Practical Radio Practical Radio ตอนที่ 13 ความงามหรู: กลยุทธ์ SMEs เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

“สินค้าหรู” ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Ferrari, Armani ล้วนแต่ได้รับความเข้าใจที่ผิดพลาดจากคนไทย จึงทำให้พลาดโอกาสในการที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการประยุกต์ใช้ “กลยุทธ์แบรนด์หรู” เพื่อต่อยอดธุรกิจและติดอาวุธให้กับ SMEs ที่มีอยู่เต็มล้นประเทศไทย แต่ขาดศักยภาพและเงินทุนในการยกระดับธุรกิจ

สินค้าหรู ไม่ใช่เป็นเรื่องของการ “ตั้งราคาสูงๆ” หรือ “ดีไซน์เนอร์ระดับโลก” เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะยอมเสียเงินมหาศาลเพือคุณค่าเพียงเท่านี้ ดังนั้น สินค้าหรูจึงมีความพิเศษที่ต้องค้นคว้าวิจัย เพื่อเข้าถึงศาสตร์แห่งการเพิ่มมูลค่า (Great Value Creation) ที่ทำให้ชนชั้นร่ำรวยนั้นหลงใหลและละทิ้งเหตุผลทั้งมวล เพื่อยอมจำนนต่อความน่ารักที่มิอาจต่อต้านได้

Practical Radio ตอนที่ 13 จึงขอนำเสนอ “การตลาดแบรนด์หรู” ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างจากการตลาดทั่วไป เพื่อจุดประกายให้กับคนไทย โดยเฉพาะ SMEs ได้ผุดบรรเจิดแรงบันดาลใจแรงกล้า ในการเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับผลตอบแทนทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านปริมาณและราคากับธุรกิจขนาดใหญ่อีกต่อไป

บางที “กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม (Blue Ocean Strategy)” อาจไม่เพียงพอแล้วสำหรับการดำรงอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ลูกค้าไม่ได้เรียกร้องต้องการแค่ความแตกต่าง แต่ยังโหยกระหายประสบการณ์หรูเลิศที่สร้างเอกลักษณ์และความโดดเด่นให้กับตัวตนของพวกเขา

ดาวน์โหลด mp3

  • S

    กลยุทธ์การขาย ไม่ว่าหรู หรือ ไม่หรู ในสมัยนี้ที่มีจำนวนคู่แข่งมากกว่าคู่ค้า ก่อนจะดีไซน์ก็คงต้องดูว่าจะขายให้ใครก่อนเป็นหลัก.. จากนั้นจึงสามารถศึกษาความรสนิยมของตลาดได้

    ส่วนใหญ่ SME เมืองไทย ไม่ค่อยได้เน้นเรื่องนี้ เน้นผลิตและขาย เท่านั้น ที่ผ่านมารัฐฯ ทุ่มงบประมาณอบรม แค่เรื่องพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ ทั้งกับคู่ค่าในปท.และต่างปท. อย่างมากก็จัดโรดโชว์ ฯ

    หากมีหลักสูตรสอนให้ประเมินคุณค่าความต้องการ/รสนิยม ของลูกค้าให้ SME หรือ ผู้ค้ารายย่อยได้คงมีประโยชน์มากค่ะ นอกจาก SME แล้ว อยากให้ดูรวมไปถึง SMCE : Small Medium Community Enterprise ด้วยน่ะคะ

    อยากเห็นประเทศไทยมีสินค้าการท่องเทียวเป็นสินค้าระดับหรูด้วยเช่นกัน แต่งานนี้คงต้องเน้นความร่วมมือระดับจังหวัด หรือ รัฐฯ ไม่รู้ว่าช้าไปหรือเปล่า จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ทรัพยากรท้องถิ่นที่มีคุณค่าไว้เป็นอย่างมาก รวมถึงการกระจายรายได้ให้ชุมชนด้วย

    ไม่แน่ใจว่าทาง SIU เคยคุยเรื่อง “โออิตะ” เมืองท่องเทียวของญี่ปุ่นที่ใช้ Story และวางตำแหน่งของสถานที่ท่องเที่ยวไว้ในระดับไปหรือยังนะคะ แต่เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างนึงในระดับเอเชีย.. รู้สึกว่าเค้าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้มากเกินไปในแต่ละช่วงเวลาของปีด้วย แต่เก็บค่าใช้จ่ายแพงมากๆ ซึ่งคนก็ยินดีจ่ายเพือได้เข้าชม..

    ทุกวันนี้เห็นต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย แล้วเพลิดเพลินกับความถูกและดีของการท่องเที่ยวไทย แล้วปวดใจพิลึก.. เมื่อไรที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย การท่องเที่ยวไทยก็จะไม่น่าดึงดูดอีกต่อไป..

    ไม่รู้ว่า คุยออกนอกประเด็นหรือไม่ แต่อยากเห็นการท่องเที่ยวไทยเป็นสินค้าระดับหรูของโลกน่ะค่ะ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ผมเคยเขียนวิเคราะห์ไว้แล้วในบทความนี้

    http://www.siamintelligence.com/green-economy/

    แต่ยังไม่ได้ยกระดับเป็น Eco Luxury เพราะกลัวจะสับสน

    อย่างไรก็ตาม Green Economy ก็มีนัยยะของราคาอยู่แล้ว เพราะคนธรรมดายากจะเสพของแบบนี้ได้ โดยไม่ต้องจ่ายแพง

    Green Economy จึงได้ 3 เด้ง คือ รักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มกำไร ลดจำนวนความแออัดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    พึ่งคุยกับคุณเดมี่ว่า เจ้าหน้าที่ไทยเริ่มกีดกั้น “ชาวต่างชาติยากจน” ไม่ให้เข้าประเทศ

    นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนในประเทศก็เริ่มเต็มล้นแล้ว

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ รายได้อาจลดลง หากยังไม่สามารถสร้าง Luxury Travel ที่เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณได้

    Luxury มีวิธีการเฉพาะของตัวเอง ไม่อาจสร้างแบบตามมีตามเกิด ใส่แต่คุณภาพ ใส่แต่ของดีๆ ตั้งราคาสูงๆ ย่อมเป็นความพินาศทางธุรกิจ เพราะไม่เข้าถึงแก่นแท้ของ Luxury

    เรื่องการสร้าง Luxury Travel ผมคิดไว้นานแล้ว เพราะเบื่อหน่ายความแออัดในกรุงเทพที่เต็มไปด้วยฝรั่ง อยากลดประชากรฝรั่ง โดยไม่กระทบรายได้ ก็ต้องยกระดับเป็น Luxury

    นี่เป็น “ความหมาย” เชิงลึกที่ผมต้องการนำเสนอ Luxury ให้ประเทศไทย