Practical Radio ตอนที่ 1 Creative Mind
November 23, 2009
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์มิรู้ลืมกับรายการที่มีชื่อว่า Practical Radio ทางเว็บไซต์สุดฮิต www.siamintelligence.com
สำหรับตอนที่ 1 ขอนำเสนอเรื่อง Creative Mind ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากประเทศไทยปรารถนาจะก้าวเท้าเข้าสู่ Creative Economy
สำหรับ “หนังสือดี” ที่นำมาแนะนำในรายการ Practical Radio ตอนนี้ก็คือ “สตาร์บัคส์ : วัฒนธรรม การค้า คาเฟอีนรสเข้ม”
พิธีกรทั้งสองท่านได้นำเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มา “บด ย่อย รีดเร้น” กลั่นกรองเป็นกลยุทธ์ที่มีค่าสำหรับคนไทยที่ปรารถนาจะสร้าง “กิจการยิ่งใหญ่” เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองไทยให้เข้าสู่ Creative Economy
ขอเชิญลิ้มรสได้ด้วยดวงหฤทัยระทึกพลัน !
Comments
27 Responses to “Practical Radio ตอนที่ 1 Creative Mind”
Got something to say?






ขอเพิ่มเรื่อง Creative City ให้อ่านเล่นด้วยละกัน
http://www.oknation.net/blog/McDucation/2009/11/16/entry-1
ฟังแล้วเพลินดีครับ นึกถึงรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดสมัยก่อน ha ha ha
อยากให้ทำในรูปแบบที่สามารถดาวน์โหลดได้เพื่อจะได้นำไปฟังตอนรถติด
แล้วคราวหน้า ผมจะไปแจมด้วย
เอ Practical Radio แล้ว Practical Utopia ล่ะครับ สงสัยคนละแนว?
รู้สึกว่าพอติด practical radio แล้ว link ของ practical utopia มันเพี้ยนๆ นะครับ แหะๆ
ผมชอบรูปแบบ และเนื้อหา (โดยเฉพาะเนื้อหา) รายการแบบนี้มากกว่า Practical Utopia ครับ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมสนใจเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องการเมืองก็ได้นะคับ รอฟังภาคต่อไปครับ
ป.ล. มี Download อย่างคุณสุรศักดิ์ว่าก็ดีนะครับ
น่าจะทำเป็นMP3 ให้โหลดได้ เพราะจะสะดวกไม่ต้องอยู่น่าคอมตลอด
ไว้ฟังในรถหรือมือถือก็ได้
ถ้าเป็นMP3แล้ว จะมาโหลดไปฟังนะครับ
ใช้ Firefox แล้วติดตั้ง DownloadHelper จะทำให้ Download ไฟล์ mp3 ได้ครับ
เพิ่มลิงก์ดาวน์โหลด MP3 ให้แล้วครับ
เพิ่งสังเกต
ขอเชิญลิ้มรสได้ด้วยดวงหฤทัยระทึกพลัน ! << ประโยคนี้มันดราม่าชัดๆ แต่สำบัดสำนวนชวนลิเกอย่างยิ่งยวด lol
แล้วคุณบิ๊กช่วยวิเคราะห์หน่อยสิคะ ว่าทำไม strategy ทั้งหลายของสตาร์บัคที่ว่ามา ถึงไม่สามารถไปทำตลาดได้ดีในยุโรปอ่ะ เหมือนสตาร์บัคไปรุ่งแต่ในอเมริกา แล้วก็พวกเอเชีย ประมาณนั้น
ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยนะครับ ผมคิดว่าวัฒนธรรมการกินกาแฟในยุโรปนั้นลึกละมุนกว่าวัฒนธรรมประดิษฐ์ของสตาบัคครับ ร้านกาแฟในยุโรปนั้นเค้าไม่ได้ว่าวิเคราะห์ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แต่เค้ามีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งบางร้านเป็นมาเป็นร้อยปีแล้ว ผู้บริโภคเข้าร้านพวกนี้เพราะว่าเค้าเข้าไปเสพตรงนี้ด้วยครับ นอกจากนั้นไอ้การตกแต่งนี่ก็แสดงเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเหนือกว่าการตกแต่งของสตาบักหนะครับ
ขอบคุณครับได้ MP3 โหลดไว้ฟังแล้ว
ขอบคุณที่ชื่นชอบครับ
เราจะเดินหน้าผลิตรายการ Practical Radio เพื่อรับใช้แฟนๆ SIU ต่อไป
สำหรับคำถามคุณ Sheradia ผมขอตอบดังนี้
1. Starbucks คือ ธุรกิจ ไม่ใช่การแข่งขันกีฬา
ดังนั้น Starbucks ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกัน “เจ้าสนามเดิม” แต่สามารถบุกเบิกในตลาดที่ง่ายกว่า นั่นคือ อเมริกาและเอเซีย
นี่คือ “เลี่ยงแข็งตีอ่อน”
2. ลูกค้าชั้นเลิศที่ต้องการเสพ “สุนทรีย์ขั้นสุดยอด” ของกาแฟมีจำกัดมาก
คนส่วนใหญ่มา Starbucks เพื่อความรื่นรมย์ และหลีกหนีจากกาแฟชั้นห่วยที่ขายอยู่ทั่วไป
Starbucks แค่ทำคะแนนได้ 7 ก็พอแล้ว และนำเวลากับทรัพยากรไปทุ่มให้การบริการ รวมถึงการขยายสาขาเพื่อเรียกเงินในกระเป๋าผู้บริโภคให้มากที่สุดจะดีกว่า
ถึงกับมีคนตั้งข้อสังเกตว่า กาแฟสตาร์บัคส์ที่มีสีเข้มกว่ากาแฟสุดยอดจากอิตาลี “อิลลีย์” ก็เพราะต้องการขายนมเพื่อดับขม และสร้างกำไรอีกต่อหนึ่ง
3. คนส่วนใหญ่ต้องการกาแฟที่มี “เชื่อถือ” ได้
หากให้ “บาริสต้า” ชงกาแฟเอง อาจมีกาแฟอร่อยระดับ 9 แต่บางร้านก็อาจห่วยแตกตกลงไป 3 ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากสตาร์บัคส์
ลูกค้าต้องการ 7 แต่สามารถมั่นใจว่าทุกที่ของสตาร์บัคส์มีกาแฟระดับ 7 โดยไม่มียกเว้น
การใช้เครื่องชงอัตโนมัติของสตาร์บัคส์ จึงตอบสนองลูกค้าส่วนใหญ่ได้ดีกว่า ถึงแม้จะเสียลูกค้าส่วนน้อยที่เป็นคอกาแฟชั้นเลิศไปก็ตาม แต่บริษัทก็ยังมี “ลูกค้าใหม่” อีกมากมายให้เก็บเกี่ยว
สรุปก็คือ “ธุรกิจ” มีวิธีคิดที่ต่างจาก “กีฬา” แต่นิสิตส่วนใหญ่ที่พึ่งทำงานมักจะคิดง่ายๆว่า ธุรกิจคือกีฬา ขอเพียงตนเองผลิตสินค้าที่ดีที่สุด มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่ล้ำเลิศ คิดนวัตกรรมใหม่ๆได้สุดยอด ก็จะกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ
Bil Gates ไม่ได้เป็นนักเขียนโปรแกรมอันดับหนึ่ง ไม่ได้มีไอคิวสูงที่สุดในโลก ไม่ได้ขายซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ได้มีความสามารถด้านศิลปะและรสนิยมเหนือกว่า Steve Jobs แต่เขาก็เป็นคนที่มี “ไหวพริบ” ทางธุรกิจอันดับต้นๆของโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรวยที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปี
ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่ใช่ทุกสิ่ง บางครั้งอาจนำมาซึ่งทุกข์โศก ขณะที่การทุ่มเทตัวเองให้ศิลปะอาจเป็นคุณค่าสูงสุดที่คนเราควรแสวงหา เช่นที่ Proust เคยทำให้เห็น
Starbucks อาจเป็นธุรกิจบริการกาแฟที่รวยที่สุดในโลก มีร้านสาขามากที่สุดในโลก แต่สำหรับคอกาแฟที่ต้องการความดีเลิศสูงสุดแล้ว Starbucks อาจไม่ใช่คำตอบ
บางทีอาจเป็น “อิลลี่ย์” ก็ได้ ที่ควรได้รับเกียรติเป็น สวรรค์ชั้นสูงสุดของนักดื่มกาแฟ ที่เหล่าสาวกควรไปสักการะสักครั้งในชีวิต
ผมสาบานว่า Starbucks ไม่ได้มีกาแฟระดับเจ็ดทุกแก้ว อย่างน้อยก็ในประเทศนี้
ง่ายที่สุดคือให้สังเกตว่าเครื่องที่ชงนั้นเป็นเครื่องขนาดใหญ่ หรือ เล็ก ความเข้มและรสชาดก็ถูกกำหนดจากเครื่องนี้ด้วยเช่นกัน (เข้าใจว่าด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ก็มีส่วนในการกำหนดขนาดของเครื่องที่วาง)
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลายคนไม่สังเกตเห็นและพนักงานเองก็ไม่เคยบอกก่อน (แต่ก็ต้องเรียนว่าเคยถาม เค้าก็ยอมรับตามตรง เค้าก็ชงให้ใหม่แต่ก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม) บริษัทเองก็ไม่เคยบอกแล้วก็ยังพูดอย่างต่อเนื่องว่ามีมาตรฐานเดียวกัน
ผมแคร์เพราะผมคิดว่าแบรนด์นี้น่าเชื่อถือ และมีความเชื่อดั้งเดิมเำหมือนข้างบน(คุณ เจริญชัย) คือมันต้องเท่ากัน เพราะคุณไม่ได้บอกผมว่ามันไม่เท่ากัน อาจจะด้วยเพราะผมเคยอ่านหนังสือ pour yr heart into it ก็เลยทำให้ผมเข้าใจบริษัทและกาแฟของบริษัทในลักษณะนั้น ลักษณะที่ดีเลิศไป
แต่ผมก็ว่าหลายๆคนเค้าไม่ได้แคร์เพราะเขาไม่ได้ซื้อ…”กาแฟ” ที่ “รสชาดของกาแฟ” อย่างน้อยน้ำหนักที่เขาให้ก็คงไม่ได้มาก หรือ มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับผม ซึ่งทั้งนี้ความอภิรมณ์ของเขาอาจจะรวมหลายๆอย่างที่ตัว Starbucks เองทำได้ดี นั่นก็ต้องยอมรับเหมือนกันครับ
ขอมีความเห็นกับคุณ sheradia ด้วยครับ ผมเองก็ไม่ได้รอบรู้อะไรเพียงแต่สังเกตอย่างหนึ่งคือ ชาติยุโรปที่ผมเคยไปเค้าให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ท้องถิ่นครับ คือ กาแฟในบางประเทศก็ไม่ได้ดีมากมายแต่ร้านนั้นก็ยังอยู่ได้(ดีในความรู้สึกและรสนิยมของผมเอง) อาจจะเหมือนว่าทำไมเราไม่เห็นร้านconvenient storeแบบ7-ELEVEnเต็มไปหมดในเมืองใหญ่ๆอะไรอย่างนั้นครับ ร้านDiscount Storeก็จะถูกดันไปให้อยู่นอกเมืองครับ
ส่วนประเทศไทยเองนั้น วัฒนธรรมการบริโภคกาแฟนั้นไม่ได้เป็นความอภิรมณ์หรือสิ่งที่จะต้องพิถีพิถันขนาดนั้นในสมัยก่อนที่สตาร์บั๊คส์เข้ามาทำตลาด ดังนั้นการต่อต้านจากท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบนั้นก็น้อยครับ อีกทั้งถ้าดูจากกรณีของร้านโชว์ห่วยก็จะเห็นว่ารัฐเองก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาปกป้องความมีอยู่ของร้านค้าชุมชน และหลากหลายของตัวชุมชนเองเท่าที่ควรด้วย นี่กระมังครับ
อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ เกือบโดยทั้งหมดผมเห็นด้วยกับคุณเจริญชัยนะครับ
อีกอย่างที่ผมชื่นชมสตาร์บั๊คและต้องการจะเสริมก็คือ ตัวพนักงานของสตาร์บั๊คเองครับ ผมคิดว่าเป็นความยอดเยี่ยมมากๆที่สามารถทำให้่พนักงานทุกสาขาเป็นมิตรกับลูกค้าได้ขนาดนั้น พูดจาไพเราะ หน้าตารับแขก สะอาด มีอัธยาศัย และ ให้ความรู้สึกว่าเขาเป็นมากกว่าพนักงานหรือคนชงกาแฟ
นี่คือจุดแข็งที่ยากจะเลียนแบบครับ
สตาร์บัคที่เมืองไทยรสชาติแย่มาก แย่จนไม่น่าเชื่อ
คนยุโรปเขามองสตาร์บัคเป็นกาแฟแบบไม่มีสกุลรุนชาติครับ ส่วนมากขายความเป็นอเมริกันให้พวกวัยรุ่นเท่านั้นเอง
ส่วนที่อเมริกา คนอเมริกันที่ดื่มกาแฟเป็นจริงๆเขาก็มีร้านกาแฟประจำของเขาเองที่รสชาติและมีวัฒนธรรมดีดีเหมือนกัน สตาร์บัคมันเหมือนพวกร้านเซเว่นมากกว่า หรือแค่เอาไว้นั่งรอเพื่อน แถมขอเข้าห้องน้ำได้ด้วย
ที่มันฮิตที่เมืองไทยหรือในเอเชีย น่าจะเป็นคนละสาเหตุกับที่มันทำตลาดได้ดีที่อเมริกา ส่วนหนึ่งอาจเพราะมันส่งเสริมจริตของคนได้ในระดับหนึ่งมากกว่า
ดี มากเลย ดีกว่า ที่เชิญแขก มาสัมภาษณ์ อีก เหมือนกับ ได้กลับ มาฟัง manager raido ช่วงเศรษฐศาสตร์ ตลาดสดอีกครั้ง เราต้องการ ฟัง แนวคิด ของ คุณบิ๊ก ที่เรารู้จัก เค้าเรียกรู้จัก รากเหง้าของเค้า เราคุ้นเคย กับเค้า เรารู้จักตัวตนของเค้า ระดับหนึ่ง มันทำให้เชื่อว่า สิ่งที่เค้า พูดให้เราฟังนั้นมันจะมีคุณค่าบริสิทธิ์กับเราคิดอย่างไร ก้อ พูดอย่างนั้น และหวังดีกับคนฟัง ถ้าเชิญแขก มาสัมภาษณ์ เราไม่รู้จัก เค้า เรายังไม่เข้าใจเค้าในสิ่งที่เค้าพูด เพราะว่า คนฟังกับคนพูดไม่ได้มีพื้นฐานเดียวกัน มันเหมือนกับ นิตยาสาร ที่นำบทสัมภาษณ์ ของคนที่มีระดับมาแนะนำให้เรารู้จักโดยการสัมภาษณ์ โดยไม่มีจิตวิญญาณ ของเค้ามากด้วย แต่คุณบิ๊กมีจิตวิญญาณของคุณบิ๊ก ที่เรารู้จัก
แต่แนวคิด หรือเนื้อหา ที่พูด ยังไม่เห็นด้วยมากหนัก เหมือนกับลุ่มหลง กับความสำเร็จของสตาร์บั๊ค เกินไปเป็นการมอง แบบระบบนายทุนมากเกินไป
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ชอบตรงประโยคสุดท้าย
“แต่แนวคิด หรือเนื้อหา ที่พูด ยังไม่เห็นด้วยมากหนัก เหมือนกับลุ่มหลง กับความสำเร็จของสตาร์บั๊ค เกินไปเป็นการมอง แบบระบบนายทุนมากเกินไป”
ผมจะปรับปรุงให้มีเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้นครับ
ต้องยอมรับว่า “เนื้อหา” ค่อนข้างจะเข้าข้างนายทุนมากเกินไป
แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือโลกความจริง
แต่เราก็ควรจะฝันถึงโลกอุดมคติ ท่ามกลางความโหดร้ายของชีวิตจริง
ผมจึงอยากน้อมรับคำแนะนำของคุณสุวรรณี “แฟนพันธุ์แท้” ของเรา เพื่อปรับปรุงรายการ Practical Radio .ให้ดียิ่งๆขึ้นครับ
คุณเป้งครับ เรื่องการต่อต้านของคนท้องถิ่นและรัฐนั้น มันมีอยู่เสมอ แต่สตาร์บัคส์ชาญฉลาดกว่าบริษัทอื่นที่รู้จัก “เล่นการเมือง” เอาใจมวลชน
ไม่ว่าการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น การบริจาคเงิน ฯลฯ
นี่คือ กลยุทธ์ “โยนกระเบื้องล่อหยก”
ไม่ได้บอกว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เป็นความชาญฉลาดของเขา
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าคุณเจริญชัยลุ่มหลงกับความเป็น starbucks เกิน พูดถึงอะไร แกก็ต้องยกตัวอย่าง starbucks ประจำ เปลี่ยนมั่งสิ
ไม่เห็นด้วยกับเรื่อง Starbucks รักษามาตราฐานระดับ 7 เลยนะค่ะ ที่เมืองไทยเป็นไงไม่ทราบ แต่ที่ร้าน Starbucks ในต่างประเทศ ที่เคยเจอ ไม่เท่ากันเลย แถมบ้างร้านลงไปในระดับห่วยมาก อีกต่างหาก ส่วนที่ดีของ Starbucks ที่รู้สึก คงมีแค่เพียง มีที่นั่งสบาย มีห้องน้ำให้เข้า มีสาขาเยอะ หาง่าย
ps. ชอบ Lavazza มากกว่า Illy ค่ะ ^o^
บริษัทที่ยิ่งใหญ๋ระดับโลก ย่อมมีกลยุทธ์ที่ล้ำลึกไม่ธรรมดา พูดได้ไม่หมดสิ้น ดีกว่าพูดถึงบริษัท 100 แห่งที่มีกลยุทธ์พื้นๆธรรมดา
แน่นอนว่า ผมจะพยายามหาตัวอย่างบริษัทอื่น เพื่อให้ผู้ฟังได้รับอรรถรสที่หลากหลาย แต่ก็อยากให้ทำใจ เพราะบริษัทระดับ Great มีไม่เกิน 100 บริษัทในโลกนี้
ที่น่าเศร้าคือ หนังสือส่วนใหญ่มักอาศัยชื่อ 100 บริษัทนี้ ในการหากิน โดยที่ไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง ผมจึงอดใจไม่ได้ที่ต้องนำบริษัทดังอยู่แล้วมาฉายซ้ำ แต่ด้วยมุมมองที่ต่างออกไป
ยังไงก็ขอรับคำชี่แนะจากท่าน Sheradia และพยายามจะหากรณ๊อื่นๆ โดยเฉพาะพยายามฉายภาพให้เห็นมุมมองทางสังคมและผลกระทบอื่นๆด้วย
จริงๆหนังสือเล่มนั้นก็พูดถึง ผลกระทบทางสังคมของ Starbucks ที่สนุกตื่นเต้นไม่แพ้กลยุทธ์ มีความสลับซับซ้อนที่มากกว่าที่เราจินตนาการ
ว่างๆจะนำมาเล่าต่อครับ
มี Practical Radio ตอนที่ 2 เมื่อไหร่ message มาทางมือถือ บ้างก้อดีนะ ส่งเป็นเครือข่ายเลย จะได้เข้ามาดาว์โหลด พร้อมหน้า พร้อมตากัน ตอนต่อ ไปอยากให้พูด
เรื่อง —- ดูใบ———— จะเป็นพระคุณอย่างสูง
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา….ผมพึ่งคุยกับ zneb เรื่องดูไบ ซึ่งคุณ zneb ให้ทั้งข้อมูลที่มีคุณค่าและทัศนคติที่ลึกซึ้งเยี่ยมยอดแก่ผมผ่านe-mail อีกทางหนึ่ง และตามมาด้วยผมแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณเจริญชัยเรื่องดูไบวันนี้ แม้ว่าผลกระทบทางตรงจากวิกฤติดูไบจะมีผลในระดับต่ำแต่ผลกระทบโดยอ้อมจากวิกฤติดูไบน่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศและสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลกและสุดท้ายส่งผลมายังประเทศไทยอีกทีหนึ่ง
ตอนนี้ชุมชนการเงินระหว่างประเทศกำลังจับตาดูว่ารัฐอาบูดาบีซึ่งเป็นเมืองหลวงและแกนหลักของสหรัฐอาหรับเอมริเรตส์นั้นจะประกาศมาตรการช่วยเหลือต่อรัฐดูไบอย่างไรบ้าง…..ซึ่งถ้ารัฐอาบูดาบีไม่ประกาศมาตรการช่วยเหลือในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้…..เราอาจจะได้เห็นการDe-Leverage ด้วยการขายสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลกและตามมาด้วยวิกฤติสถาบันการเงินในภูมิภาคตะวันออกกลางและลามไปที่ยุโรปอีกครั้ง
ในแง่นี้ กลายเป็นว่าภูมิภาคเอเชีย และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์จะกลายเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจและการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกโดยเปรียบเทียบไปโดยปริยาย
ตั้งแต่ตอน SAAD Group แล้ว แต่จริงๆสถาบันการเงินของคูเวตก็เคย Default มาแล้ว ชื่อ Investment Dar เอาเงินไปซื้อ Aston Martin แล้วก็ Global Investment House
จริงๆ ถ้าเอาโปรเจกในดูไบมารวมกัน มูลหนี้จะเยอะถึง 529,000 ล้านดอลลาร์เลย หลายโครงการยุติ หลายโครงการหยุดไปก่อน จริงๆถ้าเราใช้ตัวเลขการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของทั้งภูมิภาค จะได้ตัวเลขที่ใหญ่กว่านี้มาก ผมว่างานนี้ถ้ารัฐบาลอาบู ดาบีไม่มาช่วยก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว เพราะธนาคารตัวเองก็ปล่อยกู้ให้ด้วย
http://www.globalpropertyguide.com/Middle-East/United-Arab-Emirates/Price-History
เดิมพันกันสนุกๆ จบภายในวันพ่อ แต่ทองคำน่าจะถอยไปลึกสัก 1050-1070
แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ หากงานนี้มีการจัดการที่ไม่ดีของตะวันออกกลาง เราอาจเห็นการออกมาพร้อมใจกันรับมือของรัฐบาลทั่วโลกอีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายถึง Second Shot of Quantitative Easing ขนาดใหญ่อีกครั้ง ธนาคารที่สุขภาพดีในตอนแรก อาจค่อยๆแย่ลงในตอนหลัง ส่วนที่แย่อยู่แล้วอย่าง RBS กับ Lloyds น่าเป็นห่วงครับ ที่น่ากังวลอีกพวกคือ The Big 3 of Japan: MUFG, Mizuho, SMFG อาจต้องเพิ่มทุนอีก ตลาดหุ้นโตเกียวอาจถอยหนักอีกครั้ง
น่าสนใจครับ สำหรับการวิเคราะห์ The Effect of Second Shot QE แต่คราวนี้เราจะมี Context ต่างจากปีที่แล้ว คือ พื้นฐานของราคาสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงระดับ All-time high ทั้งในตลาดเกิดใหม่ และตลาดในประเทศอุตสาหกรรม การท่วมท้นของสภาพคล่องทางการเงินอาจจะทำให้เกิดฟองสบู่รอบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามกลับมาคือ การแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักควบคู่กับการงัดเอา Capital Control มาใช้ ปัญหาตรงนี้จะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์และการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว หนี้สาธารณะในประเทศพัฒนาแล้วเติบโตขึ้นมากกว่าเดิม
แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นจะเพิ่มโอกาสในการปรับสัดส่วนทุนสำรองเข้ามาสู่ทองคำได้ง่ายและมากขึ้นสำหรับประเทศที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ณ ตอนนี้ยังมองไม่ลบมากครับ ทั่วโลกมีประสบการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว
ขอบคุณคุณสุวรรณีมากๆครับ
ยังคงเป็น “แฟนพันธุ์แท้” มิเปลี่ยนแปลง
ได้รับกำลังใจดีๆแบบนี้ พวกผมก็มีพลังในการบุกบั่นฝ่าฟันขึ้นมากมาย
ขอให้มีความสุขในชีวิตครับ
update เพิ่มครับ มูลค่าของโครงการก่อสร้างใน UAE มันมีกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ครับ ของซาอุดิอาระเบียอีกกว่า 1 ล้านดอลลาร์ครับ สินเชื่อของธนาคาต่างประเทศในภูมิภาคนี้มีมากกว่า 280,000 ล้านดอลาร์ครับ