็นระบบและทำให้ผู้อ่านสามารถสะกดคำต่างๆ และเปล่งออกมาเป็นเสียงได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือภาษาไทยไม่ค่อยจะทำหน้าที่นี้อย่างเคร่งครัด พูดอีกอย่างหนึ่ง อักขรวิธีไทยทำหน้าที่มากกว่าถ่ายเสียง และภาษาสก๊อยต้องการเสียดสีล้อเลียนสิ่งนี้

ที่ผมว่าเขาจงใจล้อเลียนนั้น เพราะภาษาสก๊อยในเพจดังกล่าวสะท้อนลักษณะที่สำคัญที่สุดของอักขรวิธีไทย นั่นคือ มีพยัญชนะที่มีเสียงซ้ำกันมากมาย พยัญชนะเหล่านี้ไม่คุ้นตาเพราะใช้กันน้อย ซึ่งถ้าสืบสาวเอาสาเหตุกันจริงๆ ก็จะพบว่าเพราะมีไว้ใช้สะกดคำภาษาต่างประเทศ เช่น บาลี-สันสกฤตโดยเฉพาะ บางคนบอกว่าภาษาไทยชอบรักษาความเป็นต่างประเทศเอาไว้ ไม่กลืนคำเหล่านั้น บางคนบอกว่าเหตุผลที่แท้จริงก็คือเพื่อทำหน้าที่รักษาราชาศัพท์ รวมทั้งอำนาจของปราชญ์หรือผู้รู้ภาษาเอาไว้ ที่สำคัญ ลักษณะนี้ทำให้การสะกดและออกเสียงไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์ที่แน่นอน แต่การไร้กฎเกณฑ์ไม่ได้หมายความว่าคนส่วนมากใช้ภาษาไทยไม่ได้ดี เราอาจจะใช้ภาษาไทยได้ดี แม้ว่าระบบภาษาจะเป็นอุปสรรคและไม่ค่อยเป็นระบบ พูดง่ายๆ อักขรวิธีไทยไม่ค่อยคำนึงถึงการออกเสียงเท่าไรนัก ที่เราเรียนรู้กันได้ก็อาศัยการท่องจำเป็นส่วนมาก

ต่างจากการ “เล่น” กับภาษาไทยในแบบอื่นๆ จุดเด่นของภาษาสก๊อยคือ มีหลักมีเกณฑ์ที่แน่นอนพอสมควร จะเห็นได้ว่า เมื่อกระแสภาษาสก๊อยฮิตความเป็นระบบนี้ทำให้เกิดมีเว็บแปลงภาษาปกติเป็นภาษาสก๊อยด้วย อันนี้ทำให้นึกถึงระบบ “การปรับปรุงอักสรไทย ปี 2485” ในสมัยจอมพล ป. ซึ่งมีหลักการว่าภาษาควรจะทำหน้าที่ถ่ายเสียงเพียงอย่างเดียว และทำการลดทอนพยัญชนะและสระบางตัว เช่น ทำให้มีพยัญชนะเหลือเพียง 31 ตัว ผู้ประดิษฐ์ระบบนี้อ้างว่าเพื่อลดความฟุ่มเฟือยและทำให้ภาษาเป็นของมวลชน ซึ่งหลังจากระบบนี้ถูกยกเลิกไป ก็ถูกวิจารณ์อย่างดูถูกดูหมิ่นว่าเป็นการทำให้ภาษาวิบัติ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นักวิชาการบางคนก็หันมามองว่ามันเป็นการทดลองทางภาษาที่น่าสนใจ เพราะทำให้ภาษาไทยลดความเป็นปราชญ์และลดความมีชนชั้นลงไป จะจงใจหรือไม่ก็ตาม ต้องยอมรับว่า ภาษาสก๊อยทำทุกอย่างที่สวนทางกับหลักการทุกอย่างของ “การปรับปรุงอักสรไทย ปี 2485” จากประหยัดกลายเป็นฟุ่มเฟือย และจากไม่ยอมรักษาความเป็นต่างประเทศก็กลายเป็นมีจนล้นเกิน

ที่สำคัญคือ หลังจากยกเลิก “การปรับปรุงอักสรไทย ปี 2485” เพียง 3 ปีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. 2493 ก็เกิดขึ้น พจนานุกรมฉบับนี้เคร่งครัดในการรักษาความเป็นต่างประเทศของคำต่างๆ มากยิ่งกว่าสมัยเก่า มีการออกกฎใหม่ๆ เช่น กฎการเปลี่ยนตัว น กับ ณ และยกเลิกกฎโบราณบางอย่างเพื่อทำให้คำยืมเหล่านั้นสะกดได้ตรงตามอักขรวิธีสันสกฤต นอกจากนั้น บทบาทของราชบัณฑิตยสถานก็มากขึ้น กลายเป็นคนที่คอยจับผิดภาษาของคนอื่น โดยมีคำว่า “ภาษาวิบัติ” และ “อักขระวิบัติ” เป็นสโลแกนที่สำคัญ และเป็นจุดเริ่มของภาษาไทยมาตรฐานที่เราใช้ในปัจจุบัน

มองในแง่หนึ่ง สก๊อยเดินตามอุดมคติของราชบัณฑิตฯ คือทำให้ภาษาไทยดูเหมือนบาลีสันสกฤตมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาแปลกตายิ่งกว่านั่นเพราะว่าสก๊อยกำลังเสียดสีล้อเลียนของราชบัณฑิตฯ เนื่องจากเน้นสิ่งเดียวกัน ใช้ตรรกะเดียวกัน แต่ไม่ใช้ระบบเดียวกันนั่นเอง

SIU: ขอย้อนกลับไปนิดหนึ่ง หากลองพิจารณาบทบาทของนิทรรศการจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) บ้างล่ะครับ

กลับไปที่เดิม ผมคิดว่าเขาคุมเชิงอยู่ ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน

ต้องเท้าความก่อนว่า ยุคแรกสุดของ TCDC คือนิทรรศการอีสาน ผมว่าสร้างผลที่ใหญ่โต รุนแรง มีการตีความอีสานใหม่ด้วยภาษาที่ทันสมัย แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่ขยับไปจากเดิมเลย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2549 ดูเหมือนนิทรรศการมีเนื้อหาน้อยลงไป อย่างนิทรรศการผี ในความเป็นจริงก็มีเนื้อหาเดินครรลองเดียวกันกับนิทรรศการอีสาน หรืออย่างนิทรรศการ Quick Bites กินไปเรื่อย อันนี้ราวๆ พ.ศ. 2553 ผมคิดว่ายังพยายามยึดสปิริตและแนวคิดเดิม แต่มันยังไม่ลึกลงไปกว่านี้

นิทรรศการอีสานนี่เปิดตัวยิ่งใหญ่ แม้เนื้อหาไม่ลึกนัก แต่มันครอบคลุมหมดทัศนคติของ TCDC เป็นตัวอย่างของการนำความเป็นไทยๆ มาสร้างมูลค่าและเป็นสปิริตแห่งชาติ อีสานคือสปิริตของชาติ ไม่ใช่เหนือ กลาง หรือใต้ นั่นคือนามธรรม แต่รูปธรรมคือ กระบวนการคิดค้น นำความสร้างสรรค์ของอีสานมาปรับใช้ได้ และตัวของอีสานเองก็เป็นสินค้าได้ เพียงแต่ว่านักออกแบบจะรู้จักเพิ่มมูลค่าให้มันไหม

คนยังพยายามคิดเรื่องนี้อยู่ ในเชิงการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวแบบย้อนบรรยากาศในอดีตก็เป็นแบบนั้น แต่เรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางเลือก เรื่องโฮมสเตย์ ก็อิงอยู่บนการขายวัฒนธรรมและชีวิตประจำวันของท้องถิ่น

ผมนึกถึงทัศนคิตของดีไซเนอร์ทั่วไปว่าพยายามทำสิ่งที่น่ารังเกียจให้กลายเป็นสิ่งที่มูลค่า สิ่งที่เรียกว่า “ไทยๆ” หรือ “ชาวบ้าน” เดิมมันเหมือนกับซอมบี้ ซอมบี้แปลว่าไร้สมอง คิดด้วยตัวเองไม่เป็น มีแต่ความสกปรกโสโครกและดุร้าย แต่ดีไซเนอร์เข้ามาบอกว่าจะทำให้มันกลายเป็นแวมไพร์กลายเป็นผีที่มีเสน่ห์ นั่นคือ ละเมิดศีลธรรมนิดหน่อย นิทรรศการอีสานเป็นการเสกชาวอีสานให้เป็นแวมไพร์ เซ็กซี่นิดๆ ดุร้ายหน่อยๆ แต่ที่สำคัญคือเท่

SIU: หรือเปลี่ยนบ้านผีปอบเป็นให้เป็น แวมไพร์ ทไวไลท์[2]

ใช่ อย่างในช่วง 2-3 ปีนี้ มองในเชิงการเมืองนะ ชาวบ้านถูกมองว่าเป็นซอมบี้ที่บุกเข้ามาในกรุงเทพฯ ชนชั้นกลางก็ตกใจกลัว แม้กระทั่งดีไซเนอร์ที่อาจยอมรับความเป็นชาวบ้านก็ยังกลัวเหมือนกัน อย่างการชุมนุมวันเสาร์ที่แล้ว เขามองว่าพวกนี้เป็นซอมบี้ และเขายังมองว่าพวกทักษิณเป็นซอมบี้ซึ่งไม่ติดตลาดเลย ผมคิดว่าแวมไพร์ มันต้องมีเรื่องเซ็กซี่นิดๆ ดุร้ายหน่อยๆ

ตอนนี้มุมมองตรงนี้อาจดีขึ้น เพราะเราเสกซอมบี้ให้เป็นแวมไพร์ได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น TCDC ยังไม่ขยับไปจากเดิมเลย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะมีเนื้อหาน้อยลงไป นิทรรศการผี และ/หรือ นิทรรศการกินไปเรื่อย ก็เดินครรลองเดียวกันกับนิทรรศการอีสาน และพยายามยึดสปิริตและแนวคิดเดิม แต่มันยังไม่น่าสนใจเท่า ออกไปทาง nostalgia เสียมากกว่า

nostalgia หรือทัศนะที่มองโลกสวย ก็เหมือนกับความเป็นไทย ในตัวของมันไม่มีอะไรไม่ดี แล้วแต่บทบาทของมัน คือจะใช้กีดกันหรือดูดกลืนก็ได้ แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยความหวาดวิตกและไม่แน่นอน อนาคตเป็นสิ่งที่ทำนายไม่ได้ หรือห้ามทำนาย อารมณ์หวนหาอดีตของคนไทยจึงกลายเป็นทัศนะที่อนุรักษ์นิยมมาก อาลัยสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้วก็ไม่เท่าไหร่ ตอนนี้อนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจึง อาลัยกระทั่งสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันหรือวันนี้ หรือเกิดอาการ nostalgia for the present

โครงการรถไฟความเร็วสูงและจำนำข้าวอาจจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงมันเป็นแวมไพร์ที่รัฐบาลเสกขึ้นมาจากซอมบี้ คือมีทั้งความน่ากลัวและน่าพิสมัย แต่มันก็ทำให้เรามีภาพของอนาคตที่แชร์ร่วมกันมากขึ้น

ตรงนี้แหละ อาจจะเปิดทางให้นักออกแบบได้ทำงานที่ถนัด คือชักจูงหรือ “ดูดกลืน” คนให้เข้ามาร่วมกันสร้างสังคมอย่างมีแนวทางอีกครั้งก็ได้


[1] โฆษณาสุราไทยยี่ห้อแบล็คแคท (Black Cat) มีเนื้อหาคือเสี่ยใหญ่รู้จากลูกน้องว่า “ไอ้ฤทธิ์” ลูกหนี้ของตนที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้แต่กลับ “กินแบล็ค” (ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงสุรายี่ห้อ Johny Walker Black Label ซึ่งถือว่ามีราคาแพง) จึงบอกให้ “ย่องไปบ้านมัน อย่าให้มันรู้ตัว” แต่ภาพกลับออกมาในแบบยกทัพกันไปโดยเอิกเกริกก่อนจะพบว่า แบล็คที่ว่านั้นเป็น “แบล็คไทย” ขวดละ 130 บาท

[2] ปฐมบทแห่งจตุภาครักสามเศร้าระหว่างแวมไพร์ หญิงสาวชาวมนุษย์ และมนุษย์หมาป่า เดิมทีเป็นนวนิยายในชุด Twilight ซึ่งเขียนโดย สเตเฟนี เมเยอร์ (Stephenie Meyer) นักเขียนชาวอเมริกัน และต่อมาได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จตุภาคในชุด The Twilight Saga ที่โด่งดังและครองใจวัยรุ่นไปทั่วโลก