Practical Radio Practical Radio ตอนที่ 9 อิทธิพลของประเทศจีนต่อสภาพเศรษฐกิจและการเมืองโลก

Practical Radio ตอนนี้ วิเคราะห์เศรษฐกิจและอิทธิพลของจีนต่อจาก ตอนที่ 8 มังกรจีนทะยานฟ้า โดยคุณสุรศักดิ์ ธรรมโม, คุณกานต์ ยืนยง และคุณ zneb เช่นเดิม

การวิเคราะห์ภาพรวมของจีนในตอนนี้ จะใช้หลักวิชา “ภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitics) ซึ่งเป็นการใช้สภาพภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ พรมแดน โครงสร้างประชากร วัฒนธรรม ฯลฯ มาประกอบการวิเคราะห์เพื่อช่วยให้การคาดการณ์แม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับตอนนี้จะใช้ทฤษฎี heartland (แผ่นดินใจกลาง) และ containment (การปิดล้อม) วิเคราะห์อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน และประเทศคู่แข่งทางอิทธิพลอื่นๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น รวมถึงปัจจัยการเป็นเจ้าโลกของสหรัฐ คำถามถึงความเสี่ยงของเกาหลีเหนือ มีผลอะไรต่อการเมืองระดับโลกบ้าง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์สำหรับจีนหรือไม่?

คุณ zneb มองด้วยหลักทางการเงินและเศรษฐกิจ วิเคราะห์ว่า “ทหารทางการเงิน” ของไทย สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน มีจำนวนมากน้อยเท่าไร มีฝีมือระดับไหน

ปัจจุบันวงการการค้าเงินโลกมีปริมาณเงินหมุนเวียน 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน และจีนยังมีส่วนแบ่งในวงการค้าเงินโลกน้อยมาก (9,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เงินบาทยังมีปริมาณเงินไหลเวียนถึง 6,000 ล้านดอลลาร์) แต่ในแง่การนำเข้า จีนมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก การนำเข้าเป็นอันดับสอง, GDP กำลังจะเป็นอันดับสอง, ตลาด commodity อันดับสอง, ทุนสำรองอันดับหนึ่ง, และตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เป็นตลาดหุ้นอันดับสามของโลก แซงตลาดโตเกียวไปเรียบร้อย เป็นรองแค่ NYSE กับ NASDAQ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับสหรัฐแล้ว จีนรู้ตัวว่าโครงสร้างทางการเงินของตัวเองยังอ่อนกว่าวอลล์สตรีท จึงต้องพยายามผลักดันเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางทางการเงินโลก และผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก

ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำโลก จะซ้ำรอยญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกหรือไม่?

ดาวน์โหลด MP3 (28 MB ความยาว 29 นาที)

  • zneb

    ข้อมูลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนตัวล่้าสุดของ BIS ครับ

    http://www.bis.org/publ/rpfxf07t.pdf?noframes=1

    ท่านจะได้เห็น Breakdown ของตลาดด้วยว่า เงินสกุลไหนมีการซื้อขายเท่าไร และสถานที่ใดที่มีปริมาณธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศสูงขึ้นมาก

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ความสัมพันธ์ สหรัฐฯ และจีนได้รับการประเมินอย่างจริงจังมานานแล้ว ดูรายงานของทีมศึกษาเฉพาะกิจ
    http://www.cfr.org/content/publications/attachments/ChinaTaskForce.pdf
    ดูแนวคิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในเอเชียล่าสุด
    http://www.cfr.org/content/publications/attachments/Asian_Multilateralism_CSR50.pdf
    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประเมินแสนยานุภาพของกองทัพจีน
    http://www.defenselink.mil/pubs/pdfs/China_Military_Power_Report_2009.pdf
    รัสเซียก็มี “วาระ” ของตนเองในเอเชียเหมือนกัน
    http://books.sipri.org/files/books/SIPRI99Chu/SIPRI99Chu.pdf
    อย่างไรก็ตาม สมรภูมิผู้ก่อการร้ายที่คุณกานต์และ zneb กังวลในกรณีของอินเดียนั้น สหรัฐฯก็กังวลเช่นกันและเพิ่ม “อินโดนีเซีย” เข้าไปในความกังวลด้วย (ไม่ยักกะมีมาเลเซียแฮะ ทั้งๆที่ส่งออกผู้ก่อการร้ายมาโดยตลอด)
    http://www.cfr.org/content/publications/attachments/CPA_contingencymemo_6.pdf

    จีนพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจทางการทหาร

    http://download.china.cn/en/rar/090120.rar

    ญี่ปุ่นก็เช่นกันจ๊ะ

    http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2009.html

  • ต๋อม

    ผมสงสัยอย่างหนึ่งนะว่า เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน จากเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไป อย่างเช่น เอกสารจากเว็บของ CFR ได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ตอบ ต๋อม

    ส่วนตัว ผมคิดว่าต้องแยกเป็นประเด็นและเรื่องราวอาทิเช่นเรื่อง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับการเมืองระหว่างประเทศนั้นมันมี ระดับของ “พลวัต” ที่แตกต่างกัน

    โดยเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น เป็นเรื่องที่มีระดับ “พลวัต” สูงมาก ดังนั้น การศึกษาเอกสารหรือบทวิเคราะห์แนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างประเทศนั้นไม่สามารถบ่งชี้ไปถึงจุดการชี้ขาดของการเจรจาผลประโยชน์เศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญได้เลย เพราะการเจรจาหรือการตกลงใจในเรื่องผลประโยชน์เศรษฐกิจต่างประเทศเป็นเรื่องที่พลวัตสูงมาก และมักจะอิงกับข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดหรือผลประโยชน์ล่าสุดไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทีได้รับการประเมินใหม่ หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากประเทศคู่เจรจาหรือเป็นจุดยืนของผู้นำการเมืองคนสำคัญของประเทศนั้นๆ

    ตัวอย่างเช่น การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนฮาเกน ไม่มีใครหรือนักวิเคราะห์รายใดคิดว่าจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงขนาดนี้ และไม่มีใครมองโลกในแง่ดีที่ว่าผู้นำทั่วโลกจะยอมรับการตกลงการลดก๊าซเรือนกระจกและมีข้อผูกพันเชิงกฏหมายอย่างทันทีสมดังความต้องการของ Activist และผู้เรียกร้องสภาพแวดล้อม

    ทุกคนก็มองว่าอย่างน้อยต้องมีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมสักอย่างออกมา แต่ในความเป็นจริง การนัดไปประชุมต่อที่เม็กซิโกถือว่าไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมใดๆเลยจากการประชุมนี้ออกมาเลย

    ทั้งๆที่ นักวิเคราะห์ ผู้นำการเมือง และข้าราชการต่างมองโลกตามความเป็นจริง และทำไมผลการประชุมจึงได้ออกมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเช่นนั้น

    คำตอบ สำหรับการประชุมนี้คือ ผมคิดว่าชาติตะวันตกรวมทั้งนักเคลื่อนไหวเอกชน กดดันประเทศกำลังพัฒนามากเกินไป โดยอาศัยกระแสการตื่นตัวเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นผลักภาระต้นทุนในการลดการก่อก๊าซเรือนกระจกไปยังประเทศกำลังพัฒนาในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วเป็นอย่างมาก ผลคือการล้มการประชุมโดยมีประเทศกำลังพัฒนาเป็นแกนนำโดยเฉพาะชาติ BRICs

    เช่นเดียวกันกับการเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮาที่บราซิล อินเดียจับมือกันคว่ำการค้าเสรีรอบโดฮาจนถึงขณะนี้การเปิดการเจรจารอบใหม่จนเป็นข้อผูกพันนั้น ดูเหมือนจะห่างไกลไปตามลำดับตามการกีดกันทางการค้าอย่างโจ่งแจ้งของสหรัฐอเมริกา

    แต่ว่าในเรื่องของการเมือง การทหารหรือภูมิรัฐศาสตร์ นั้น ผมคิดว่าเราสามารถอาศัยเอกสารในข้างต้นนี้เป็น “ธง” ในการอ่านความคิดหรือจุดยืนของประเทศมหาอำนาจต่างๆได้อยู่…..ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเรื่องการทหารระหว่างประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศนั้นมันมีความหนืดหรือเรื่องกินใจ หรือปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรก็แล้วแต่ทำให้ “พลวัต” ของการเปลี่ยนแปลงนั้นช้ามาก

    ยกตัวอย่างเช่น เราไม่ต้องเสียเวลาไปเดาจุดยืนของโลกอิสลามโดยรวมต่ออิสราเอลเลย เพราะเป็นเรื่องที่ใครๆก็รู้กันอยู่แล้วว่า จุดยืนของโลกอิสลามต่ออิสราเอลเป็นอย่างไร

    เช่นเดียวกัน เราไม่ต้องไปเดาจุดยืนของสหรัฐอเมริกาต่อกลุ่มก่อการรร้าย Al-Qaeda หรือจุดยืนของรัฐบาลจีนต่อมณฑลซินเกียง ทิเบต หรือไต้หวันเลย

    มันเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว ว่าจุดยืนของประเทศเหล่านี้ต่อวาระเหล่านี้เป็นเช่นไร

    ในแง่นี้ การศึกษาเอกสารเชิงการเมืองระหว่างประเทศจึงให้ผลที่พอจะประเมินแนวโน้มจุดยืนหรือแนวคิดของประเทศนั้นๆในด้านการเมืองระหว่างประเทศหรือการทหารได้ค่อนข้างดี